พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 3

ฝีปากที่เหนือกว่า

ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
เงาร่างที่ทอดยาวผ่านช่องแสงของซากผนังปูนเปลือยไม่ได้ทำให้หัวใจของอาคเนย์ไหววอนด้วยความกลัว หากแต่เป็นความรำคาญใจที่พุ่งพล่านขึ้นมาเสียมากกว่า กลิ่นอายของฝุ่นผงจากการก่อสร้างที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศถูกแทนที่ด้วยกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยเกินกว่าจะยอมรับ "ถ้าคุณยังเดินย่ำซากประวัติศาสตร์ด้วยรองเท้าส้นสูงคู่โปรดแบบนั้น อีกไม่นานคุณคงต้องเปลี่ยนอาชีพจากนักเขียน เป็นคนไข้ในแผนกศัลยกรรมกระดูกแทนนะครับ คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโครงสร้างอาคาร อาคเนย์ไม่ได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือยางสีขาวแตะสัมผัสรอยร้าวบนคานคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างระมัดระวัง ราวกับมันคือชิ้นส่วนเปราะบางของมนุษย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน รินรดาชะงักฝีเท้า ปลายส้นเข็มที่เพิ่งกระทบพื้นปูนหยุดกงจักรแห่งเสียงลง เธอยืนกอดอก รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนที่เปื้อนฝุ่นปูนบางเบา "ความเป็นห่วงเป็นใยจากสถาปนิกผู้เยือกเย็น... ฟังดูน่าประทับใจดี แต่น่าเสียดายที่คุณน่าจะเอาเวลาความเป็นห่วงนี้ไปตรวจดูแบบแปลนโครงสร้างที่กำลังจะพังทลายคามือของคุณเสียก่อนจะมาห่วงส้นสูงของฉันนะ" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันที่คมกริบไม่แพ้เศษกระจกแถวนั้น อาคเนย์ถอนหายใจยาว ชักมือกลับแล้วค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคมกราบกรานมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว รินรดาในยามนี้ดูดื้อรั้นและอันตรายยิ่งกว่าเดิม แสงสลัวจากช่องหน้าต่างที่ถูกโครงเหล็กดัดบังทำให้ใบหน้าเรียวได้รูปนั้นมีเงาลึกลับพาดผ่าน แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความท้าทายที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า "แบบแปลนนี้ไม่ได้กำลังพังทลายครับ... มันแค่กำลังรอเวลาให้คนที่เข้าใจ ‘ความหมาย’ ของมันจริงๆ มาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งน่าเสียดายที่คนคนนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่นักเขียนข่าวสังคมที่ใช้เวลาทั้งชีวิตขุดคุ้ยเรื่องชาวบ้านไปวันๆ" "อ๋อเหรอคะ... อ๊ะ ขอโทษทีติดปาก" รินรดาแกล้งทำเป็นยกมือขึ้นปิดปากด้วยท่าทางเยาะเย้ย ก่อนจะลดมือลงแล้วก้าวเข้าไปประชิดใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ปะปนกับกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งจนน่าประหลาดใจ "ถ้าฉันเป็นแค่คนขุดคุ้ยเรื่องชาวบ้าน คุณก็คงเป็นแค่พวกยึดติดกับอดีตที่พยายามสร้างวิมานบนซากปรักหักพังเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเองสินะคะ คุณอาคเนย์" บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงทันที คำพูดของรินรดาเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่อาคเนย์พยายามปกปิดมาตลอด สถาปนิกหนุ่มนิ่งเงบ กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ประกายไฟแห่งความโกรธแล่นริ้วผ่านนัยน์ตาคู่นั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีความไหววุ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกจนยากจะคาดเดา "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับตึกหลังนี้บ้าง รินรดา" เสียงของอาคเนย์เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความล้อเล่น "คุณเห็นแค่ซากปูนเก่าๆ ที่รอวันถูกรื้อถอนเพื่อสร้างคอนโดมิเนียมหรูหราให้พวกเศรษฐีหน้าเงิน แต่วิญญาณของสถาปัตยกรรมที่นี่... คุณเคยใช้สมองอันปราดเปรื่องของคุณลองทำความเข้าใจมันบ้างไหม หรือมัวแต่คิดว่าจะเอาความฉิบหายตรงนี้ไปพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งยังไงให้ขายได้มากที่สุด" รินรดาชะงักไปชั่วขณะเมื่อเจอคำถามสวนกลับที่จริงจังเกินคาด แต่เธอก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้เด็ดขาด หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มท้าทายยังคงประดับอยู่บนเรียวปากสวย "วิญญาณสถาปัตยกรรมอะไรกันคะ? อย่าเอาคำสวยหรูมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความสะשל ของโครงสร้างที่ผิดพลาดเลย ฉันทำการบ้านมาดีพอที่จะรู้ว่าคานตรงจุดที่คุณยืนอยู่น่ะ มันถูกคำนวณน้ำหนักผิดพลาดตั้งแต่วันแรกที่วางศิลาฤกษ์แล้ว ถ้าตึกนี้มันมีวิญญาณจริง