"กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามใบนั้น... ช่างดูงดงามไร้ที่ติเสียจริงเพคะ"
สุ้มเสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำระลอกใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักรับรอง ฉินมู่หลานในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดทับด้วยเสื้อคลุมยาวปักดิ้นเงินลายเมฆมงคล นางก้าวเดินด้วยจังหวะจะโคนสง่างามราวกับราชسาส์นผู้ถืออาณัติสวรรค์ ปิ่นหยกมันแพะสลักลายดอกโบตั๋นบนเรือนผมสีดำสนิทไหวตามการเคลื่อน
นางปรายตามองไปยังจอกชาเคลือบกระเบื้องขาวบริสุทธิ์ที่วางอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวจดจำกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้แม่นยำ แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นหรือย้อนกลับมา ชา "ปี้หลัวชุน" ชั้นดีถ้วยนี้กลับเจือจางกลิ่นหอมหวานเย็นเยียบของ "ผงบุปผาพันราตรี" เอาไว้อย่างแนบเนียน เป็นพิษร้ายที่ในชาติภพก่อนเคยปลิดชีพนางอย่างเงียบเชียบในห้องหนังสือแห่งนี้
ฉินมู่หลานป้องมือซ่อนรอยยิ้มเยาะหยันไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง ในชาติที่แล้วนางโง่เขลาเบาปัญญา ดื่มด่ำความไว้ใจจนต้องชดใช้ด้วยเลือดทั้งร่าง แต่วันนี้... หมากตานี้ นางเป็นผู้ถือกระดานและกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมดด้วยตนเอง
"แม่นางฉินดูเหมือนจะสนใจใบชาถ้วยนี้เป็นพิเศษ?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เซียวเหยียนเจ๋อ ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงสลักลายมหาราช ชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายสีทองทมิฬขับเน้นให้พระพักตร์คมคายดุจหยกสลักแลดูน่าเกรงขามจนแทบหยุดหายใจ พระเนตรคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นจดจ้องมองนางราวกับจะทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณ
มู่หลานย่อกายถวายพระพรอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ท่วงท่าของนางชดช้อยไร้ที่ติ ราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบานท่ามกลางพายุฝน
"หม่อมฉันมิได้สนใจใบชาเพكة... แต่สนใจว่า เหตุใดจอกชาที่องค์ชายรองประทานให้ท่านอ๋อง ถึงได้มีแขกไม่ได้รับเชิญแฝงตัวมาด้วยต่างหากเล่า"
คำกล่าวของนางทำให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังพลันชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งนิ้ว ทว่าเซียวเหยียนเจ๋อยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามอย่างไม่ใส่ใจ พระองค์มิได้ตกพระทัยแม้แต่น้อย มุมพระโอษฐ์หยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความอันตรายระคนกัน
"เจ้ากล้ากล่าวหาองค์ชายรองซึ่งหน้าเช่นนี้... รู้ตัวหรือไม่ว่าโทษทัณฑ์ของการใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์คือสิ่งใด" เซียวเหยียนเจ๋อตรัสเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ พระองค์ทรงโน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา "ว่ามาสิ กุนซือฉิน... เจ้ามองเห็นสิ่งใดในจอกชานั้น"
มู่หลานไม่สะทกสะท้านต่อนัยน์ตาดุดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้น นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของชาผสมพิษลอยแตะนาสิกยิ่งเด่นชัด นางหยิบเข็มเงินบริสุทธิ์ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาอย่างเชื่องช้า บรรจงจุ่มมันลงไปในจอกชาเบื้องหน้า
เพียงชั่วพริบตา... ปลายเข็มเงินที่เคยส่องประกายวาววับก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดุจหมึกจีน!
"นี่คือคำตอบเพคะท่านอ๋อง" มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบอย่างไม่หลบเลี่ยง ดวงตาดอกท้อคู่สวยฉายแววเยียบเย็นและเด็ดเดี่ยว "ผงบุปผาพันราตรี ไร้สี ไร้กลิ่นคาว แต่เมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนจะหลอมรวมเข้ากับใบชา ผู้ใดดื่มเข้าไปภายในสามลมหายใจ เส้นโลหิตทั่วร่างจะขาดสะบั้น สิ้นใจโดยไร้ร่องรอยการถูกฆาตกรรม... เป็นแผนการที่แยบยลและไร้ความปรานี ยิ่งนัก"
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและความกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของท่านอ๋อง เซียวเหยียนเจ๋อยังคงนิ่งงัน พระเนตรทอดมองเข็มเงินสีดำสนิทสลับกับดวงหน้าอันงดงามเฉียบคมของสตรีตรงหน้า ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในพระHut กุนซือหญิงผู้นี้... รู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าสายลับชั้นยอดในกองกำลังลับของพระองค์เสียอีก
"เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่าจะมีพิษในจอกชานี้?" เซียวเหยียนเจ๋อตรัสถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยกระแสความกดดันที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก พระองค์ทรงจ้องมองนางราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่นางซ่อนไว้
"หม่อมฉันเคยลิ้มรสชาติของมันมาแล้วครั้งหนึ่งเพคะ..." มู่หลานตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเจือไปด้วยความเจ็บปวดและแค้นเคืองที่ฝังรากลึกถึงกระดูกดำ ดวงตาคู่สวยไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวราวกับเหล็กกล้า "และในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสหม่อมฉันได้หวนคืนกลับมา... ข้าก็ย่อมไม่ยอมให้ผู้ใดใช้มันมาปลิดชีพท่านอ๋องผู้ผดุงความยุติธรรมเช่นท่านได้อีกเป็นอันขาด"
คำว่า "หวนคืน" และความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำให้เซียวเหยียนเจ๋อชะงักไป พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนป่าโอบล้อมรอบกายของมู่หลาน พระองค์ก้มพระพักตร์ลงมาทอดพระเนตรนางในระยะที่ลมหายใจรินรดกัน ดวงตาพญาเหยี่ยวคู่นั้นหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด
"เจ้าเป็นใครกันแน่... ฉินมู่หลาน" พระองค์ตรัสถามช้าๆ ชิดริมฝีปากของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก "เหตุใดจึงรู้เรื่องราวในวังหลังราวกับตาเห็น และเหตุใด... เจ้าจึงจงใจเข้ามาพัวพันในเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้"
มู่หลานไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพระองค์อย่างอาจหาญ มุมปากหยักยิ้มบางเบาราวกับดอกเหมยที่ผลิบานกลางฤดูหนาว
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่มีความแค้นต้องชำระ... และท่านอ๋องเพคะ" นางเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ "หมากตานี้ หากไม่มีท่านร่วมเดินด้วย ความสนุกคงลดน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง... ท่านว่าจริงหรือไม่เพคะ?"
เซียวเหยียนเจ๋อยังไม่ทันได้ตรัสสิ่งใดตอบ ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของขันทีประจำพระองค์ที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ... องค์ชายรองทรงนำกองกำลังราชองครักษ์มาปิดล้อมตำหนักรับรอง พร้อมกับราชโองการลับจากฮ่องเต้ กล่าวหาว่าท่านอ๋องซ่องสุมกำลังและ... ลอบปลงพระชนม์!"
มู่หลานหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากทันที ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่นางคาดการณ์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หมากตานี้... ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายเดินตกหลุมพรางที่นางขุดรอไว้แล้วอย่างงดงาม
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้นะคะ ขอให้เตรียมใจรับมือกับศึกครั้งใหญ่ที่กำลังจะอุบัติขึ้นในบทถัดไปได้เลยค่ะ!
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 5
กลิ่นอายพิษในจอกชา
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!