กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีตลบอบอวลอยู่ในห้องบรรทมส่วนพระองค์ ปะปนกับกลิ่นหอมเย็นของกำยานไม้กฤษณาที่ถูกจุดไว้เพื่อข่มกลิ่นเลือด อาภรณ์แพรต่วนสีมุกนวลของฉินมู่หลานเวลานี้ถูกย้อมด้วยสีชาดเข้มข้นบริเวณหัวไหล่ ร่างกายของนางเอนพิงอยู่กับพนักเก้าอี้พยุงตัวสลักลายหงส์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าเนียนละเอียดราวกับร้อยเรียงด้วยไข่มุก ทว่าดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับสุกใสและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูหนาว
เซียวเหยียนเจ๋อทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้านาง สองมือที่มักถือกระบี่ปลิดชีพคนอย่างไร้ความปรานี เวลานี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามที่ต้องเอื้อมไปสัมผัสอาภรณ์ชุ่มเลือดของนาง นัยน์ตาพญาเหยี่ยวคู่นั้นมิได้เย็นชาดุจน้ำแข็งดังเช่นเคย หากแต่ลุกโชนด้วยเพลิงโทสะสีเลือดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
"มู่หลาน... พิษนี้แล่นเข้าสู่ชีพจรแล้ว" สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบกลับแหบพร่าและสั่นเครืออย่างหาได้ยากยิ่ง เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูนเด่น ยื่นมือออกไปกดจุดสกัดชีพจรบริเวณหัวไหล่ของนางอย่างแม่นยำเพื่อมิให้พิษจากลูกดอกเบญจมาศหนามกระจายตัวไปมากกว่านี้
"หม่อมฉัน... ยังไม่ตายเพคะ ท่านอ๋อง" ฉินมู่หลานแย้มสร้อยพระโอษฐ์ซีดเซียว รอยยิ้มนั้นบางเบาราวกับกลีบเหมยที่ถูกลมหนาวพัดโปรยปราย แต่นัยน์ตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายและเฉียบคม "เพียงแต่... บาดแผลนี้แลกมาด้วยหลักฐานชิ้นสำคัญ ท่านว่าคุ้มค่าหรือไม่เล่าคะ"
นางปรายสายตาไปยังร่างของมือสังหารเงาที่ถูกมัดตรึงไว้กับเสาหินศิลาแกร่งมุมห้อง บุรุษชุดดำผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะ แต่จุดสำคัญคือ ยาพิษที่เขาพกติดตัวถูกฉินมู่หลานใช้ไหวพริบชิงตัดหน้าทำลายทิ้ง ทำให้เขาไม่สามารถปลิดชีพตนเองตามกฎเหล็กของหน่วยสังหารเงาได้
เซียวเหยียนเจ๋อหันขวับไปมองมือสังหารผู้นั้น รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างของท่านอ๋องหนุ่มจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ย่างสามขุมเข้าไปหานักฆ่าที่กำลังหอบหายใจรัวด้วยความหวาดกลัว
"สุนัขรับใช้ของพี่รอง..." น้ำเสียงของเซียวเหยียนเจ๋อต่ำลึกราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก "เจ้าคิดว่าความตายจะปรานีเจ้าได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ"
นักฆ่าผู้นั้นหัวเราะแห้งผาก เลือดสีดำไหลทะลักออกจากมุมปาก "ท่านอ๋อง... ต่อให้ท่านทรมานข้าจนตาย ข้าก็ไม่มีวันเอ่ยปาก... อ๊ากกก!"
