คมดาบวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีโลหิตที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสา กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของคราบฝนในยามวิกาล ประตูด้านนอกตำหนักปักษาพังทลายลงพร้อมกับเศษไม้ที่กระจัดกระจายราวกับใบไม้ร่วง เงาร่างนับสิบของนักฆ่าชุดดำพุ่งทะยานเข้ามาในห้องโถงด้วยความเร็วปานสายฟ้า ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของฉินมู่หลานหาใช่คมดาบที่จ่อตรงมายังลำคอไม่ หากแต่เป็นลูกศรดอกแรกที่ปักแน่นอยู่บนวงกบประตู พร้อมกับแผ่นแพรสีเหลืองทองอร่ามที่สะบัดไหวตามแรงลม—ราชโองการลับฉบับใหม่จากฮ่องเต้ ที่พลิกผันสถานะของนางจากกุนซือผู้ค้ำจุนบัลลังก์ ให้กลายเป็น "กบฏนอกรีตที่ต้องถูกประหารทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น"
"ช่างเป็นของขวัญยามดึกที่รวดเร็วยิ่งนัก..."
มู่หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดกลัว นางสวมอาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดทับด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมปักดิ้นเงินเนื้อดี ร่างระหงมิได้ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบกวาดมองกลุ่มนักฆ่าที่รายล้อม ก่อนจะหยุดสายตาลงที่แผ่นแพรราชโองการนั้น ชั่วพริบตาเดียว รอยยิ้มเยาะหยันก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามและเย็นชา
ในขณะที่คมดาบเล่มแรกกำลังจะพุ่งเข้าปลิดชีพนาง ประตูชั้นในกลับถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังลมอันเกรี้ยวกราด เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีดำสนิทปักลายพญาอินทรีทองคำด้วยไหมเงินพุ่งทะยานเข้ามาดั่งเทพเจ้าแห่งสงคราม
เซียวเหยียนเจ๋อ! ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายมาถึงแล้ว
แสงดาบกระทบกับประกายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของท่านอ๋อง เพียงพริบตาเดียว เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวก็ระเบิดขึ้น เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผนังห้องโถงอันวิจิตรตระการตา เซียวเหยียนเจ๋อเคลื่อนไหวรวดเร็วและดุดันดั่งพายุหมุน ทุกกระบวนท่ามีความเด็ดขาดและเลือดเย็น การตวัดดาบเพียงครั้งเดียวสามารถปลิดชีพศัตรูได้ในเสี้ยววินาที ร่างของนักฆ่าชุดดำทยอยล้มลงกองกับพื้นทีละคนอย่างไม่ทันตั้งตัว
มู่หลานมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ยืนหยัดปกป้องนางท่ามกลางวงล้อมแห่งความตาย หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งกระด้างดั่งหินผาจากการล้างแค้น กลับไหววูบด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่นางพยายามกด
ซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นมาโดยตลอด
"เจ้ามาช้าไปครึ่งก้าว..." มู่หลานเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด
"หากเร็วกว่านี้ เจ้าก็คงไม่ได้เห็นฝีมือการล้างบางหนอนแมลงของเปิ่นหวางหรอก" เซียวเหยียนเจ๋อสวนกลับทันควันโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าหยวนท่ามกลางกลิ่นไอสังหาร มือใหญ่ยังคงตวัดดาบยาวในมืออย่างไร้ความปรานี จนกระทั่งนักฆ่าคนสุดท้ายล้มลงจมกองเลือด
ความเงียบงันกลับคืนสู่ตำหนักปักษาอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
ข่าวลือเรื่องมู่หลานเป็นสายลับแพร่สะพัดในวังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืนเดียว ตำหนักทุกหลังต่างซุบซิบถึงราชโองการลับฉบับนั้น ขุนนางฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ต่างตื่นตระหนก สนมเอกตระกูลหลี่ถึงกับแย้มสร้อยด้วยความสะใจเมื่อรู้ว่าศัตรูตัวฉกาจกำลังจะตกอยู่ในหลุมพรางที่นางขุดไว้ บรรยากาศภายในพระราชวังหลวงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการทรยศ หักหลัง และการแย่งชิงอำนาจที่ดุเดือดเชือดเฉือน
