คราบหยดน้ำที่แห้งกรังบนกระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำเพนท์เฮาส์หรู ไม่เคยสะท้อนภาพใดนอกจากความว่างเปล่า... แต่สำหรับอคินแล้ว มันกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นของรินลดา รอยยิ้มที่เคยพยายามประคับประคองชีวิตแต่งงานอันแห้งแล้งด้วยความหวังอันโง่เขลา ก่อนที่เธอจะถูกความเย็นชาของเขาผลักตกดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความวิกลจริต
ชายหนุ่มในชุดสูทเนื้อดีที่ยับยู่ยี่เพราะผ่านการนั่งทำงานข้ามคืนโดยไม่ขยับตัวไปไหน ใช้ปลายนิ้วที่สั่นเทากดนวดขมับตัวเองอย่างแรงเพื่อไล่ความปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาเล่นงานสมอง กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมกลิ่นฝนจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ปลายจมูก ทั้งที่ห้องชุดนี้ปิดทึบและไม่มีดอกไม้สดมานานนับปีแล้ว
เขากำลังเป็นบ้า... อคินรู้ตัวดี
เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่คุ้นเคยดังขึ้นบนพื้นไม้ปาร์เกต์ด้านนอกห้องทำงาน เสียงที่เขาเคยรำคาญและมักจะปัดความสนใจด้วยการเดินหนีเข้าห้องประชุมอย่างไร้เยื่อใย แต่วันนี้... เสียงนั้นกลับกลายเป็นเสียงกรีดแหลมที่คอยกรัดกร่อนผนังหัวใจของเขาให้พังทลายลงทีละน้อย
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เป็นจังหวะเดิม รหัสเดิม ที่รินลดาเคยใช้เรียกเขาให้ออกมารับประทานอาหารเย็นที่เธอบรรจงปรุงด้วยความใส่ใจ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจานอาหารเหล่านั้นจะต้องถูกเททิ้งลงถังขยะในสภาพที่เย็นชืดและไร้คนแตะต้องก็ตาม
"ริน..." อคินครางเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหաբพร่า ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ
ร่างสูงลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้หนังราคาแพงล้มคว่ำลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น แต่เขาไม่ได้สนใจความเสียหายนั้น สายตาสะท้อนแววตื่นตระหนกแกแกมความโหยหาพุ่งตรงไปยังบานประตูกระจกเงาบานยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง
ในเงาสะท้อนนั้น... รินลดากำลังยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ เธอยังคงสวมชุดเดรสผ้าไหมสีเทาอ่อนตัวเดิม สวมแหวนเพชรเม็ดเล็กที่เขาเคยซื้อให้ด้วยความรำคาญใจเมื่อหลายปีก่อน ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววระยิบระยับด้วยความรัก บัดนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก เธอกำลังจ้องมองเขาผ่านเงาสะท้อนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก
"คุณสำนึกช้าไปหน่อยนะคะ อคิน..."
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาท แม้จะรู้ว่าริมฝีปากของเธอกล่าวคำนั้น แต่เมื่ออคินหันขวับกลับไปมองทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ห้องทั้งห้องกลับว่างเปล่า มีเพียงความเงียบงันและความมืดมิดของยามรุ่งสางที่สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา
"ริน! รินอยู่ที่ไหน! อย่าเล่นแบบนี้ ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องสิ!" อคินตะโกนก้อง เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้กระจกบานนั้น ราวกับคนเสียสติ มือหนายื่นออกไปสัมผัสพื้นผิวเย็นเฉียบของกระจกราวกับคาดหวังว่าจะคว้าตัวเธอไว้ได้
แต่ปลายนิ้วของเขากลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าและความเย็นเยียบของไอความชื้น
ในเงาสะท้อน รินลดาไม่ได้หายไปไหน เธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ขยับเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ จนกระทั่งใบหน้าของเธอแทบจะแนบชิดติดกับผิวแก้วฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของเขา ราวกับจะลากวิญญาณของเขาให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์
"คุณคิดถึงฉันเหรอคะ? น่าขันเสียจริง... ตอนที่ฉันต้องการแค่อ้อมกอดอุ่นๆ จากคุณ คุณกลับผลักไสฉันลงไปในนรก แต่ตอนนี้... เมื่อฉันไม่มีวันกลับมามีชีวิตให้อภัยคุณได้อีกแล้ว คุณกลับมานั่งร้องหาความตายอะไรอยู่ตรงนี้?"
