กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของค่ำคืนในตำหนักบูรพา ช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การลอบสังหารหรือการลงนามในทัณฑ์บนยิ่งนัก พระราชโองการผ้าแพรสีเหลืองทองอร่ามประทับตราหยกมังกรห้าเล็บถูกคลี่ออกภายใต้แสงเทียนวับแวม ฉินมู่หลานไม่แม้แต่จะชายตากองทัพราชองครักษ์ที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหลัง นางเพียงทอดสายตาไปยังตัวอักษรหวัดแกมบรรจงบนผืนผ้าแพรนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบราวกับยืนอยู่ริมหน้าผาอันชัน
"ฮองเฮามีรับสั่ง... ให้ข้าเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ณ ตำหนักเย็น ก่อนรุ่งสางเช่นนี้ ช่างเป็นพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นเสียจริงนะคะ"
เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น ทว่ากังวานก้องไปทั่วห้องโถงกว้าง ฉินมู่หลานค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ชุดกระโปรงยาวสีครามเข้มปักลายหมู่มัจฉาแหวกว่ายธารา ขยับไหวตามจังหวะก้าวเดินราวกับสายน้ำไหล เอวคอดกิ่วคาดด้วยสายรัดไหมปักดิ้นเงินประดับไข่มุกราตรี เผยให้เห็นทรวดทรงระหงที่สง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจแฝงเร้นในคราเดียวกัน คู่ปรับเก่าของนาง... ฝ่ายนั้นคงคิดว่าหมากตานี้จะสามารถบดขยี้ตระกูลฉินที่เหลือเพียงนามให้แหลกสลายคามือได้เป็นแน่
เซียวเหยียนเจ๋อที่ประทับอยู่มุมมืดของห้อง ทรงขยับพระองค์ช้าๆ เงาร่างสูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายพญาเหยี่ยวสีเงินสะท้อนแสงเทียน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวหรี่แคบลง รังสีสังหารแผ่พุ่งออกมารุนแรงยิ่งกว่าพายุหิมะนอกหน้าต่าง พระหัตถ์หนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ประจำพระองค์แน่นจนข้อพระหัตถ์ปรากฏเส้นเลือดปูดโปน
"มู่หลาน... เจ้าคิดจะเดินเข้าไปในถ้ำเสือจริงๆ หรือ" พระสุรเสียงทุ้มต่ำตึงเครียดเจือความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็น
ฉินมู่หลานชะงักฝีเท้า นางหันกลับมาสบพระเนตรกับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหารด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและมั่นคงดั่งหินผา นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์ทีละน้อย กลิ่นกายหอมกรุ่นละมุนของดอกเหมยขาวโชยปะทะนาสิกของเซียวเหยียนเจ๋อ มือเรียวดุจหยกสลักเอื้อมไปสัมผัสปลายพระนขาของพระองค์เบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
"หม่อมฉันมิได้เดินเข้าถ้ำเสือเพลิดเพลินหรอกเพคะ... แต่หม่อมฉันกำลังจะไปถลกหนังเสือต่างหาก" มู่หลานกระซิบแผ่วเบa ชิดพระorงกรรณ น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยวจนคนฟังถึงกับลมหายใจสะดุด "พระราชโองการฉบับนี้ไม่ได้ลงพระปรมาภิไธยของฮ่องเต้อย่างแท้จริง เป็นฝีมือขององค์ชายรองกับเสนาบดีหลี่ที่สมคบกันปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อกำจัดขุนนางสายกลาง... หากหม่อมฉันไม่ไปรับหมายนี้ด้วยตนเอง แผนการที่พวกเราวางหมากตลบหลังมาแรมปี ย่อมสูเปล่าพินาศสิคะ"
เซียวเหยียนเจ๋อขบกรามแน่น พระเนตรคมกริบฉายประกายวาวโรจน์ด้วยความดุดร้าย "หากพวกมันกล้าแตะต้องเส้นผมเจ้าแม้แต่เส้นเดียว... ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินต้าฉี สังหารล้างบางตระกูลหลี่จนไม่เหลือแม้แต่สุนัขสักตัว เปิ่นหวางก็ย่อมทำได้"
"หม่อมฉันเชื่อมั่นในพระองค์เสมอค่ะ" มู่หลานแย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับอาบยาพิษ "ดังนั้น... ขอท่านอ๋องโปรดทรงรออยู่ ณ ที่นี้ รอฟังข่าวดีที่ศัตรูของพวกเราจะพากันล่มสลายทีละคน"
