เสียงเคาะกระจกเบา ๆ สองครั้งดังขึ้นจากด้านนอกบานหน้าต่างห้องทำงาน ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสิบสองของตึกสูงระฟ้า อคินสะดุ้งสุดตัวจนปากกาหมึกซึมในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมราคาแพง เสียงนั้นแหละ—เสียงที่เขารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ นกสักตัวคงบินมาชน หรือไม่ก็เป็นแค่ภาพหลอนจากประสาทสัมผัสที่ถูกบีบอัดจนใกล้ระเบิดเต็มที
แต่เมื่อเขาหันไปมอง ภาพสะท้อนบนกระจกใสบานใหญ่กลับไม่ใช่เงาของตัวเขาเอง
รินลดากำลังยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของเธอยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ราวกับเศษแก้วที่บาดลึกอยู่ในหลอดลมทุกครั้งที่เขาหายใจ เธอไม่ได้ใส่ชุดผู้ป่วยสีหม่นในคืนวันที่โรงพยาบาลแห่งนั้นอีกต่อไป แต่สวมชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท ท่าทางเย่อหยิ่งและสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งจนเขาแทบอยากจะยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าตัวเองจากความละอาย
อคินขยับตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว จนเก้าอี้เบาะหนังแท้ไถลถอยหลังไปชนกับผนังห้อง เขาพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาทางจมูก มือหนาข้างที่สั่นเทาเอื้อมไปคว้าขอบโต๊ะทำงานไว้เพื่อพยุงร่างที่เริ่มเซเล็กน้อย
"คุณเลิกตามหลอกหลอนผมสักที... ริน" เขาพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงที่สะสมมานานนับสัปดาห์
"ตามหลอกหลอนเหรอคะ อคิน?" เสียงหวานใสแต่เย็นเยือกดังขึ้นในโสตประสาท ราวกับเธอกำลังกระซิบอยู่ข้างใบหู ทั้งที่ความจริงแล้วในห้องทำงานกว้างขวางนี้มีเพียงแค่เขาคนเดียว "คุณเป็นคนสร้างกระจกบานนี้ขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอคะ... บานที่สะท้อนความจริงอันเน่าเฟะที่คุณพยายามซ่อนไว้ใต้พรมมาตลอดหลายปี"
อคินหอบหายใจหนักหน่วง เขายกมือขึ้นขยี้กลุ่มผมสีเข้มของตัวเองจนยุ่งเหยิง ดวงตาคมกราบกรานกราดมองไปรอบห้องราวกับคนเสียสติ กองเอกสารบนโต๊ะ แฟومแฟ้มบัญชี หรือแม้แต่แจกันดอกไม้บนตู้ ทุกอย่างยังคงอยู่ถูกที่ถูกทาง ไม่มีร่องรอยของการบุกรุก ไม่มีเงาร่างของอดีตภรรยา
เขากำลังเป็นบ้า... หรือรินลดาตั้งใจจะทำให้เขาเป็นบ้ากันแน่?
คำถามนี้วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด อคินหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา กดโทรหาเลข Wipa ทันทีโดยไม่รอให้สัญญาณดังนานนัก
"คุณวิภา... เข้ามาพบผมที่ห้องเดี๋ยวนี้!" เขาสั่งเสียงเข้ม พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ แต่ความตื่นตระหนกในน้ำเสียงนั้นชัดเจนเกินกว่าจะปิดบัง
ไม่ถึงสองนาที เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามด้วยร่างของเลขาฯ สาวที่เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
"คุณอคินคะ มีเอกสารด่วนจาก..."
"ในห้องนี้..." อคินขัดขึ้นทันที สายตากวาดมองเลขาฯ ด้วยความระแวง "เมื่อกี้... คุณเห็นใครเดินออกไปจากห้องผมไหม หรือมีใครยืนอยู่ตรงหน้าต่างตรงนั้นบ้างหรือเปล่า?"
วิภากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง มองตามปลายนิ้วสั่นเทาของเจ้านายไปยังบานกระจกใสที่สะท้อนแสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้าม "เอ่อ... ไม่นี่คะคุณอคิน ห้องนี้ประตูก็ล็อกหนาแน่น ระบบรักษาความปลอดภัยก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาสุ่มสี่สุ่มซ่านอยู่แล้วค่ะ ดิฉันยืนอยู่หน้าห้องตั้งนาน ก็ไม่เห็นมีใคร..."
"โกหก!" อคินเผลอตะคอกใส่เสียงดังลั่นจนวิภาสะดุ้งโหย่งถอยหลังกรูด "คุณต้องเห็นสิ เธอยืนอยู่ตรงนั้น... ยืนมองผมเยาะเย้ยอยู่ตรงนั้น!"