ถ้อยคำเชือดเฉือนบาดลึกเข้าที่ขั้วหัวใจของอคินจนเจ็บแปลบ เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไร้ศักดิ์ศรี หยดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่เขาไม่เคยหลั่งให้ใครมาตลอดชีวิตการทำงานอันรุ่งโรจน์ บัดนี้กลับไหลรินออกมาอย่างไม่อายใคร
"ผมขอโทษ... ริน ผมขอโทษ ได้โปรด... ยกโทษให้ผมเถอะ ผมยอมแลกทุกอย่างที่มี เพื่อให้คุณกลับมา..." เสียงสะอื้นไห้ของอคินดังสะท้อนไปทั่วห้องที่ว่างเปล่า ความยิ่งใหญ่และอำนาจที่เขากอบโกยมาทั้งชีวิต กลายเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่าเมื่อเทียบกับความว่างเปล่าที่รินลดา deixait ไว้เบื้องหลัง
ในจังหวะที่อคินกำลังจะเอื้อมมือทุบกระจกบานนั้นให้แตกละเอียด เพื่อทำลายภาพหลอนที่คอยหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน เสียงกริ่งหน้าห้องเพนท์เฮาส์ก็ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบงันอย่างกะทันหัน
ติ๊ง... ต่อง...
อคินสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับกลับไปมองประตูทางเข้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ภาพหลอนในกระจกเลือนหายไปในพริบตา เหลือเพียงความมืดและเงาสะท้อนหน้าตาเซียวเซาของตัวเขาเอง
ใครกันที่มาเคาะห้องในเวลาตีสามครึ่งเช่นนี้?
ด้วยความระแวงและสัญชาตญาณของการเป็นนักธุรกิจผู้รอบคอบ อคินค่อยๆ พยุงร่างอันเหนื่อยล้าของตนเองลุกขึ้นเดินไปที่ประตูหน้า เขาชะโงกมองผ่านช่องตาแมวด้วยความระมัดระวัง แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังเลนส์นูนกลับทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดยิ่งกว่าการเห็นภาพหลอนเมื่อครู่
บนพื้นหน้าห้อง... มีกล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลเรียบง่ายวางอยู่กล่องหนึ่ง ด้านบนกล่องมีซองเอกสารสีขาวประทับตราลับเฉพาะของโรงพยาบาลจิตเวชชื่อดัง พร้อมด้วยภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเล็กที่คว่ำหน้าอยู่
อคินเปิดประตูออกอย่างช้าๆ ความเย็นยะเยือกของลมแอร์นอกห้องปะทะเข้ากับผิวเนื้อจนขนลุกซู่ เขาก้มลงหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะพลิกภาพถ่ายโพลารอยด์ใบนั้นขึ้นมาดูด้วยความอยากรู้แกมหวาดกลัว
ภาพนั้นคือภาพของเด็กชายวัยประมาณสามขวบคนหนึ่ง... เด็กชายที่มีดวงตากลมโตและเค้าโครงใบหน้าถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์นิยม แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับฉายแววเย็นชาและเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากรินลดาแม้แต่น้อย
และที่มุมซองเอกสาร มีลายมือหวัดๆ ที่เขาจำได้ขึ้นใจเขียนทิ้งไว้ด้วยหมึกสีดำสนิท—
*"ของขวัญวันครบรอบหย่าจากฉัน... หวังว่าคุณจะชอบมันนะคะ, อคิน"*
ขอขอบพระคุณคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — กระจกเงาต้องสาป
ทัณฑ์เงาในกระจกบานสุดท้าย•ตอนที่ 5
ภาพหลอนในเงาสะท้อน
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์เงาในกระจกบานสุดท้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!