กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 17

ระยะห่างที่เริ่มลดลง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีอบอวลอยู่ภายในรถม้าหลวงบุด้วยผ้าสักหลาดสีเลือดหมูเข้ม แรงกระเทือนเป็นจังหวะสม่ำเสมอจากการควบขับของม้าพันธุ์ดีด้านนอก ทำให้เงาสะท้อนของม่านหน้าต่างไหววูบตามแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดลอดผ่านกิ่งไม้แห้งแล้งของฤดูเหมันต์ ฉินมู่หลานนั่งหลังตรงสง่างาม อาภรณ์ชั้นนอกเป็นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน ขับเน้นให้ใบละมุนดั่งหยกสลักดูเยือกเย็นและลึกล้ำยิ่งขึ้น ดวงตาคู่คมกวาดมองม้วนบันทึกราชสำนักในมืออย่างไม่ใส่ใจนัก แม้สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะตื่นตัวอยู่กับการประเมินสถานการณ์เบื้องหน้า เบื้องตรงข้ามของนางคือเซียวเหยียนเจ๋อ ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองกำลังลับทมิฬ อาภรณ์สีดำสนิทปักลายพญาอินทรีทองคำด้วยไหมละเอียดทำให้บุรุษผู้นี้ดูราวกับพญามัจจุราชจำแลงกาย ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้ละไปจากใบหน้าของนางเลยตั้งแต่ล้อรถม้าเริ่มหมุนออกจากประตูเมืองหลวง "เจ้าอ่านม้วนบันทึกฉบับเดิมวนรอบที่เจ็ดแล้วนะ, มู่หลาน" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนหินกระทบกันในลำธารน้ำแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันภายในห้องโดยสารแคบๆ เซียวเหยียนเจ๋อเอียงกายพิงพนักเบาะ สายตาคมปลาบจับจ้องปฏิกิริยาของสตรีตรงหน้าอย่างนึกขัน มู่หลานชะงักปลายนิ้วที่เรียวิวดั่งลำเทียน นางค่อยๆ ม้วนบันทึกในมือเก็บเข้าสาบเสื้ออย่างใจเย็น เงยหน้าสบตากับผู้มีศักดิ์สูงกว่าโดยไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น "ทูลท่านอ๋อง... บันทึกประวัติศาสตร์ย่อมมีรอยด่างพร้อยที่ผู้มีอำนาจจงใจซ่อนเร้น หม่อมฉันเพียงแต่กำลังค้นหา 'รอยปริแตก' ที่จะใช้พังทลายประตูเมืองหลินโจวในอีกสามวันข้างหน้าต่างหากเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมบาดลึก "หรือท่านอ๋องทรงกังวลว่า... หม่อมฉันจะใช้สายตานี้จ้องมองพระองค์จนเกินขอบเขตหน้าที่กุนซือกันแน่เพคะ?" เซียวเหยียนเจ๋อแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์หยักลึก บุรุษหนุ่มขยับกายเข้ามาประชิดพื้นที่ฝั่งตรงข้ามอย่างอุกอาจ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากสนามรบโชยปะทะนาสิกของนางจนลมหายใจสะดุด "ข้าไม่เคยกลัวสตรีที่มีสายตาคมปลาบ... ข้าเพียงแต่รอดูว่า เมื่อถึงยามที่เจ้าต้องจนมุมในเกมการเมืองนี้จริงๆ เจ้าจะยังคงใช้สายตานี้มองข้าด้วยความเย่อหยิ่งเช่นนี้อยู่หรือไม่" พระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงกระซิบชิดริมพระ oído ราวกับจงใจท้าทายสติสัมปชัญญะของนาง ในชาติภพก่อน... มู่หลานเคยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกเขี่ยทิ้งท่ามกลางกองเพลิงแห่งความแค้น นางจำสัมผัสอันเยียบเย็นและแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัยของบุรุษผู้นี้ได้ดี แต่ในยามนี้ ระยะห่างระหว่างพวกเขากลับถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ ด้วยแผนการและการพึ่งพาอาศัยกัน ความเกลียดชังและระแวดระวังในอดีตกำลังถูกหลอมละลายด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นทีละน้อยอย่างเงียบเชียบ *ตึง!