ยังไม่ทันที่นักฆ่าจะกล่าวจบ เซียวเหยียนเจ๋อสะบัดมือเพียงครั้งเดียว เข็มเงินเล่มยาวก็พุ่งปักทะลุหัวเข่าของอีกฝ่ายอย่างไร้ความปราณี เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องห้องใต้ดิน ทว่าท่านอ๋องกลับมิได้กะพริบตาแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบเฉยราวยมบาลผู้พิพากษา
"ข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเอ่ยปาก..." ฉินมู่หลานฝืนขยับตัวเล็กน้อย แม้ความเจ็บปวดจะแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ แต่นางยังคงฝืนสติไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม นางปรายตามองแผลที่หัวไหล่ "พิษดอกเบญจมาศหนามนี้ เป็นพิษหายากที่นำเข้าจากแดนประจิม มีเพียงตำหนักขององค์ชายรองเท่านั้นที่มีคลังเก็บสมุนไพรชนิดนี้อยู่ ทว่า... สิ่งที่ยืนยันตัวตนของเจ้าได้ดีที่สุด มิใช่พิษในตัวเจ้าหรอกนะเพคะ"
นางพยักเพยิดให้เซียวเหยียนเจ๋อดูลักษณะการถักทอของชุดผ้าไหมปักดิ้นเงินที่มือสังหารสวมใส่
เซียวเหยียนเจ๋อหรี่ตาลงพิจารณา ก่อนจะแค่นเสียงออกมาเบาๆ ในลำคอ "ลายปักเมฆาคว่ำ... เป็นสัญลักษณ์ลับของกองกำลังองครักษ์เงาประจำตำหนักบูรพาองค์เดิม ที่ถูกโอนย้ายไปอยู่ใต้สังกัดขององค์ชายรองเมื่อสามปีก่อน"
มือสังหารหน้าถอดสีทันที นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อยในวังหลวงที่ถูกปกปิดไว้เป็นความลับสูงสุดได้!
"เจ้าเป็นใครกันแน่..." นักฆ่าเค้นเสียงถามด้วยความหวาดกลัว สตรีท่าย우พยุงตัวใกล้ตายผู้นี้ น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจร้ายจากขุมนรกเสียอีก
ฉินมู่หลานไม่ตอบคำถามนั้น รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางค่อยๆ ยื่นมือเรียวขาวที่สั่นระริกหยิบถ้วยชาเคลือบหยกขาวที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกายขึ้นมา จิบรสชาติขมฝาดเพื่อกดความเจ็บปวดลงไปในอก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกถึงจิตวิญญาณ
"ข้าจะเป็นผู้ใด มิสำคัญเท่ากับว่า... นายเหนือหัวของเจ้ากำลังจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เพียรสร้างมา" นางปราบตามองนักฆ่าผู้นั้นนิ่ง "กลับไปทูลองค์ชายรองของเจ้าเสียเถอะว่า หมากตานี้... พระองค์เดินพลาดเสียแล้ว และเบี้ยบนกระดานตัวต่อไปที่จะถูกถอนรากถอนโคน ก็คือตำแหน่งรัชทายาทที่พระองค์ทรงไขว่คว้าอย่างไรล่ะคะ"
เซียวเหยียนเจ๋อมองสตรีในดวงใจด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและปวดร้าวกับบาดแผลที่นางได้รับ เขายื่นมือเข้าไปโอบประคองร่างบางของนางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างระมัดระวังไม่ให้โดนแผล ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงชั่วขณะนั้นเอง...
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงฝีเท้าของทหารจำนวนมากที่กำลังเร่งรีบกรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักอ๋องเอาไว้ทั้งหมด!
ขันทีคนสนิทของเซียวเหยียนเจ๋อพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซีดเผือด ย่อกายคำนับด้วยความตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา "ท่านอ๋อง! ไม่ดีแล้วพเพคะ! ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... มีรับสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์นครหลวง และควบคุมตัวท่านส่งเข้าคุกหลวงข้อหา... สมรู้ร่วมคิดกับกบฏต่างแคว้นพเพคะ!"
เซียวเหยียนเจ๋อชะงัก นัยน์ตาพญาเหยี่ยวหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารแผ่พุ่งออกมารุนแรงยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ฉินมู่หลานแย้มยิ้มเยือกเย็นออกมาในความมืด... พระราชโองการฉบับนี้มาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก แผนการซ้อนแผนขององค์ชายรองกำลังเปิดฉากขึ้นแล้ว
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในห้วงเวลาอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 14
คำสารภาพของศัตรู
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!