ทัณฑ์เงาในกระจกบานสุดท้าย•ตอนที่ 2

เสียงสะท้อนจากอดีต

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
ความเงียบงันภายในห้องทำงานหรูหราบนชั้นสี่ิบของตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ ไม่เคยเป็นมิตรกับอคินเลยสักครั้ง นับตั้งแต่คืนวันที่รินลดาก้าวออกไปจากชีวิตพร้อมกับเอกสารหย่าที่เซ็นชื่อไว้อย่างไร้เยื่อใย พื้นที่สี่เหลี่ยมกว้างขวางนับร้อยตารางเมตรแห่งนี้ก็กลายเป็นห้องขังไร้กรงขัง ที่ซึ่งเงาความทรงจำและเสียงสะท้อนจากอดีตตามหลอกหลอนเขายิ่งกว่าภูตผีปีศาจ นาฬิกาโบราณบนผนังส่งเสียงเดิน *ติ๊ก... ติ๊ก...* ราวกับจะนับถอยหลังลมหายใจของคนที่กำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงความรู้สึกผิด อคินในวัยสามสิบห้าปี ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นนักบริหารมือเหล็กผู้ไร้หัวใจและเคร่งครัดในระเบียบวินัย บัดนี้กลับนั่งตัวสั่นเทาอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีราคาแพง ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดปากกาเซ็นอนุมัติโปรเจกต์หลายร้อยล้าน กำลังจิกทึ้งลงบนเส้นผมสีดำสนิทจนยุ่งเหยิง เสียงนั้นมันดังขึ้นอีกแล้ว... *“คุณคิดว่าเงินสามารถซื้อความตายของลูกเราได้จริงๆ หรือคะ อคิน...”* น้ำเสียงหวานนุ่มทว่าเยียบเย็นจนกระดูกสันหลังวาบหวิว แว่วลอดมาจากมุมมืดของห้อง ทั้งที่ห้องนี้ปิดตายและไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากเขา อคินสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคมกราบกรานกราดมองไปรอบทิศทางอย่างตื่นตระหนก หัวใจเต้นโครมครามรุนแรงราจะทะลุออกมานอกอก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ ทั้งที่เครื่องปรับอากาศถูกตั้งอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียส เขาไม่ได้ยินเสียงนี้เป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้... หรือแม้กระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบนี้เช่นกัน บางครั้งเป็นเสียงหัวเราะเยาะหยัน บางครั้งเป็นเสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของรินลดา อดีตภรรยาผู้ที่เขาเคยผลักไสให้กลายเป็นอากาศธาตุในบ้านหลังใหญ่ อคินผุดลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้หนังแท้ไถลถอยหลังไปกระแทกกับชั้นหนังสือเสียงดังสนั่น เขากวาดสายตาไปรอบห้องทำงานที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีเข้มและกระจกเงาบานใหญ่เต็มผนัง ทว่า... ในเงาสะท้อนของกระจกบานนั้น กลับไม่ใช่ภาพของตัวเขาเองที่ยืนอยู่โดดเดี่ยว ภาพที่ปรากฏในกระจกเงาเบื้องหน้า คือภาพของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำสนิท เรือนผมยาวสลวยคลอเคลียลาดไหล่บอบบาง เธอกำลังยืนซ้อนหลังเขาอยู่ ห่างกันเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตคู่สวยคู่นั้นเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความแค้นเคืองที่ถูกฝังกลบไว้ใต้รอยยิ้มเยียบเย็น อคินหันขวับกลับไปมองด้านหลังทันทีหัวใจแทบหยุดเต้น แต่ทว่า... ความว่างเปล่า ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลย นอกจากอากาศธาตุและกลิ่นอושาจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่า ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับที่รินลดาเคยใช้ในคืนสุดท้ายก่อนที่เธอจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป รวมถึง... ลูกในท้องที่เขาเคยปรามาสว่าเป็นเพียงเครื่องมือเรียกร้องความสนใจ "ริน..." อคินครางชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ เขาปัดข้าวของบนโต๊ะทำงานกระจายตกลงสู่พื้นอย่างไร้ทิศทาง แฟ้มเอกสาร ปากกา และกรอบรูปกระจกแตกกระจายไม่เป็นชิ้นดี เพื่อค้นหาความจริงว่านี่คือภาพหลอนหรือความจริง ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธในอดีตกำลังย้อนกลับมาขยี้หัวใจของเขาเป็นชิ้นๆ ในยามที่รินลดาเคยอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขาเมื่อสองปีก่อน