กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามบรรจุชาผู่เอ่อร์หมักบ่มสิบปีส่งไออุ่นกรุ่นกลิ่นดินฝนจางๆ ลอยละล่องเคล้าคลออยู่เบื้องหน้า ทว่าบรรยากาศภายในห้องหนังสือส่วนตัวของตำหนักอ๋องกลับเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก
ฉินมู่หลานยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งดั่งผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น นางสวมชุดกระโปรงยาวผ้าไหมปักลายเถาหลิวสีเขียวมรกต ทับด้วยเสื้อคลุมสั้นปักดิ้นเงินลายเมฆมงคล ชายกระโปรงยาวระพื้นทอดตัวอย่างงดงามยามนางขยับกาย นางกำลังก무ปลายนิเรียวเรียบเนียนดุจหยกสลัก เพื่อจัดเรียงฎีกาและบันทึกยุทธศาสตร์การรบที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมให้เข้าที่เข้าทาง ทว่าสัมผัสทางสายตาคู่หนึ่งที่จดจ้องมาจากเบื้องหลังกลับหนักหน่วงราวน้ำหนักของขุนเขาไท่ซาน
"มู่หลาน..."
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ สุ้มเสียงนั้นราบเรียบ ทว่ากลับแฝงกระแสกดดันที่บีบคั้นให้ลมหายใจสะดุด เซียวเหยียนเจ๋อประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสลักลายพญาเหยี่ยว กายสูงสง่าอยู่ในชุดคลุมผ้าต่วนสีดำสนิทปักดิ้นทองรูปมังกรห้าเล็บลางเลือน แถบคาดเอวหยกมันวาวสะท้อนแสงตะเกียงวับแวม พระเนตรคมกริบดุจพญาเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องร่างบางที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว
ฉินมู่หลานชะงักปลายนิ้วที่กำลังแตะลงบนพู่กันหยก นางไม่ได้หันกลับไปทันที แต่นัยน์ตาดำขลับกลับไหววูบชั่วพริบตา ก่อนจะซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ใต้เปลือกตาที่ทอดต่ำลงอย่างนอบน้อม
"ท่านอ๋องทรงมีรับสั่งอันใดหรือเพคะ?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะราวเสียงขลุ่ยหยกกระทบกัน ทว่าไร้ซึ่งความตื่นตระหนก
เซียวเหยียนเจ๋อไม่ตอบในทันที พระองค์ทรงลุกขึ้นช้าๆ ย่างพระบาทเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝ่าพระบาทกระทบพื้นไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะหนักแน่นดั่งเสียงกลองศึกที่คอยบีบคั้นหัวใจคนฟัง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ติดพระองค์มาเป็นนิจโชยเข้าจมูกของนาง ฉินมู่หลานสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างระมัดระวัง พยายามควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้ทรยศความเยือกเย็นที่นางเพียรสร้างขึ้นมา
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่เบื้องหลังนางในระยะประชิด จนเงาของพระองค์ทาบทับร่างนางไว้มิดชิดสมกับชื่อตอน รัศมีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนขนลุกชัน เซียวเหยียนเจ๋อยื่นพระหัตถ์เรียวยาวทรงพลังออกไป หยิบม้วนฎีกาฉบับหนึ่งที่นางเพิ่งตรวจทานเสร็จขึ้นมาพลิกดู
"เจ้ามีความสามารถในการวิเคราะห์เส้นทางการลำเลียงเสบียงของกองทัพพยัคฆ์ทักษิณได้อย่างแม่นยำราวนั่งอยู่กลางใจแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม..." เซียวเหยียนเจ๋อตรัสด้วยสุ้มเสียงชวนให้ขนลุก พระหัตถ์เรียวยาวไล้ไปตามตัวอักษรพู่กันที่เขียนด้วยลายมือประณีตบรรจงของนาง "แม้แต่ข้าราชสำนักฝ่ายบู๊ที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนนับสิบปียังต้องใช้เวลาพิจารณาถึงสามวันสามคืน แต่เจ้า... ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามในการถอดรหัสกลยุทธ์ทั้งหมดจนหมดเปลือก"
ฉินมู่หลานหัวใจกระตุกวูบ แต่นางยังคงแย้มสร้อยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างผู้มีชัยเหนือสถานการณ์ นางหมุนตัวกลับมาช้าๆ เผชิญหน้ากับพระองค์ในระยะห่างเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวปะทะเข้ากับพระนาสิกของท่านอ๋อง ดวงตาคู่คมของนางสบประสานกับนัยน์ตาพญาเหยี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว
