กลิ่นอายของไม้กฤษณาเผาไหม้จนเจือจางลงแล้ว แต่ความระอุในท้องพระโรงใหญ่กลับยังคงกรุ่นไอคุกรุ่นราวกับเตาหลอมโลหะ
ฉินมู่หลานยืนนิ่งสงระงับกายอยู่เบื้องล่าง ฉลองพระองค์คลุมยาวปักลายหงส์เหินสีชาดสะท้อนกับแสงคบเพลิงวับวาม เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมอันประณีต บ่งบอกถึงความตึงเครียดของเกมการเมืองที่เดินมาถึงจุดเปลี่ยนผัน นางเพิ่งยื่นฎีกาลับเปิดโปงบัญชีส่วยของอัครเสนาบดีซ่ง หลักฐานทุกชิ้นมัดแน่นไร้ช่องโหว่ ทว่าในราชสำนักแห่งนี้ ความจริงมักไม่ใช่สิ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุด หากแต่เป็นอำนาจในมือของผู้กุมบังเหียน
"ฉินมู่หลาน... เจ้าช่างกล้านัก!" พระสุรเสียงตวาดก้องของฮ่องเต้สั่นเครือด้วยความกริ้ว ป้ายหยกประจำพระองค์ถูกกระแทกลงบนโต๊ะทรงพระอักษรเสียงดังสนั่น "บังAอาจนำเอกสารราชการลับมาเปิดเผยกลางท้องพระโรงโดยพลการ มีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โทษสถานเบาคือโบยร้อยครั้ง สถานหนักคือประหารเจ็ดชั่วโคตร! ทหาร... ลากตัวนางออกไป!"
สิ้นพระราชดำรัส เหล่าองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตต่างก้าวเท้าพรึบพรอพเข้ามา กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายเย็นเฉียบ ฉินมู่หลานมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงหลุบตาลงเล็กน้อยเตรียมรับชะตากรรมที่คำนวณไว้แล้วครึ่งหนึ่ง ทว่า... ในจังหวะที่มืออันหยาบกร้านของทหารองครักษ์กำลังจะเอื้อมมาแตะชายผ้าคลุมของนางนั้น
ตึง!
เสียงฝ่าหนักหน่วงดังก้องกังวานยิ่งกว่าสิ่งใด ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายพญาอินทรีย์สีนิลสนิทก้าวออกมาจากแถวขุนนางฝ่ายมหาดไทย เซียวเหยียนเจ๋อ... ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายและไม่เคยไยดีต่อเรื่องราวใดในราชสำนัก บัดนี้แววตาคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยประกายเพลิงแห่งความดุดัน สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดกวาดมองเหล่าทหารจนทุกคนต้องชะงักเท้าโดยสัญชาตญาณ
"ใครกล้าแตะต้องนาง... จงก้าวออกมาก้าวหนึ่ง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงไม่กี่คำ ทว่ากลับกดทับบรรยากาศทั้งหมดในท้องพระโรงให้เงียบกริบลงในทันที ความกดดันแผ่ซ่านราวกับขุนเขาที่กำลังถล่มลงมาทับผู้คน เซียวเหยียนเจ๋อก้าวผ่านหน้าฉินมู่หลานไปช้าๆ ก่อนจะยืนบังร่างบอบบางของนางไว้มิดชิด แผ่นหลังกว้างนั้นให้ความรู้สึกมั่นคงดั่งหินผา ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา เขาก็พร้อมจะใช้สองบ่านี้ค้ำยันไว้แทนสตรีด้านหลัง
"ท่านอ๋อง!" ฮ่องเต้ทรงพระสรวลอย่างเยียบเย็น พระเนตรเต็มไปด้วยโทสะและริษยา "เจ้ากล้าอาจหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นางเป็นเพียงกุนซือหญิงนอกคอก แต่นางบังAอาจท้าทายราชสำนัก เจ้าจะเอาตำแหน่งหรือแม้แต่หัวของเจ้ามารับรองความผิดให้นางงั้นหรือ!"
เซียวเหยียนเจ๋อยกยมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันและเด็ดเดี่ยว เขาก้มลงค้อมคำนับช้าๆ อย่างไว้ตัว ทว่าวาจาที่เปล่งออกมากลับคมกราบยิ่งกว่าคมกระบี่
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้นำศีรษะมารับรองความผิดให้นาง... แต่หม่อมฉันนำ 'ชีวิตและผลงานทั้งหมด' ของหม่อมฉัน มาวางเดิมพันเพื่อความยุติธรรมที่ถูกเหยียบยละต่างหาก หากฝ่าบาททรงเห็นว่าการเปิดโปงคนโฉดคือความผิด เช่นนั้นโทษทัณฑ์ทั้งหมด... ขอให้ตกแก่หม่อมฉันผู้เป็นสหายร่วมรบและผู้สนับสนุนนางแต่เพียงผู้เดียวเถอะเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!"