นางสะบัดแขนเสื้อหมุนตัวก้าวเดินออกไปอย่างไร้ความลังเล เบื้องหน้าคือประตูบานใหญ่ที่เปิดอ้าต้อนรับสู่ความมืดมิดยามวิกาล ตำหนักเย็นอันเป็นสถานที่กักขังวิญญาณและความแค้นนับร้อยปี ทว่าในยามนี้ มันคือกระดานหมากรุกที่ฉินมู่หลานตั้งใจจะเดินหมากตาสำคัญเพื่อปิดเกม
เมื่อร่างระหงก้าวพ้นธรณีประตู ราชองครักษ์นับสิบชีวิตในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทก็เข้ามาปิดล้อมทันที นำโดย 'หลี่เฉิง' บุตรชายคนโตของเสนาบดีหลี่ คู่ปรับเก่าที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีตระกูลฉินเมื่อชาติภพก่อน รอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้าคมคายแต่ไร้ซึ่งคุณธรรมของหลี่เฉิง เขากวาดสายตามองสตรีเบื้องหน้าด้วยความเหยียดหยัน
"ฮองเฮามีรับสั่งให้เชิญคุณหนูฉินไปรับโทษฐานสมคบคิดกับกบฏ... เชิญ!" หลี่เฉิงผายมือออก ท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง
ฉินมู่หลานไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเย้ยหยันชัดเจน นางก้าวเดินผ่านหน้าหลี่เฉิงไปช้าๆ จงใจหยุดยืนเคียงข้างเขา ปลายกระโปรงปักลายมัจฉาสัมผัสกับรองเท้าบูทหนังของเขาเบาๆ
"ใต้เท้าหลี่... ท่านคิดว่ากระดาษแผ่นเดียว จะสามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้จริงๆ หรือคะ?" เสียงหวานเอמהกระซิบกระซาบเพียงให้ได้ยินกันสองคน น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นจนหลี่เฉิงถึงกับชะงักกึก
หลี่เฉิงหันมามองนางด้วยแววตากร้าวร้าว "สามหาม! ถึงปากจะคมสักแค่ไหน แต่เมื่อไปถึงตำหนักเย็น เจ้าจะได้รู้ซึ้งถึงความทรมานที่แม้แต่ความตายก็ยังปรานีเกินไป!"
"เช่นนั้น... เรามาคอยดูกันนะคะว่า ระหว่างหัวของท่านกับตำแหน่งเสนาบดีของบิดาท่าน สิ่งใดจะหลุดจากบ่าก่อนกัน" มู่หลานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะดั่งระฆังเงินแต่กลับสร้างความหนצוใจให้แก่หลี่เฉิงอย่างประหลาด
นางก้าวเดินนำหน้ากลุ่มราชองครักษ์เข้าไปในความมืดของตำหนักเย็นทีละก้าวอย่างสง่างาม ทว่าในวินาทีที่ประตูปิดสนิทลงเบื้องหลัง กลิ่นอายแปลกประหลาดบางอย่างก็ลอยมาแตะจมูก กลิ่นหอมหวานปนฉุนของกำยานอสูรราตรี... ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ใช้สำหรับปลิดชีพเชื้อพระวงศ์โดยเฉพาะ!
ฉินมู่หลานหยุดชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนริมฝีปากยังคงอยู่ แต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ขึ้น ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหบพร่าอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า
"เจ้าฉลาดมากที่มาถึงที่นี่... แต่น่าเสียดาย ที่ฮกวาสุดท้าย ไม่ได้อยู่ในมือเจ้า"
เงาร่างของสตรีสูงศักดิ์ในชุดคลุมหงส์ทองก้าวออกมาจากหลังม่านโปร่ง นัยน์ตาของฮองเฮาเต็มไปด้วยความริษยาและอำมหิต ในพระหัตถ์ทรงถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาด ซึ่งบรรจุของเหลวสีชาเข้มข้นส่งกลิ่นอายมรณะออกมาคละคลุ้ง
"ดื่มมันเสีย... แล้วความแค้นทั้งหมดของตระกูลฉิน จะได้จบสิ้นลงเสียที" ฮองเฮารับสั่งด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ฉินมู่หลานทอดสายตามองถ้วยยาพิษตรงหน้า นัยน์ตาดำขลับสะท้อนภาพเปลวเทียนที่กำลังไหววุ่น นางไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว กลับค่อยๆ เอื้อมมือเรียวไปรับถ้วยกระเบื้องเคลือบนั้นมาถือไว้ด้วยท่าทางสงบนิ่งราวกับกำลังรับถ้วยชาต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์
ก่อนที่นางจะยกถ้วยนั้นขึ้นจิบ รอยยิ้มลึกล้ำที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง... พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยชีวิตที่กำลังพังทลายประตูตำหนักเย็นเข้ามาอย่างกระชั้นชิด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับข้าพเจ้าในตอนนี้นะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 15
หมากรุกชีวิต
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!