เสียงปรบมือช้าๆ สามครั้งดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังเสาคอนกรีตเปลือย เสียงนั้นแหבריกแห้งและเยียบเย็นราวกับเสียงของเศษแก้วที่ถูกบดขยี้บนพื้นปูน
"สวัสดีครับ... อาคเนย์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ลูกชายตัวน้อยของสถาปนิกผู้ล่วงลับ"
ประโยคเดิมที่ทิ้งค้างไว้จากความมืดเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท อาคเนย์ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น สันกรามของสถาปนิกหนุ่มขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมทั้งที่อุณหภูมิในโกดังร้างแห่งนี้หนาวยะเยือก แสงไฟฉายกะพริบวูบวาบจากโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่บนพื้นสาดส่องกระทบกับรองเท้าหนังราคาแพงของผู้มาเยือนใหม่ เงาร่างสูงโปร่งแต่โค้งงอเล็กน้อยก้าวออกมาจากมุมอับ สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองพวกเขาด้วยความสะใจ
รินรดาซึ่งถูกแรงเหวี่ยงจากเหตุการณ์ก่อนหน้าเซถลามาชนแผ่นหลังของอาคเนย์โดยไม่ตั้งใจ มือเรียวคว้าชายเสื้อแจ็คเก็ตของเขาไว้แน่นโดยอัตโนมัติ ร่างกายของเธอยังคงสั่นเทาจากความตกใจ แต่สัญชาตญาณนักเขียนสาวผู้ผ่านการสืบสวนมาโชกโชนไม่ได้ทำให้เธอยอมจำนน ปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่สวยหวาดหวั่นแต่มุ่งมั่นในเวลาเดียวกัน
"คุณเป็นใคร..." รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ถามออกไปทั้งที่ลำคอแห้งผาก
"อย่าเสือกเรื่องของผู้ใหญ่เลยครับ คุณนักเขียน... หรือควรเรียกว่า คนที่กำลังเขียนใบมรณะบัตรให้ตัวเองดีล่ะ" ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มภูมิฐานแต่ยับย่นเอ่ยขึ้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่โหนกแก้มลงมาถึงคาง "อาคเนย์... แกนี่มันโง่เง่าเหมือนพ่อแกไม่มีผิด คิดว่าขุดคุ้ยเรื่องแปลนโครงสร้างตึกเก่าร้อยปีนั่นขึ้นมา แล้วจะรอดออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ"
อาคเนย์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบังรินรดาไว้ข้างหลัง สัญชาตญาณการปกป้องตื่นขึ้นเต็มพิกัด แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความทรงจำสีเทาเกี่ยวกับเหตุการณ์ตึกถล่มในอดีตพวยพุ่งกลับมาโจมตี ความรู้สึกผิดที่เคยเกือบทำลายชีวิตเขาพยายามดึงรั้งสติ แต่สายตาที่กราดมองไปรอบด้านกลับพบทางออกที่ถูกปิดตายด้วยแผ่นเหล็กหนา
"แปลนชุดนั้นไม่ได้พังเพราะอุบัติเหตุ... แต่พวกคุณจงใจทำให้มันพัง เพื่อฆ่าพ่อผมใช่ไหม" อาคเนย์ถามเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงอารมณ์ที่ระอุอยู่ข้างใน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ฉลาดสมเป็นลูกชาย... แต่รู้มากไปก็อายุสั้นนะครับ"
สิ้นเสียงนั้น ชายฉกรรจ์อีกสามคนก็ก้าวพรวดพราดออกมาจากมุมมืดของโกดัง แต่ละคนในมือถือท่อนเหล็กและอาวุธครบมือ บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาใจหายวาบ เธอรู้ดีว่าในสถานการณ์ที่ไร้ทางหนีทีไล่ การต่อสู้ด้วยกำลังมีแต่ตายกับตาย สมองอันรวดเร็วของเธอเริ่มคำนวณหาช่องโหว่
"ระวังตัวนะครับ" อาคเนย์กระซิบเบาๆ ข้างหูของรินรดา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ที่ติ "ถ้าผมให้สัญญาณ... วิ่งไปที่ช่องลมด้านหลัง อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด"
"แล้วคุณล่ะ..." รินรดาช้อนตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ท่ามกลางอันตรายถึงชีวิตและความหวาดกลัว ผู้ชายปากจัด เย็นชา และวิตกกังวลกับรายละเอียดคนเดิม กลับกลายเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดให้เธอในนาทีนี้
"ผมไม่ยอมให้ใครทำอะไรคุณทั้งนั้น... จำคำพูดนี้ไว้ให้ดี" อาคเนย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นพอที่จะทำให้คนฟังรู้สึกอุ่นใจท่ามกลางพายุร้าย
"จัดการมัน อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก!" เสียงคำรามสั่งการดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์พุ่งเข้าประชิดตัว
การปะทะเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด อาคเนย์พุ่งสวนหมัดเข้าใส่ใบหน้าของคนแรกอย่างแม่นยำตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวที่เคยเรียนมา แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าและความได้เปรียบเรื่องอาวุธทำให้สถานการณ์ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด ท่อนเหล็กฟาดเฉียดหัวสถาปนิกหนุ่มไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว รินรดาไม่รอช้า เธอคว้าเศษท่อ PVC ที่ตกอยู่บนพื้นปาใส่หน้าคนที่กำลังจะลอบทำร้ายอาคเนย์จากด้านหลังสุดแรง
"ไอ้บ้าเอ๊ย! ถอยไปนะ!" รินรดาตะโกนลั่นด้วยความโกรธ
อาคเนย์ใช้จังหวะนั้นเตะตัดขาคู่ต่อสู้ล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะหันมาคว้าข้อมือเรียวของรินรดาแล้วออกแรงวิ่งสุดชีวิต "วิ่ง!"
