แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกกระแทกลงบนพื้นโต๊ะไม้สักทองเสียงดังสนั่น จนแก้วกาแฟเซรามิกสีขาวที่วางอยู่ใกล้กันสะเทือนจนของเหลวสีเข้มกระฉอกออกมาปริ่มขอบ
"ขอโทษทีครับท่านสถาปนิก... ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานหรอกนะ แต่ดูเหมือนว่า 'หลักฐานชิ้นสำคัญ' ที่คุณตามหาอยู่ จะส่งตรงมาถึงมือเราเร็วกว่าที่คิดแล้วล่ะครับ"
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มผู้มาใหม่ดังแทรกบรรยากาศตึงเครียดในห้องทำงานส่วน
อาคเนย์ขบกรามแน่นจนสันนูนชัดเจน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาตวัดมองผู้บุกรุกด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเบนสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ร่างบางของรินรดา ซึ่งกำลังยืนนิ่งค้างอยู่ในระยะประชิด ชนิดที่ว่าปลายจมูกของเขากับเธอแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ
บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความลับจากอดีตกำลังลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกาแฟกรุ่นๆ และความเร่าร้อนจากจังหวะชีวิตที่กระชั้นชิด
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยังคงอยู่ในอาการตกตะก้างจากระยะห่างที่อันตรายเกินไปเมื่อครู่ สมองของเธอกำลังประมวลผลคำพูดของชายหนุ่มผู้มาใหม่—กองบรรณาธิการรุ่นพี่ตัวแสบที่ชอบโผล่มาถูกจังหวะเสียเหลือเกิน—สลับกับใบหน้าบึ้งตึงแต่แฝงแววตาวิตกกังวลของสถาปนิกหนุ่มตรงหน้า
"คุณช่วยถอยออกไปหน่อยได้ไหมครับ... คุณสถาปนิก" รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบa ดวงตากลมโตหลบเลี่ยงการสบตาโดยตรง เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะทันสังเกตเห็นอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังรัวเร็วจนผิดจังหวะของเธอ
อาคเนย์ไม่ได้ขยับเขยื้อนตามคำขอทันที เขายังคงใช้ร่างสูงใหญ่กักตัวเธอไว้กับขอบโต๊ะทำงาน แววตาคู่คมฉายประกายความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งตามวิสัยของคนที่ไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ
"ถ้าผมถอย... คุณก็จะวิ่งหนีความจริงอีกใช่ไหมครับ รินรดา" อาคเนย์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือด้วยความตัดพ้อที่ทำเอาคนฟังรู้สึกวูบวาบในช่องท้องอย่างประหลาด
"ฉันไม่ได้หนี... แค่ไม่อยากเคลียร์งานท่ามกลางผู้ชมคนที่สามต่างหากล่ะคะ เอ๊ย... ต่างหากล่ะครับ!" รินรดาเกือบหลุดคำพูดคุ้นชินออกไป โชคดีที่เธอเบรกตัวเองทันและเปลี่ยนสรรพนามท้ายประโยคแทบไม่ทัน เมื่อเห็นมุมปากของอาคเนย์กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มแรกในรอบหลายวันที่ไม่ใช่การเหยียดยิ้ม
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ยอมผละร่างถอยหลังออกไปอย่างจำยอม เปิดโอกาสให้หญิงสาวสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดได้เต็มอิ่ม รินรดารีบจัดเสื้อผ้าและกระดาษโน้ตในมือให้เข้าที่เข้าทางเพื่อกลบเกลื่อนความรัญจวนใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่
อาคเนย์หันไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาเรียաբนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าสันจมูกโด่งเป็นสันและคิ้วที่ขมวดเข้าหากันก็ฟ้องชัดว่าเขาหงุดหงิดแค่ไหนที่ช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะ
"ไหนล่ะครับ... หลักฐานที่คุณว่า" อาคเนย์เอ่ยเสียงห้วน
ผู้มาใหม่ยักไหล่ด้วยท่าทีกวนประสาท ก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งไขว่ห้างอย่างถือวิสาสะ มือหนาเปิดแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลออก เผยให้เห็นภาพถ่ายเก่าๆ แผ่นพับโครงการก่อสร้างเมื่อสิบปีก่อน และจดหมายลายมือหวัดๆ ที่เหลืองกรอบตามกาลเวลา
"แปลกดีนะครับ... อาคเนย์" รุ่นพี่หนุ่มเอ่ยพร้อมกับใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ "เอกสารชุดนี้ถูกซ่อนไว้อย่างดีในห้องเก็บ1ของหอสมุดกลาง ที่ซึ่งคนนอกไม่มีทางเข้าถึงได้ง่ายๆ เว้นแต่ว่า... จะมีคนวงในคอยอำนวยความสะดวกให้ หรือไม่ก็... มีใครบางคนจงใจทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เราตามหา"
ดวงตาของอาคเนย์หรี่แคบลงทันทีเมื่อกวาดสายตาไปเห็นลายเซ็นที่มุมล่างสุดของเอกสารแผ่นหนึ่ง ลายเซ็นนั้น... เป็นของอาจารย์ที่ปรึกษาเก่าของเขา ผู้ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนวันที่อาคารประวัติศาสตร์พังทลายลงมาทับความฝันทั้งหมดของเขา