"หม่อมฉันเพียงแต่อ่านตำราพิชัยสงครามมามากเพคะ ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันคาดเดาได้ไม่ยาก หากท่านอ๋องทรงสงสัยในความสามารถหรือที่มาของหม่อมฉัน เกรงว่าคงต้องสอบสวนกันอย่างละเอียดเสียแล้วกระมังเพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ทว่าแฝงความคมคายที่พร้อมเชือดเฉือน
เซียวเหยียนเจ๋อโน้มพระoองค์ลงมาเล็กน้อย พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่นางซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสมบูรณ์แบบ พระองค์ยื่นพระหัตถ์ไปแตะที่ปลายคางมนของนางแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของบุรุษผู้กุมอำนาจทำให้ผิวกายของนางร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าดวงตายังคงนิ่งสงบ
"นั่นแหละคือสิ่งที่น่าสนใจ..." เซียวเหยียนเจ๋อตรรัสกระซิบชิดริมฝีปากของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าและอันตรายยิ่ง "ตำราพิชัยสงครามเล่มไหนในแผ่นดินนี้ ที่สอนวิธีวางค่ายกลดักซุ่มโจมตีแบบเดียวกับที่กองกำลังลับของตระกูลฉินเคยใช้เมื่อสิบปีก่อน... บอกข้าซิ ฉินมู่หลาน เจ้าเป็นใครกันแน่?"
คำถามนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ฉินมู่หลานชะงักงันไปชั่วลมหายใจ ร่างกายแข็งทื่อดั่งถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความลับที่นางเพียรปกปิดด้วยชีวิต กลับถูกบุรุษผู้เยือกเย็นที่สุดในแผ่นดินล่วงรู้เข้าเสียแล้ว ทว่าภายใต้ความตื่นตระหนก รอยยิ้มเย้ายวนแต่เย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของกุนซือหญิง นางไม่ถอยหนี กลับเงยหน้าขึ้นท้าทายสายตาของท่านอ๋องอย่างเต็มที่
"หากหม่อมฉันบอกว่า หม่อมฉันคือผู้ที่กลับมาจากขุมนรกเพื่อทวงความยุติธรรม... ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?"
เซียวเหยียนเจ๋อชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบที่มิใช่คำแก้ตัว พระองค์ไม่เพียงไม่ตกใจ ทว่ามุมพระโอษฐ์กลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมทรงเสน่ห์ สายตาที่มองนางเปลี่ยนจากความเคลือบแคลงสงสัย กลายเป็นความลุ่มหลงในความกล้าหาญอันบ้าบิ่นนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีประจำตำหนักก็ดังขึ้นจากนอกประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและน้ำเสียงตื่นตระหนกที่ทำลายความเงียบ
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการด่วนจากห้องเครื่องหลวง... มีผู้ลอบวางยาพิษในถ้วยชาเสวยของไท่จื่อ พระอาการโคมัต อาการวิกฤตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวเหยียนเจ๋อละสายตาจากใบหน้าของฉินมู่หลานช้าๆ นัยน์ตาพญาเหยี่ยวกลับมาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในพริบตาเดียว พระองค์หันไปมองประตูห้องด้วยแววตาดุร้าย ขณะที่ฉินมู่หลานหรี่ตาลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'ยาพิษ' หัวใจของนางกระหน่ำเต้นด้วยความตื่นเต้นระคนแค้น นี่คือแผนการขั้นแรกของศัตรูที่นางรอคอยมาตลอด
เซียวเหยียนเจ๋อหันกลับมาทอดพระเนตรกุนซือหญิงข้างกายอีกครั้ง พระหัตถ์หนายื่นไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น ราวกับไมยอมปล่อยให้เหยื่อในกำมือหลุดลอยไปไหนได้
"ดูท่า... คืนนี้พวกเราคงไม่ได้นอนกันเสียแล้วล่ะมู่หลาน" เซียวเหยียนเจ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ตามข้าไปดูซิว่า ใครบังอาจกล้าเล่นเกมสกปรกในวังหลวงแห่งนี้"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันไปพร้อมกับความแค้นอันงดงามนี้นะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 8
เงาตามตัว
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!