เสียงฝีเท้าของพวกมันไล่หลังมาติดๆ พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอด้วยความหัวเสีย ทั้งคู่ลัดเลาะไปตามซอกมุมของโกดังร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นตลบและเศษวัสดุก่อสร้าง อาคเนย์ใช้ความคุ้นเคยกับแปลนอาคารพาณิชย์เก่าที่เขาเคยศึกษามาก่อนหน้านี้พุ่งตรงไปยังทิศทางที่ซ่อนอยู่
"ทางนี้ครับ!" เขาดึงร่างบางให้มุดลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดที่กระจกแตกละเอียด รินรดาไม่ลังเล เธอใช้ความคล่องตัวปีนข้ามผ่านโครงเหล็กผุกร่อนออกไปได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่อาคเนย์จะตามออกมาติดๆ และใช้ท่อนไม้ขัดล็อกกลอนประตูเหล็กด้านนอกไว้เพื่อซื้อเวลา
พวกมันกระแทกประตูด้านในจนเสียงดังสนั่น แต่โครงสร้างเก่าแก่และไม้ขัดที่แข็งแรงพอจะยื้อเวลาไว้ได้ชั่วคราว ทั้งคู่วิ่งหนีออกมาจนถึงลานจอดรถด้านนอกที่มีรถยนต์คันหนึ่งจอดติดเครื่องทิ้งไว้
รินรดาหอบหายใจโยนตัวเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็ว อาคเนย์ไม่รอช้ากระโดดขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับ เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปจากสถานที่อันตรายนั้นทันที ก่อนที่เงาร่างของพวกมันจะตามออกมาทัน
ภายในห้องโดยสารที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากถนนด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ที่สะท้อนความตึงเครียดของเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่
อาคเนย์กุมพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกราบมองตรงไปเบื้องหน้า ใบหน้าคมคายฉายแววเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด รินรดาหันไปมองเขา แววตาที่เคยมั่นใจและปากเก่งตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ มือเรียวเอื้อมไปแตะทับมือของเขาที่วางอยู่บนเกียร์อย่างแผ่วเบา
"คุณ... เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" รินรดาเอמהถามเสียงแผ่ว ความแข็งกร้าวเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังใจหายกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น
อาคเนย์หันมาสบตาเธอนิ่ง ระยะห่างระหว่างกันในพื้นที่แคบๆ ทำให้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นอายความตื่นเต้นอบอวลอยู่ในบรรยากาศ เคมีบางอย่างระเบิดขึ้นเงียบๆ ท่ามกลางความระทึกขวัญ เขายกมืออีกข้างขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากแก้มของเธออย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่ร้อนรุ่มจนทำให้อุณหภูมิในรถพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
"ผมไม่เป็นไรครับ..." อาคเนย์ตอบเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ "แต่ผมคงไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับคุณอีกเป็นครั้งที่สองแน่"
รินรดาชะงัก หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนวิ่งหนีตายเสียอีก คำพูดเรียบง่ายแต่จริงจังของสถาปนิกหนุ่มทำเอาเธอนิ่งง้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะแย้มรอยยิ้มบางเบาออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก
"ปากดีแบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย..." รินรดาพึมพำเบาๆ พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปมองนอกกระจกเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
แต่ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลายไปในทิศทางที่หวานซึ้ง อาคเนย์เหลือบมองกระจกมองข้างเพื่อเตรียมเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนใหญ่ สายตากลับสะดุดเข้ากับเงาแปลกปลอมที่สะท้อนผ่านกระจกเงา รถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่งจอดซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร และสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของเขากลายเป็นน้ำแข็งทันที คือไฟหน้ารถคันนั้นที่กะพริบขึ้นสองครั้ง ก่อนจะพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงราวกับพายุที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาทั้งเป็น
"ให้ตายเถอะ..." อาคเนย์สบถออกมาเบาๆ เมื่อตระหนักได้ว่าพวกมันไม่ได้คิดจะปล่อยพวกเขาไปตั้งแต่แรก
รินรดาหันกลับมาตามเสียงอุทาน ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นเงารถสีดำพุ่งตรงเข้ามาประชิดท้ายรถของพวกเขาอย่างกระชั้นชิดในระยะประ sát!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์อันร้อนแรงนี้เสมอนะครับ
พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 21
กับดักของคนร้าย
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!