"คุณอคินคะ..." วิภาหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ เธอก้มหน้าหลบสายตาที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและหวาดกลัวของเจ้านาย "คุณพักผ่อนน้อยเกินไปหรือเปล่าคะ สีหน้าคุณแย่มากเลยนะคะ ให้ดิฉันโทรตามแพทย์ประจำตึกมาดูอาการไหมคะ"
อคินสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามดึงสติที่หลุดลอยกลับมาเข้าที่ เขาตระหนักได้ทันทีว่าอาการสติแตกของตนเองกำลังทำให้คนรอบข้างเริ่มมองว่าเขา "ผิดปกติ" จริง ๆ ตามที่รินลดากำลังปั่นหัวเขาอยู่ นี่คือเกมจิตวิทยาที่เธอกำลังเล่นกับเขาอย่างเลือดเย็น เธอไม่ต้องลงมือทำอะไรให้เจ็บตัว แค่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดในอดีตกัดกินเขาจากภายใน จนกระทั่งเขาทำลายตัวเองด้วยความหวาดระแวงไปในที่สุด
"ออกไป..." อคินผ่อนลมหายใจยาว หลับตาลงแล้วโบกมือไล่เลขาฯ เสียงเรียบ "ไม่มีอะไร... ออกไปก่อน ผมแค่อยقทำงานหนักเกินไป"
"ค่ะ... ถ้ามีอะไรเรียกดิฉันได้นะคะ" วิภารีบถอยหลังออกจากห้องแล้วปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งให้อคินจมอยู่กับความเงียบงันและความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจอีกครั้ง
เขาเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน หยิบแก้วน้ำอุ่นขึ้นมาดื่มเพื่อระงับอาการมือสั่น แต่ทว่า... เมื่อเขาวางแก้วลง สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างบนโต๊ะทำงาน—แฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่เขาจำได้แม่นว่าไม่เคยถูกวางไว้ตรงนั้นมาก่อน
มันเป็นแฟ้มประวัติส่วนตัว... และชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกด้วยตัวอักษรพิมพ์ดีดคมชัด ทำให้ลมหายใจของอคินสะดุดกึกทันที
*ชื่อผู้ป่วย: รินลดา / บันทึกทางการแพทย์และการสูญเสีย*
อคินขยับมือหยิบแฟ้มนั้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังถือระเบิดเวลา นิ้วมือเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก เขารู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความเงียบในห้องทำงานกว้างใหญ่ราวกับกำลังบีบอัดกะโหลกศีรษะของเขาให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ
เขาค่อย ๆ เปิดแฟ้มนั้นออกทีละหน้า... หน้ากระดาษแต่ละแผ่นเต็มไปด้วยบันทึกการรักษา บิลค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลในคืนฝนตกพร่ำเมื่อหลายเดือนก่อน—คืนที่เขาปฏิเสธจะรับโทรศัพท์จากเธอ คืนที่เขาเลือกจะเซ็นสัญญาธุรกิจพันล้านแทนที่จะไปดูแลภรรยาที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย
และในหน้าสุดท้ายของแฟ้มนั้น... มีภาพถ่ายใบเล็ก ๆ ถูกเสียบไว้ด้วยคลิปหนีบกระดาษสีเงิน
มันไม่ใช่ภาพของรินลดาในวัยสาวผู้เย่อหยิ่งและเย็นชา... แต่เป็นภาพอัลตราซาวนด์สีดำเทา ที่เผยให้เห็นกลุ่มก้อนชีวิตเล็ก ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก และข้าง ๆ กันนั้น มีจดหมายเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ แต่คุ้นตาอย่างยิ่ง วางทับอยู่
*“คุณอยากให้มันหายไปนักไม่ใช่เหรอคะ อคิน? งั้นก็ตามหาความจริงให้เจอสิคะว่า... สิ่งที่คุณทำลายไปในวันนั้น มันไม่ใช่แค่ตัวฉันคนเดียว”*
อคินอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ความรู้สึกเย็นเยือกแล่นพล่านตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าขึ้นมาถึงสันหลัง เขาหันขวับกลับไปมองที่กระจกบานใหญ่ด้านหลังอีกครั้งด้วยความหวาดผวา
และในเงาสะท้อนนั้น... ไม่ได้มีเพียงแค่เงาของรินลดาที่ยืนกอดอกจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มสะใจเท่านั้น แต่ข้างกายเธอกลับมีเงาร่างเล็กจิ๋วของเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย... เด็กชายที่มีโครงหน้าและดวงตาราวกับถอดแบบมาจากตัวเขาเองไม่มีผิดเพี้ยน!
— กระจกเงาต้องสาป
ทัณฑ์เงาในกระจกบานสุดท้าย•ตอนที่ 11
จุดเริ่มของการล่มสลาย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์เงาในกระจกบานสุดท้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!