* จู่ๆ แรงกระชากอย่างรุนแรงทำให้ตัวรถม้าสะดุดกึกจนโคลงเคลง มู่หลานที่ไม่ได้ระวังตัวเซถลาไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยง ร่างบอบบางเกือบจะชนเข้ากับแผงอกกว้างของเซียวเหยียนเจ๋อ ทว่าว่องไวกว่ากระแสความคิด ฝ่ามือหนาและอบอุ่นราวกองไฟกลางเหมันต์ของท่านอ๋องได้คว้าเอวคอดกิ่วของนางไว้มั่น รั้งร่างของนางเข้าสู่อ้อมกอดของพระองค์ในเสี้ยววินาที ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันชิดใกล้จนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกัน มู่หลานเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางรีบยกมือขึ้นดันแผงอกแกร่งเพื่อรักษา "ระยะห่าง" ทว่าปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าไหมชั้นดีและกล้ามเนื้อแน่นตึงที่สะท้อนถึงการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง "ปล่อยเพคะ..." นางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามซ่อนความปั่นป่วนในดวงตาคู่สวย เซียวเหยียนเจ๋อกลับไม่ยอมปล่อย พระองค์ยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ดวงเนตรคมกริบก้มมองสตรีในอ้อมกอดด้วยประกายแสงที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "ข้างนอกรถม้าเกิดเรื่องวุ่นวาย... เจ้าคิดว่าการขยับตัวออกห่างจากข้าในตอนนี้ เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วหรือ กุนซือฉิน?" ยังไม่ทันที่มู่หลานจะได้เอ่ยคำใดโต้แย้ง เสียงประกาศกร้าวและเสียงชักดาบกระทบกันดังกึกก้องมาจากด้านนอกรถม้า พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตกใจขององครักษ์ประจำขบวน "เรียนท่านอ๋อง! มีมือสังหารสวมชุดดำนับสิบคนดักซุ่มโจมตีที่หุบเขาสามสายลม พลธนูของพวกมันอยู่บนหน้าผา ขอรับ!" บรรยากาศภายในรถม้าพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึมและเยือกเย็นขึ้นในพริบตา เซียวเหยียนเจ๋อปล่อยมือจากเอวของนางอย่างรวดเร็ว สีพระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายและจริงจังดั่งพญาเหยี่ยวเตรียมขยี้เหยื่อ พระองค์เอื้อมมือไปหยิบกระบี่ประจำพระองค์ที่วางอยู่ข้างเบาะ ทว่าก่อนที่จะก้าวลงจากรถม้า พระองค์กลับชะงักและหันมามองสตรีผู้ฉลาดล้ำเลิศที่กำลังจัดอาภรณ์ของตนเองให้เข้าที่ด้วยความรวดเร็ว "อยู่แต่ในนี้... อย่าก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงสั่งการเด็ดขาด ทว่าแฝงความห่วงใยที่ไม่อาจซ่อนเร้น มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ แววตาที่เคยมีความระแวงบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและประกายระยับของความเจ้าเล่ห์ นางหยิบพัดเหล็กเคลือบทองคำเปลวออกจากแขนเสื้อ สะบัดออกเบาๆ เผยให้เห็นลวดลายค่ายกลที่ซ่อนอยู่ "ท่านอ๋องโปรดระวังพระองค์ด้วยนะเพคะ... มือสังหารชุดดำกลุ่มนี้ไม่ใช่คนของตระกูลหลี่ แต่เป็นหน่วยเงาโลหิตจากสำนักลับแคว้นหลิน" มู่หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง "และถ้าพระองค์ทรงก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว... หม่อมฉันเกรงว่าแผนการกวาดล้างขุนนางกังฉินในเมืองหลวงอาจจะต้องเลื่อนออกไปชั่วนิรันดร์" เซียวเหยียนเจ๋อยกยมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจในความใจกล้าของนาง พระองค์สะบัดชายเสื้อคลุมแล้วก้าวทะยานออกจากรถม้าไปอย่างไร้เสียง ทิ้งให้มู่หลานนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโดยสารที่มีเพียงกลิ่นชาอุ่นๆ และเสียงดาบปะทะกันด้านนอก ทว่า... ในวินาทีที่นางกำลังจะหันไปตรวจสอบแผนที่เส้นทางทางหนีทีไล่ สายตาก็เหลือบไปเห็นรอยประทับตราลับรูปดอกเหมยเลือดบนม้วนกระดาษลับที่ถูกสอดเข้ามาใต้ช่องประตูรถม้าอย่างเงียบเชเชียบ มู่หลานขมวดคิ้วมุ่น นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่ออกดูอย่างระมัดระวัง และเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ ด้านใน ดวงตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจถึงขีดสุด— *ระวัง! คนที่ท่านอ๋องไว้ใจที่สุด... คือหนอนบ่อนไส้ที่ส่งข่าวให้สำนักเงาโลหิต!* --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฟาดฟันความอยุติธรรม และตื่นเต้นไปกับกลยุทธ์อันเชือดเฉือนในตอนนี้มากๆ นะคะ *เงียบแต่ฟาดเรียบ*
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%