เซียวเหยียนเจ๋อเก็บดาบเข้าฝักด้วยท่าทีสุขุม เขาเดินเข้ามาหามู่หลานที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายความดุร้ายเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงแววตาลุ่มลึกที่อ่านไม่ออกขณะจ้องมองดวงหน้าอันงดงามเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า
"ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงแล้ว มู่หลาน..." เซียวเหยียนเจ๋อเอ่ยเสียงต่ำ มือหนายื่นออกไปปัดคราบเขม่าควันและหยดเลือดที่กระเด็นมาโดนข้างแก้มเนียนใสของนางอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความทะนุถนอมที่ขัดกับบุคลิกเยือกเย็นดุร้ายของเขาโดยสิ้นเชิง "พวกมันต้องการบีบให้เจ้าจนมุม และใช้ข้อหากบฏนี้กวาดล้างคนทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังเจ้า... รวมถึงเปิ่นหวางด้วย"
มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยฉายแวววาววับด้วยปัญญาอันล้ำเลิศ นางไม่สะดุ้งสะเทือนต่อข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัวนั้นแม้แต่น้อย กลับกัน มุมปากของนางยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแผนการอันล้ำลึก
"ข่าวลือหรือเพคะ..." มู่หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูก "หากพวกมันต้องการให้หม่อมฉันเป็นสายลับผู้ทรยศนัก... หม่อมฉันก็พร้อมจะเล่นละครฉากใหญ่ให้สมบทบาทที่พวกมันมอบให้เช่นกัน เพคะ"
เซียวเหยียนเจ๋อเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายความพึงพอใจระคนทึ่ง เขารู้ดีว่าสตรีผู้นี้ไม่เคยตกเป็นเบี้ยของใคร มีแต่จะใช้กระดานหมากล้อมทั้งหมดพลิกกลับมาเป็นฝ่ายกุมชัยชนะ
"เจ้ามีแผนการอันใดในใจ..." ท่านอ๋องเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบทว่าจริงจัง
"ในเมื่อพวกมันอยากให้หม่อมฉันเป็นกบฏนัก..." มู่หลานก้าวเข้าไปใกล้เซียวเหยียนเจ๋อช้าๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของดอกเหมยลอยแตะนาสิก ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือด นางเอ่ยด้วยถ้อยคำที่เฉียบคมดั่งคมมีด "หม่อมฉันก็จะใช้ข้อหานี้แหละ... เปิดโปงรายชื่อขุนนางกังฉินทั้งหมดที่แอบติดต่อกับแคว้นศัตรูในท้องท้องพระโรงพรุ่งนี้เช้า ให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติของการตกนรกทั้งเป็นด้วยมือของหม่อมฉันเอง"
เซียวเหยียนเจ๋อจ้องมองแววตาเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของสตรีตรงหน้า ความรู้สึกรักและศรัทธาในตัวนางหลอมรวมเข้ากับความเร่าร้อนในยามที่ต้องร่วมมือกันฟาดฟันศัตรู มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือเรียวบางของนางไว้แน่น ราวกับจะบอกว่าไม่ว่าหนทางเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยคมดาบและเพลิงผลาญเพียงใด เขาก็จะเคียงข้างนางไปจนถึงที่สุด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งและมั่นคงดั่งหินผานั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นที่ด้านนอกตำหนักปักษา พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานของขันทีคนสนิทแห่งตำหนักในที่แitsะกุมอำนาจสูงสุด
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งให้คุมตัวฉินมู่หลานและท่านอ๋องเซียวเหยียนเจ๋อไปยังท้องพระโรงทันที!"
มู่หลานและเซียวเหยียนเจ๋อสบตากันในเสี้ยววินาทีนั้น รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่พร้อมกัน
เกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ บัดนี้ได้เวลาเปิดฉากการเอาคืนอย่างสาสมแล้ว...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันพายุการเมืองและคมดาบเคียงข้างมู่หลานและท่านอ๋องมา ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 19
พายุที่กำลังก่อตัว
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!