เขากลับตอบกลับเธอด้วยความเย็นชาและคำพูดเชือดเฉือนที่ว่า *“เด็กคนนี้อาจไม่ใช่ลูกของผม และผมไม่มีวันยอมรับทายาทที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของคุณ”* คำพูดในวันนั้น... บัดนี้มันกลายเป็นคมมีดนับร้อยเล่มที่ย้อนกลับมาปักเข้าที่ขั้วหัวใจของเขาในทุกๆ วินาทีที่ลมหายใจเข้าออก อคินทรุดตัวลงคุกเข่าท่ามกลางเศษกระจกที่แตกกระจาย มือหนากุมขมับแน่นด้วยความทรมาน หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่เขาไม่เคยหลั่งให้ใครมาตลอดชีวิต ไหลรินอาบสองแก้มอย่างน่าสมเพช ผู้ชายที่เคยคิดว่าตนเองกุมอำนาจทุกอย่างไว้ในมือ กลับต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับเงาของอดีตภรรยาที่เขาเป็นคนผลักไสลงสู่เหวลึกด้วยมือของตัวเอง ในขณะที่สติของอคินกำลังจะหลุดลอยไปกับภาพหลอนและความหวาดกลัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพ ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... อคินสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองบานประตูไม้สักทองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง หรือว่า... นั่นจะเป็นเธอ? รินลดาผู้กลับมาทวงคืนความยุติธรรม? "เข้ามา!" เขาตะโกนสั่งออกไปด้วยเสียงอันดัง พยายามพยุงร่างอันสั่นเทาของตนเองให้ลุกขึ้นยืน ตั้งสติจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แม้เนื้อตัวจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อก็ตาม ประตูกลอนทองเปิดออกช้าๆ เลขานุการสาวหน้าห้องก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพห้องที่กระจัดกระจายราวกับเพิ่งผ่านสนามรบ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง "ท่านประธานคะ... มีแขกไม่ได้รับเชิญมาขอพบค่ะ เธออ้างว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทคู่ค้าใหม่ และ... และเธอยังฝากสิ่งนี้มาให้ท่านด้วยค่ะ" เลขานุการสาวยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลทึบที่ผนึกตราครั่งสีแดงเข้มให้อคินด้วยมือที่สั่นเทา อคินขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ กวาดสายตามองซองเอกสารนั้นก่อนจะรับมาถือไว้ "ใครส่งมา?" อคินถามเสียงเข้ม พยายามรักษามาดของนักบริหารผู้ทรงอำนาจ เลขานุการสาวหลบสายตา กลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วเบาที่ทำให้อคินรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม "เธอ... เธอไม่ได้บอกชื่อค่ะ แต่เธอกำชับว่า... ให้ท่านเปิดดูด้วยตนเอง และเธอยังบอกอีกว่า *'ของขวัญต้อนรับการกลับมาครั้งนี้ หวังว่าอคินจะชอบมันนะ คะ'*..." อคินชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก มือที่ถือซองเอกสารเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง เมื่อพลิกดูด้านหลังซองที่มีรอยประทับตราครั่งรูป "กระจกเงา" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวที่เขาไม่มีวันลืมตลอดกาล ด้วยมือที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ อคินฉีกซองเอกสารนั้นออก ชายหนุ่มดึงแผ่นกระดาษด้านในออกมาอ่าน ทว่าเพียงแค่กวาดสายตาผ่านบรรทัดแรก หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้าในพริบตาเดียว ภาพถ่ายใบหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้นพรม... มันคือภาพถ่ายของเด็กชายวัยประมาณสองขวบเศษ ใบหน้านั้นถอดแบบพิมพ์นิยมมาจากอคินอย่างไร้ที่ติ ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และรอยยิ้มที่แม้แต่คนตาบอดก็ยังรู้ว่าเด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขา และที่มุมภาพด้านล่าง มีลายมือเขียนด้วยหมึกสีแดงเข้มหวัดๆ ไว้ว่า... *"ยินดีต้อนรับสู่นรกขุมที่ฉันเตรียมไว้ให้คุณนะคะ... คุณอดีตสามี"* ขอขอบพระคุณคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์เงาในกระจกบานสุดท้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%