"บังอาจ! เจ้ากล้าขัดพระราชโองการหรือ!" ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นยืนด้วยความกริ้วสุดขีด "ในเมื่อเจ้าออกหน้าปกป้องนางนัก งั้นก็จงรับโทษแทนให้สาสม! โบยท่านอ๋องห้าสิบไม้ ณ ลานราชสำนักเดี๋ยวนี้! และให้กุนซือฉินคุกเข่าดูอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะครบกำหนด!"
สิ้นเสียงประกาศิต เหล่าขันทีและองครักษ์ต่างหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าท่านอ๋องผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น จะยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อสตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร้ความเกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ
ฉินมู่หลานเบิกตากว้าง ความเย็นวาบแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ หัวใจดวงน้อยที่เคยด้านชาและแข็งกระด้างจากการล้างแค้น บัดนี้กลับสั่นสะท้อนอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ นางรีบก้าวเข้าไปใกล้ รั้งแขนเสื้ออาภรณ์สีนิลของเขาไว้แน่น เรียวปากสั่นระริกจนแทบเอ่ยไม่ออก
"ท่าน... ท่านอ๋อง เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้เพคะ... หม่อมฉันสมควรตายอยู่แล้ว..." นางกระซิบเสียงสั่น เปลวความรู้สึกอุ่นวาบเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาคู่สวยที่ปกติมีแต่ความเยือกเย็น
เซียวเหยียนเจ๋อหันกลับมามองนาง สายตาที่เคยคมกล้าดุจพญาเหยี่ยว บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนและลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร เขายกมือขึ้นปัดไรผมที่ชื้นเหงื่อของนางออกอย่างทะนุถนอม สัมผัสอบอุ่นนั้นสวนทางกับความหนาวเหน็บรอบกายอย่างสิ้นเชิง
"มู่หลานของข้า..." เขากระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เจ้าแบกรับความแค้นของตระกูลฉินมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว... ถึงเวลาที่ข้าจะต้องแบกรับโลกใบนี้แทนเจ้าบ้าง"
ร่างสูงก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างองอาจ ยอมให้ทหารกุดหัวคุมตัวไปยังลานหินเบื้องล่างโดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย แผ่นหลังกว้างนั้นตรงแหน่ว ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มโปรยปลงมาผสมกับกลิ่นอายดินชื้นแฉะ
ไม้กระบองหนาหนักถูกเงื้อมขึ้นสูงและกระหน่ำฟาดลงบนแผ่นหลังของท่านอ๋องผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด เสียงเนื้อกระทบไม้ดังสนั่นหวั่นไหวทุกครั้งที่ฟาดลงไป อาภรณ์สีนิลค่อยๆ ถูกย้อมด้วยรอยเลือดสีแดงฉานที่ซึมทะลุออกมาทีละน้อย ทว่าเซียวเหยียนเจ๋อกลับไม่มีแม้แต่เสียงร้องครวญครางออกมาสักแอะเดียว องคาพยพทุกส่วนยังคงนิ่งสนิท ดั่งพญาอินทรีย์ที่ยอมถูกฉีกทึ้งปีกแต่โดยดี เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
ฉินมู่หลานทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นหินที่เย็นเฉียบ หยาดน้ำตาที่กลั้นมานานนับปีไหลรินอาบสองแก้มผสมกับสายฝน นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนเลือดซึม ความแค้นที่เคยมีต่อศัตรูพลันถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะปกป้องคนผู้นี้ด้วยชีวิตเช่นกัน
ในขณะที่เสียงไม้โบยยังคงดังระงับ ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นถือม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามฝ่าสายฝนเข้ามาด้วยท่าทีลนลาน พร้อมกับตะโกนเสียงหลงก้องลานกว้าง
"หยุดมือ! หยุดเดี๋ยวนี้! มีพระราชโองการด่วนจากไทฮ่องเต้... ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ท่านอ๋องและกุนซือฉินแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศรอบลานหินพลันหยุดชะงักลงในพริบตา ทว่าฉินมู่หลานกลับมิได้โล่งใจ นางรีบพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างที่โชกไปด้วยเลือดของเซียวเหยียนเจ๋อ ทว่าในจังหวะที่นางแตะลงบนหัวไหล่ของเขา เซียวเหยียนเจ๋อกลับกระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดลงบนอาภรณ์สีชาดของนางจนเป็นวงกว้าง พร้อมกับกระดาษพับชิ้นเล็กที่ร่วงหล่นจากมือของเขา... เป็นจดหมายลับตราประทับของแคว้นอริที่ระบุชื่อ 'หนอนบ่อนไส้' ตัวจริงในราชสำนัก ซึ่งเป็นลายมือขององค์รัชทายาทเอง!
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันพายุการเมืองและคมดาบเคียงข้างมู่หลานและท่านอ๋องมา ณ ที่นี้นะคะ)
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 20
ปกป้องด้วยชีวิต
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!