“เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้มอบสิ่งนี้ให้ข้ากับมือ?”
น้ำเสียงของข้าสั่นพร่า ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวกับธารน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ ข้ากำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจในอกซ้ายบีบตัวรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก ตรงหน้าข้าคือ ‘เว่ยจง’ ราชองครักษ์ผู้ที่ข้าเคยไว้ใจเสมือนพี่ชายแท้ๆ ผู้ที่เคยเสี่ยงตายปกป้องข้าในวันที่ตระกูลหลิวต้องมลทิน
เว่ยจงไม่ตอบ เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่นยามฝึกดาบให้ข้า บัดนี้กลับไร้ซึ่งความรู้สึก สายตาที่เขามองมามิใช่ความภักดีอีกต่อไป แต่มันคือความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยคมมีด
“ฝ่าบาททรงมีเหตุผลของพระองค์ท่าน...” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล
“เหตุผลหรือ?” ข้าแค่นหัวเราะ ปล่อยหยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ให้ร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อน “การสังหารคนบริสุทธิ์เพื่อรักษาบัลลังก์ที่กำลังสั่นคลอนนี่น่ะหรือคือเหตุผล? หรือแท้จริงแล้ว... เจ้าเองก็เป็นเพียงเบี้ยที่ถูกวางไว้เพื่อส่งข้าไปสู่ความตาย!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงพระอักษร บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหยุดหายใจ ข้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างท้าทาย เว่ยจงขยับตัวเพียงเล็กน้อย มือของเขาเลื่อนไปแตะที่ด้ามกระบี่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า... สิ่งที่ข้าหวาดกลัวที่สุดกำลังจะกลายเป็นความจริง
“อัครมหาเสนาบดีหยางจ่ายเจ้าด้วยสิ่งใด?” ข้าถามต่อ น้ำเสียงเริ่มนิ่งสงบลง หากแต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้น “เกียรติยศ? ทรัพย์สมบัติ? หรือคำมั่นสัญญาว่าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดเมื่อฮ่องเต้เฟยหลงสิ้นอำนาจ?”
เว่ยจงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร “ข้ามิได้ทำเพื่อท่านหยาง... และมิได้ทำเพื่อตนเอง” เขาเดินก้าวเข้ามาใกล้ข้าหนึ่งก้าว แรงกดดันมหาศาลจากร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างดีแผ่ออกมา “ข้าทำเพื่อแผ่นดิน หากการกำจัดหนามยอกอกอย่างตระกูลของท่าน ทำให้สงครามกลางเมืองยุติลงได้ เลือดของท่านก็ถือว่าเป็นเครื่องสังเวยที่คุ้มค่า”
ข้ากำกริชที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อแน่น ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกหักหลังแล่นพล่านไปทั่วร่าง ข้าเชื่อใจคนผิด ผิดที่คิดว่าความผูกพันนับสิบปีจะสำคัญกว่าอำนาจในมือที่สั่นไหวของฮ่องเต้เฟยหลง
“เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำเพื่อฝ่าบาทจริงๆ งั้นหรือ?” ข้าแค่นยิ้ม เย็นชาจนคนฟังต้องขมวดคิ้ว “เจ้ามันก็แค่สุนัขที่เขาหลอกใช้ เว่ยจง... เจ้ารู้หรือไม่ว่าในเอกสารฉบับนี้ มิได้มีเพียงรายชื่อครอบครัวของข้า แต่ยังมีรายชื่อของ 'ราชองครักษ์ลับ' ทั้งหมดที่ข้าเคยชุบเลี้ยงมา... รวมถึงชื่อของเจ้าด้วย”
ใบหน้าของเว่ยจงเปลี่ยนสีทันที เขาชะงักงัน “เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“พระองค์มิได้เพียงแค่ต้องการกำจัดศัตรูทางการเมือง แต่พระองค์กำลังกวาดล้าง 'เงา' ทั้งหมดที่อาจกลายเป็นภัยคุกคามในอนาคต” ข้าก้าวเข้าไปหาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาสบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร “เจ้าเป็นคนทรยศต่อข้า แต่สำหรับฝ่าบาท... เจ้าก็เป็นเพียงหมากที่หมดประโยชน์หลังจากงานสกปรกนี้เสร็จสิ้นแล้ว”
ข้าเห็นรอยร้าวในความมั่นใจของเขา เว่ยจงเริ่มสับสน เขากำลังพยายามคิดวิเคราะห์ว่าข้อมูลที่ข้าพูดนั้นจริงหรือเท็จ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังเสียสมาธิ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารองครักษ์ก็ดังขึ้นจากหน้าห้อง
“ท่านองครักษ์เว่ย! ท่านอัครมหาเสนาบดีสั่งให้รีบนำตัวนางไปจัดการเสีย เดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนนั้นไม่ได้มาจากคนของฮ่องเต้เฟยหลง... แต่มาจากคนของหยาง! เว่ยจงเบิกตากว้าง หันไปมองที่ประตูห้อง แล้วหันกลับมามองข้าด้วยความตื่นตระหนก เขาเพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เองว่าเขากำลังถูกเล่นงานจากทั้งสองฝ่าย—ทั้งจากฮ่องเต้ที่เขาสวามิภักดิ์ และศัตรูที่เขาแอบไปร่วมมือด้วย
“ข้า... ข้าไม่ได้...” เขาพึมพำ เริ่มก้าวถอยหลัง
แต่ไม่ทันเสียแล้ว ประตูห้องถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง กองทหารในชุดเกราะสีดำทมิฬกรูเข้ามานับสิบ นายทหารผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากเหล็กเดินนำหน้าเข้ามา แววตาของมันเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยจิตสังหาร ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้าแทบหยุดหายใจ มิใช่จำนวนทหารที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเงาร่างที่ปรากฏขึ้นที่ประตูห้องเบื้องหลังทหารเหล่านั้น
นั่นคือชายผู้ที่ข้าเคยฝากชีวิตไว้... ฮ่องเต้เฟยหลง ทรงยืนมองเหตุการณ์ด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง พระองค์มิได้มาเพื่อช่วยข้า แต่กลับส่งสายตาให้หัวหน้าทหารเหล่านั้นพยักหน้าสั่งการ
“ฆ่ามันทั้งคู่” พระสุรเสียงของเฟยหลงก้องกังวานในความเงียบสงัด “อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน”
เว่ยจงชักกระบี่ออกมาทันทีด้วยความตกใจและโกรธแค้น เขาหันมาหาข้า มือหนึ่งดึงแขนข้าไว้แน่น “หลิวเยี่ยนซี! ไปกับข้า!”
ข้ายังไม่ทันตั้งตัว เว่ยจงก็ลากข้าถอยร่นไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นหน้าผาสูงชันเบื้องล่าง ในขณะที่กองทหารพุ่งเข้ามาประชิดตัว ท่ามกลางเสียงดาบกระทบกันดั่งนรกบนดิน เว่ยจงหันมามองข้าเป็นครั้งสุดท้าย แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับฉายชัดถึงความเสียใจที่เพิ่งตระหนักได้ “ข้าขอโทษ... ข้าโง่เองที่เชื่อใจคนผิด”
เขาสลัดตัวข้าออกแล้วพุ่งเข้าใส่กองทหารอย่างบ้าคลั่ง เพื่อเปิดทางให้ข้าหนี ทว่าในจังหวะนั้นเอง ธนูดอกหนึ่งพุ่งทะลุหน้าอกของเว่ยจงจากเงามืดด้านหลัง... และคนที่ถือคันธนูนั้น คือหญิงสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายข้าที่สุด!
นางก้าวออกมาจากเงามืด ยิ้มให้ข้าด้วยรอยยิ้มที่อาบยาพิษ “พี่หญิง... ท่านควรตายตั้งนานแล้วนะ”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันนี้ด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีขอฝากติดตามตอนต่อไปด้วยค่ะ
หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 21
ศึกสายเลือด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!