"อาจารย์..." อาคเนย์พึมพำออกมาเบาๆ เสียงของเขาขาดหายไปในลำคอ ความทรงจำอันเจ็บปวดที่พยายามฝังกลบมาตลอดหลายปีพรั่งพรูขึ้นมาอีกครั้ง มือหนาเอื้อมไปหยิบภาพถ่ายแผ่นนั้นขึ้นมาสัมผัส ปลายนิ้วของเขาสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
รินรดาเห็นอาการผิดปกติของชายหนุ่ม ความรู้สึกโกรธเคืองหรืออยากเอาชนะเมื่อครู่วันนี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกครั้งอย่างระมัดระวัง พร้อมกับวางมือลงบนท่อนแขนแกร่งที่เกร็งแน่นของเขาเบาๆ
"อาคเนย์..." เธอเรียกชื่อเขาห้วนๆ เป็นครั้งแรกโดยไม่มีคำนำหน้าใดๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและจริงใจอย่างที่หาได้ยาก "คุณไหวไหมครับ..." เธอเผลอติดสำนวนของเขามาใช้โดยไม่รู้ตัว ทำให้อาคเนย์ต้องหันมามองด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดอะไรออกไป ทว่าเธอก็ไม่ได้ชักมือกลับ เธอยังคงปล่อยสัมผัสอุ่นๆ ไว้บนแขนของเขา เพื่อส่งผ่านพลังใจบางอย่างไปให้สถาปนิกหนุ่มผู้แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า
"ผมไม่เป็นไรครับ..." อาคเนย์ตอบเสียงแหบพร่า สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้นอีกครั้ง ในระยะใกล้แค่นี้ เขารับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ส่งผ่านมาทางแววตาคู่นั้นอย่างชัดเจน หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมานานนับปีของเขา คล้ายกับถูกก้อนความอบอุ่นบางอย่างละลายน้ำแข็งทีละน้อย
บรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนก่อนหน้า หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่กำลังถักทอเชื่อมโยงคนทั้งคู่เข้าหากันอย่างเงียบเชียบ
ผู้มาใหม่กระแอมไอเบาๆ สองที เพื่อเตือนให้คนทั้งสองรู้ตัวว่าตนยังคงนั่งหัวโด่อยู่ในห้องนี้ด้วย
"เอ่อ... ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะโมเมนต์ซาบซึ้งนะครับท่านสถาปนิกและคุณนักเขียนมือรางวัล" รุ่นพี่หนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่ผมคิดว่าเราควรอ่านรายละเอียดในจดหมายฉบับนี้ให้จบก่อนดีกว่าครับ เพราะดูเหมือนว่า... ปมปัญหาที่คุณตามหามาตลอด มันไม่ได้จบแค่เรื่องความผิดพลาดในการก่อสร้างอย่างที่คุณเข้าใจหรอกนะ"
อาคเนย์ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เขารีบผละมือออกจากแขนของรินรดา แม้จะเสียดายสัมผัสนั้นอยู่ไม่น้อยก็ตาม เขาก้มลงหยิบจดหมายเหลืองกรอบฉบับนั้นขึ้นมาอ่านด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
ลายมือหวัดๆ บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนด้วยข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังทำลายล้างทุกความเชื่อที่เขามีมาตลอดสิบปี:
*'อาคเนย์... ลูกศิษย์ของฉัน ตราบใดที่นายยังมองไม่เห็นว่าใครคือคนที่ได้ประโยชน์จากการพังทลายของตึกหลังนั้น นายก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากเงาของตัวเอง ระวังตัวไว้... คนที่นายไว้ใจที่สุด อาจเป็นคนเดียวกันกับที่ถือพิมพ์เขียวตัวจริง'*
ดวงตาของอาคเนย์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นกำลังจะถูกเปิดเผย และมันก็อันตรายเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ทันเอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเดินด้านนอก หน้าประตูห้องทำงานของอาคเนย์กำลังถูกเคาะรัวเร็วดังสนั่น—สามครั้งติดๆ กัน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูธรรมดา... แต่มันคือจังหวะที่คุ้นเคยจนน่าขนลุก
อาคเนย์ขมวดคิ้วมุ่นทันที เขารู้จักจังหวะการเคาะแบบนี้ดี... มันคือจังหวะเดียวกับที่บุคคลในอดีตคนนั้นเคยใช้เมื่อสิบปีก่อน
กลอนประตูห้องทำงานส่งเสียงคลิกเบาๆ จากด้านนอก ประตูไม้บานใหญ่กำลังถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงมายังอาคเนย์
และในวินาทีที่แสงไฟจากเพดานส่องกระทบใบหน้าของผู้มาใหม่นั้นเอง ลมหายใจของทุกคนในห้องก็แทบจะหยุดชะงักลงพร้อมกัน
"สวัสดีครับ... อาคเนย์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ลูกชายตัวน้อยของสถาปนิกผู้ล่วงลับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครด้วยกันเสมอนะครับ
พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 20
มื้อค่ำที่ไม่มีบทสคริปต์
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!