คราบชาอุ่นที่กระฉอกเปื้อนพรมขนสัตว์ปักลายเมฆมงคล สะท้อนภาพความวิบวับของเปลวเทียนในห้องโถงลับให้ไหวระริก
จอกหยกขาวในมือของเซียวเหยียนเจ๋อหยุดนิ่งค้างกลางอากาศ รัศมีรอบกายของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีแปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบที่บาดลึกถึงกระดูกดำ ทว่าดวงตาหงส์คู่คมกลับมิได้ทอดมองรอยเปื้อนนั้น หากแต่จดจ้องอยู่บนใบหน้ารูปไข่ของสตรีตรงข้าม—ฉินมู่หลาน
นางไม่ได้หลบสายตา รอยยิ้มเยาะหยันที่แต้มอยู่มุมปากบางดั่งกลีบเหมยนั้นชัดเจนราวกับจงใจท้าทาย หมากตานี้มิใช่ความบังเอิญ แต่เป็นกับดักที่นางขุดล่อให้สุนัขล่าเนื้อของฝ่ายตรงข้ามวิ่งเข้ามาติดจั่นด้วยตนเอง
"เกมรุกของตระกูลเฉินช่างใจร้อนเสียจริง" สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นราวน้ำค้างยามวิกาลเอ่ยขึ้น นางปัดเศษใบชาบนอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นเงินลายเมฆาอย่างไม่ใส่ใจ "พวกเขารีบร้อนอยากส่งหม่อมฉันไปปรโลกเสียจนลืมไปว่า... บางครั้ง คนที่ถือมีดอาจจะไม่ใช่ผู้กุมชัยชนะ"
เซียวเหยียนเจ๋อวางจอกแร่หยกในมือลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังทุ้มกังวาน นัยน์ตาคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย ประกายอำมหิตวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะก่อนจะถูกกลบฝังภายใต้ความนิ่งงัน "เจ้าจงใจดื่มชาถ้วยนั้นต่อหน้าข้า เพื่อใช้ข้าเป็นหมากเปิดเผยตัวเบื้องหลังของพวกมันอย่างนั้นหรือ, มู่หลาน"
มู่หลานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูระรื่นหูแต่กลับแฝงไว้ด้วยพิษสงรอบด้าน นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักอย่างไม่เกรงกลัว "ท่านอ๋องทรงปรีชาญาณ หม่อมฉันไหนเลยกล้าใช้พระองค์เป็นหมาก เพียงแต่... ทรงเชื่อใจหม่อมฉันสักคราได้หรือไม่เล่าคะว่า เหยื่อที่แท้จริงหาใช่หม่อมฉันไม่"
เงียบงัน... บรรยากาศภายในห้องโถงกดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ ทว่าในวินาทีที่ความเงียบกำลังจะถึงขีดสุด เซียวเหยียนเจ๋อแค่นเสียงรับในลำคอ
"หากเจ้าพลาดพลั้งแม้แต่ปลายก้าวเดียว ข้าจะเผาจวนสกุลเฉินให้ราบเป็นหน้ากลอง และเอาเลือดของพวกมันมาล้างพื้นให้เจ้าเอง" น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเปี่ยมด้วยความเด็ดขาดและจริงจัง ชนิดที่ทำให้หัวใจของกุนซือสาวเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง... เป็นความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ใต้คมดาบ เป็นความมั่นคงที่นางไม่เคยได้รับจากที่ใดในชาติภพก่อน
ยามราตรีเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ช่วงเวลาที่วังเวงที่สุด เปลวเทียนเริ่มมอดไหม้จนหยดน้ำตาเทียนไหลริน ฉินมู่หลานขอตัวลาจากตำหนักอ๋องเพื่อเดินทางกลับจวนสกุลฉินที่เงียบเหงา
รถม้าไม้สักทองคันงามเคลื่อนตัวไปตามถนนสายหลักที่เงียบสงบ ล้อไม้บด
เบียดไปกับพื้นถนนหินกรวดเกิดเป็นเสียงดังเอี๊ยดอาดเป็นจังหวะ ภายในรถม้ามืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์นวลที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างผ้าไหมปักลายพฤกษา มู่หลานนั่งหลับตาลงพักผ่อน สมองยังคงประมวลผลหมากตานต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
*ตึง!*
เสียงประหลาดบางอย่างดังขึ้นสะท้อนมาจากหลังคาด้านบน ตามด้วยแรงกระแทกเบาๆ ที่ทำให้ตัวรถม้าโยกโคลงเล็กน้อย มู่หลานลืมตาโพรงขึ้นในทันที ประกายตาสุกสกาววาววโรจน์ด้วยความตื่นตัว สัญชาตญาณของคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งกรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง
ฉับพลัน! แสงประกายเย็นเยียบของคมดาบก็ทะลุผ่านผนังไม้ด้านข้างเข้ามา ปลายคมโลหะเฉียดผ่านหัวไหล่ของนางไปเพียงไม่กี่ชั่งนิ้ว หากนางช้ากว่านั้นอีกนิดเดียว ร่างกายนี้คงถูกเสียบทะลุเป็นรูไปแล้ว
"ใครกัน!" นางอุทานเบาๆ พร้อมกับย่อกายหลบวิถีดาบอย่างคล่องแคล่ว
*ฉับ!*
ม่านรถม้าถูกกระชากขาดวิ่นด้วยปลายดาบอันคมกริบ เงาร่างสีดำทมิฬหลายร่างกระโดดลงมาล้อมรอบรถม้าไว้หมดสิ้น มือสังหารในชุดรัดกุมปิดบังใบหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาวาวโรจน์กระหายเลือด พวกมันหาได้ต้องการเจรจาไม่ พริบตานั้นดาบเล่มใหญ่ก็ฟันผ่าหลังคารถม้าพังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ
มู่หลานกัดฟันกรอด นางก้าวถอยหลังจนชิดมุมรถม้า มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบปิ่นปักผมทองคำฝังหยกขาวที่ซ่อนกลไกพิษไว้ด้านใน ทว่า... ในตรอกซอกซอยที่มืดมิดและไร้ผู้คนเช่นนี้ ต่อให้มีพิษร้ายกาจเพียงใด เกรงว่านางก็ยากที่จะรับมือกับมือสังหารฝึกยุทธ์ระดับสูงนับสิบคนพร้อมกันได้
ดาบเล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหมายปลิดชีพ นางเตรียมพร้อมจะสวนกลับด้วยเข็มพิษแม้รู้ว่ามีโอกาสรอดน้อยนิด
ทว่า... ก่อนที่ปลายดาบจะถึงตัว
*ฟิ้ว! โครม!*
ประกายแสงสีเงินยวดยวงพุ่งแหวกอากาศยามวิกาลดุจสายฟ้าฟาด เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก ร่างของมือสังหารที่อยู่ตรงหน้ามู่หลานกระเด็นลอยละลิ่วราวกับใบไม้ปลิดปลิว เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังรถม้าสีทึบเป็นทางยาว
มู่หลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนโล่งอก เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์คลุมสีดำสนิทปักดิ้นลายพญาอินทรีทองคำปรากฏขึ้นตรงหน้า แผ่นหลังกว้างใหญ่นั้นยืนหยัดดุจภูผาหินที่ไม่มีวันสลาย แผ่นหลังที่นางคุ้นเคยและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
เซียวเหยียนเจ๋อ... เขาตามมาทันเวลาอย่างเฉียดฉิว
"บังอาจนัก!" สุ้มเสียงเย็นยะเยือกดุจมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้น พร้อมกับกระบี่ในมือที่ตวัดวาดออกไปเพียงคราเดียว ศีรษะของมือสังหารผู้หนึ่งก็หลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดพุ่งทะลักย้อมราตรีให้กลายเป็นสีชาดอันน่าสะพรึงกลัว
ความดุร้ายและเยือกเย็นของท่านอ๋องทำให้เหล่ามือสังหารที่เหลือถึงกับผงถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ทว่าในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะพลิกกลับมาอยู่ฝ่ายได้เปรียบนั้นเอง
*ฉึบ!*
เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบข้างทาง มู่หลานกวาดสายตาไปเห็นประกายแสงสีดำสนิทพุ่งแหวกความมืดตรงมายังแผ่นหลังของเซียวเหยียนเจ๋อที่กำลังหันหลังให้
"ระวังเพคะ!" นางกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก ลืมตัวพุ่งเข้าผลักร่างของท่านอ๋องให้หลบพ้นวิถีอาวุธลับ
*ฉึก!*
เสียงเนื้อกระทบโลหะดังขึ้นเบาๆ แต่บาดลึกในความรู้สึก ความเจ็บปวดแปลบแล่นริ้วขึ้นจากหัวไหล่ขวา ลามเลียไปทั่วร่างจนสติแทบดับวับ มู่หลานทรุดกายลงสู่อ้อมแขนกว้างที่คว้าประคองนางไว้ได้อย่างทันท่วงที
เซียวเหยียนเจ๋อชะงักงัน นัยน์ตาพญาเหยี่ยวคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน... ที่เวลานี้อาภรณ์สีอ่อนบริเวณหัวไหล่กำลังถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงเข้มจนน่ากลัว และที่ปลายลูกดอกอาบยาพิษสีดำสนิทนั้น มีสัญลักษณ์รูปดอกเบญจมาศหนามสลักอยู่—ตราประทับลับของ ‘องค์ชายรอง’ ผู้เป็นพระเชษฐาต่างมารดาของเขาเอง!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันตรายนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 13
ยามราตรีที่อันตราย
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!