มันคงอยากจะลุกขึ้นมาตบหน้าสถาปนิกผู้,อวดดีอย่างคุณมานานแล้วล่ะ!" "คุณมันตาบอดด้านสุนทรียศาสตร์อย่างแท้จริง" อาคเนย์ก้าวเท้าเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังของเธอกลับชนเข้ากับเสาปูนเปลือยเสียแล้ว สถาปนิกหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งยันกับเสาปูนกั้นขวางทางถอยของเธอไว้ ร่างสูงโน้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด "น้ำหนักที่เกินมาสามเปอร์เซ็นต์นั่นคือ ‘เจตนา’ ของการดีไซน์ เพื่อรองรับการขยายตัวของวัสดุกาลเวลาต่างหาก ไม่ใช่ความผิดพลาดแบบที่พวกสมองกลวงชอบเอาไปตีพิมพ์ขายข่าวเต้า" รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวระรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปและแววตาคุกคามที่ทรงพลังเหลือเกินของคนตรงหน้า แม้ปากจะยังเก่ง แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อไปชั่วขณะเมื่อต้องสบตากับเขาในมุมอับเช่นนี้ "ถะ... ถอยไปนะ คุณอาคเนย์ ใกล้เกินไปแล้ว" เธอพยายามดันอกแกร่งออกด้วยสองมือ แต่เขากลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน "ทำไมล่ะครับ กลัวเหรอ หรือว่าหมดมุกจะเถียงแล้ว?" เสียงทุ้มกระซิบชิดริมฝีปาก ความเย้ายวนที่แฝงมากับความดุดันทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด เคมีที่ปะทะกันอย่างรุนแรงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนระอุที่แผดเผาผิวกายจนร้อนผ่าว "ฉันไม่ได้กลัว... ฉันแค่รังเกียจคนปากเสียต่างหาก..." เธอยังคงพยายามเถียงเสียงแข็ง แม้พวงแก้มเนียนจะเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด อาคเนย์มองริมฝีปากที่ขยับเถียงไม่หยุดนั้น แววตาของเขาวับวามด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย นิ้วมืออีกข้างที่ว่างอยู่ยื่นออกไปปัดเส้นผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าของเธอออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วที่แตะโดนผิวแก้มทำเอารินรดาสะดุ้งเฮือก ร่างกายชะงักงันราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่าน "ปากเก่งจังนะครับ... ถ้าเอาความปากดีนี่ไปใช้ทำงานออกแบบ คุณคงกลายเป็นสถาปนิกมือหนึ่งไปนานแล้ว" เขากระซิบชิดริมใบหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ทำเอาสติของหญิงสาวกระเจิง แต่ก่อนที่รินรดาจะได้อ้าปากตอกกลับด้วยคำพูดแสบสันใดๆ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี เสียงฝีเท้าหนักๆ อีกคู่หนึ่งก็ดังสะท้อนก้องมาจากโถงทางเดินมืดทึบด้านนอก พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาจนแสบตา "คุณอาคเนย์ครับ! อยู่แถวนี้หรือเปล่าครับ ตำรวจมาถึงแล้วนะ... เอ๊ะ!" เสียงตะโกนเรียกจากผู้ช่วยหนุ่มที่วิ่งพรวดพรากเข้ามาหยุดชะงักลงทันที เมื่อแสงไฟฉายกวาดมาเจอภาพของสถาปนิกหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังกักขังนักเขียนสาวคนดังไว้กับเสาปูนในระยะประชิดชนิดที่ลมหายใจรดกัน อาคเนย์ผละตัวออกช้าๆ อย่างเสียดาย นัยน์ตาคมกริบยังคงจ้องมองรินรดาที่กำลังยืนหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเคืองและ... ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เธอเองก็ไม่อยากยอมรับ สถาปนิกหนุ่มจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปมองผู้ช่วยด้วยใบหน้าเรียบสนิทไร้รอยระอาตามแบบฉบับเดิม "มีอะไร" อาคเนย์เอ่ยถามเสียงเรียบ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เอ่อ... คือว่า... ทางตำรวจบอกว่าพบหลักฐานชิ้นใหม่ในห้องใต้ดินครับ เป็น... เอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติแปลนตึกนี้เมื่อสิบปีก่อน" ผู้ช่วยหนุ่มละล่ำละลักรายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก รินรดาที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้ รีบหันขวับไปมองหน้าอาคเนย์ทันที ประกายความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักสืบสวนพุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ความเขินอายเมื่อครู่ "เอกสารอะไร?" รินรดาถามเสียงเฉียบ อาคเนย์หันกลับมาสบตากับเธออีกครั้ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่น แต่เต็มไปด้วยความลับที่พร้อมจะเปิดเผยในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า "ถ้าอยากรู้... ก็เดินตามมาสิครับ ท่านนักเขียน" อาคเนย์สะบัดหน้าเดินนำไปยังทางลงห้องใต้ดินมืดทึบ โดยไม่รอคำตอบ รินรดากัดริมฝีปากอย่างขัดใจก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวตามไปติดๆ โดยลืมเรื่องความหวาดกลัวหรือส้นสูงคู่โปรดไปเสียสนิท ขณะที่ความมืดเบื้องหน้ากำลังจะกลืนกินร่างของพวกเขาทั้งคู่ลงสู่ความลับที่ถูกฝังกลบมานานนับทศวรรษ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%