กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 4

หมากกระดานแรกเริ่ม

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นหอมเย้ายวนของกำยานบุปผาพันลี้ยังคงอบอวลเจือจางอยู่ในความเงียบงันยามราตรี ทว่าสัมผัสรุ่มร้อนจากริมฝีปากหนาที่เพิ่งผละออกไปเมื่อครู่ กลับทิ้งร่องรอยความสั่นสะเทือนไว้บนกลีบปากอิ่มของฉินมู่หลานอย่างชัดเจน ดวงตาคู่คมของเซียวเหยียนเจ๋อพินิจพิจารณานางด้วยประกายลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทรที่ยากหยั่งถึง ปลายนิ้วสอบที่เคยกระชากกระบี่ยามนี้เปลี่ยนมาไล้ผ่านกรอบหน้าเนียนนุ่มอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นราวกับการประกาศสิทธิ์ “วาจาของเจ้าเมื่อครู่ หากไม่ใช่เพราะข้ามาได้ยินทันเวลา เจ้าคงใช้มันล่อลวงให้ตระกูลซ่งจมดิ่งลงสู่หลุมพรางที่เจ้าขุดไว้ด้วยมือตนเองโดยไม่เผื่อทางถอยเลยสินะ” ฉินมู่หลานหาได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงช้อนสายตาขึ้นสบกับบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหารอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง ดุจดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางเหมันต์ฤดู “ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันมิได้ไร้ทางถอย... เพียงแต่สุนัขที่แว้งกัดเจ้าของ ย่อมสมควรได้รับบทเรียนที่สาสมที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องออกแรงให้เปื้อนมือต่างหาก” เซียวเหยียนเจ๋อยกยิ้มมุมปาก เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของเขาน่าเกรงขามยิ่งนัก “ดี... เช่นนั้นข้าอยากรู้นักว่า ‘กุนซือ’ เช่นเจ้า จะใช้แผนการใดเชือดเฉือดอนุภรรยาผู้มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างซ่งอี้หลาน โดยที่ตระกูลฉินของเจ้าไม่แปดเปื้อนแม้แต่รอยขีดข่วน” เงาร่างของทั้งสองทาบทับลงบนฉากกั้นลายปักไหมทองในห้องหนังสือลับ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจและเล่ห์กลทางการเมือง ในเมื่ออดีตชาตินางต้องตายอย่างไร้ความยุติธรรมเพราะความโลภและความตลบตะแลงของอนุภรรยาผู้นี้ ชาตินี้ ฉินมู่หลานย่อมไม่รีบร้อนปลิดชีพอีกฝ่ายให้ตายตกไปตามกันอย่างไร้ค่า การทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือจนนางผู้นั้นกลายเป็นตัวประหลาดที่สังคมรังเกียจต่างหาก คือการแก้แค้นที่งดงามและสาสมที่สุด รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเสียงระฆังวัดประจำเมืองหลวงที่ดังแว่วมาไกลๆ ฉินมู่หลานในอาภรณ์ผ้าแพรปักลายเมฆสีฟ้าครามเข้ม ทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์เพื่อขับเน้นให้ผิวพรรณดูผุดผ่อง นางก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าสู่เรือนรับรองของจวนสกุลฉิน ที่ซึ่งบรรดาฮูหยินและอนุภรรชาตระกูลใหญ่ต่างมารวมตัวกันตามคำเชิญชวนจอมปลอมของซ่งอี้หลาน “พี่หญิงมู่หลาน วันนี้ช่างดูงดงามเปล่งปลั่งยิ่งนัก... ไม่ทราบว่าเครื่องประดับหยกมรกตชุดใหม่นี้ ได้รับประทานมาจากจวนท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการด้วยหรือไม่เล่าเจ้าคะ?” เสียงหวานหยดย้อยแฝงแววเหน็บแนมดังขึ้นจากปากของซ่งอี้หลาน อนุภรรยาผู้โปรดปรานของบิดานาง ซ่งอี้หลานสวมชุดผ้าตี่หงสีแดงสดปักลายดอกโบตั๋นทองคำระยิบระยับเกินฐานะอนุภรรยา นางจงใจแสดงออกถึงความเย่อหยิ่งลำพองใจ หวังจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของบุตรสาวสายตรงอย่างฉินมู่หลานต่อหน้าธารกำนัล ทว่าดวงตาเรียวรีของนางกลับฉายแววริษยาออกมาอย่างปิดไม่มิดยามที่กวาดมองเครื่องแต่งกายอันประณีตไร้ที่ติของคู่สนทนา ฉินมู่หลานแย้มยิ้มอ่อนโยน ดุจสายน้ำฤดูใบไม้ผลิที่ซ่อนคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก นางยกถ้วยชาเคลือบหยกขาวขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบกันเบาๆ “น้องซ่งกล่าววาจาหยอกล้อเล่นสิ่งใดกัน เครื่องประดับชิ้นนี้เป็นของบรรพชนสกุลฉินมอบไว้ให้ ย่อมมีคุณค่าสูงส่งเกินกว่าจะนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งของฉาบฉวยที่ได้มาด้วย... วิธีการอันใด ย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองมิใช่หรือเพคะ” คำพูดกำกวมราatศรอาบน้ำผึ้งทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งอี้หลานชะงักค้างไปวูบหนึ่ง ทว่านางยังคงกลบเกลื่อนด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน “พี่หญิงช่างพูดจาชวนให้คิดลึกซึ้งเสียจริง วันนี้ข้าเพียงแต่อยากนำ ‘ของขวัญพิเศษ’ ชิ้นหนึ่งมาแสดงความยินดีที่ท่านพี่หญิงได้กลับมารับตำแหน่งดูแลจัดการงานในจวนต่างหากเจ้าคะ” ซ่งอี้หลานตบมือเบาๆ สาวใช้คนสนิทก็นำกล่องไม้ลงรักปิดทองลวดลายวิจิตรบรรจงใบใหญ่ออกมาวางไว้กลางห้อง ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของเครื่องหอมหายากก็ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทว่าท่ามกลางกลิ่นหอมนั้นกลับเจือด้วยกลิ่นอับชื้นบางเบาที่คนหูไวตาไวเช่นฉินมู่หลานย่อมจับสังเกตได้ทันที มันคือ ‘ผ้าแพรปักลายหงส์คู่มังกร’ ซึ่งเป็นเครื่องทรงชั้นสูงที่สงวนไว้สำหรับพระชายาเอกในองค์ชายรัชทายาทหรือท่านอ๋องผู้มีบรรดาศักดิ์สูงส่งเท่านั้น! การที่อนุภรรยา สามัญชนผู้ต่ำต้อยในเรือนหลังครอบครองสิ่งของต้องห้ามเช่นนี้ มีโทษถึงประหารชีวิตและกวาดล้างตระกูล! บรรดาฮูหยินตระกูลต่างๆ ที่มาร่วมงานต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัวที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับคดีกบฏหรือการฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาล ฉินมู่หลานไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ชายกระโปรงยาวลากพื้นขยับตามจังหวะการก้าวเดิน นางเดินเข้าไปใกล้กล่องไม้ใบนั้น ใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกแตะลงบนเนื้อผ้าแพรอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอันจอมปลอม “น้องซ่ง... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ผ้าแพรผืนนี้แม้จะงดงามปานใด แต่ทว่าลวดลายหงส์ห้าเล็บนี้มิใช่สิ่งที่สามัญชนพึงมี แม้แต่ฮูหยินเอกเช่นข้ายังไม่กล้าแตะต้อง แล้วเหตุไฉนเจ้าจึงกล้าหาญถึงขั้นแอบอ้างนำเข้ามาเก็บไว้ในเรือนส่วนตัวเล่า? หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของกรมพิธีการ หรือ... องค์รักษ์เสื้อแพรของท่านอ๋อง เกรงว่าไม่ใช่เพียงตัวเจ้าคนเดียวที่จะหลุดหัวบนบ่า แต่อาจทำให้สกุลซ่งและสกุลฉินต้องพลอยรับโทษทัณฑ์ประหารเจ็ดชั่วโคตรไปด้วยนะเพคะ” สีหน้าของซ่งอี้หลานซีดเผือดลงในพริบตา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ความเย่อหยิ่งเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น นางละล่ำละลักปฏิเสธเสียงสั่น “มะ... ไม่จริงนะเจ้าคะ! ผ้าผืนนี้... ข้าไม่ได้เป็นคนซื้อมา! มีคน... มีคนนำมาส่งไว้ที่หน้าเรือนของข้าต่างหาก!” “อ๋อ... มีคนนำมาส่งงั้นหรือ?” ฉินมู่หลานทวนคำด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น ดวงตาดอกท้อทอประกายคมกริบดุจใบมีด “เช่นนั้นผู้ใดกันหนอ ช่างใจกล้าเอาชีวิตของคนทั้งสองตระกูลมาล้อเล่นเช่นนี้ หรือว่า... เจ้าแอบคบชู้สู่ชาย ลักลอบคบหากับบุรุษสูงศักดิ์นอกจวน จนถึงขั้นกล้าใช้อำนาจมืดลักลอบนำสิ่งของหลวงออกมาครอบครองเพื่อตบตาผู้คน?” คำกล่าวหาว่าร้ายนี้รุนแรงราสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ซ่งอี้หลานกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจจนเสียกิริยา นางทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น พยายามควชายเสื้อของฉินมู่หลานไว้ “พี่หญิงโปรดเมตตา! ท่านกำลังใส่ร้ายข้า! ข้าถูกกลั่นแกล้ง!” ทว่า ก่อนที่ความโกลาหลจะลุกลามไปมากกว่านั้น ประตูเรือนรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ทหารองครักษ์ในชุดเกราะดำสนิทพร้อมกระบี่คาดเอวเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ แหวกทางให้บุรุษร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำปักดิ้นเงินลายพญาอินทรีย์ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและทรงอำนาจ เซียวเหยียนเจ๋อชายตามองภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาคมกริบจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างระหงของฉินมู่หลานผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุอารมณ์ มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย ขณะที่สายตาของเขากวาดมองไปยังผ้าแพรต้องห้ามในกล่องไม้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว “ในเมื่อมีผู้กระทำผิดกฎมณเฑียรบาลถึงเพียงนี้... เห็นที ‘กองปราบปรามพิเศษ’ ของเรา คงต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเองเสียแล้วกระมัง พระชายา... เจ้าว่าจริงหรือไม่?” หัวใจของฉินมู่หลานกระตุกวูบเล็กน้อย นางสบตากับบุรุษผู้ถือเข็มทิศสังหารผู้นี้อย่างลึกซึ้ง หมากกระดานแรกเริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และศัตรูของนางก็ก้าวเข้ามาติดกับดักที่นางขุดไว้โดยไม่มีทางหนีรอด — ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ —
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%