“เหตุใดเจ้าจึงไม่แทงลงมาเสียเล่า หลิวเยี่ยนซี?”
สุรเสียงของฝ่าบาทแหบพร่าและสั่นไหว แผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ พระองค์มิได้ถอยห่างจากคมกระบี่ในมือข้าแม้แต่นิ้วเดียว ซ้ำยังโน้มพระวรกายเข้าหาจนปลายเหล็กเย็นเฉียบแตะลงบนรอยแยกของฉลองพระองค์สีทองอร่าม เหนือตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นเร่าด้วยแรงโทสะและรอยร้าวฉาน
ข้าไม่ได้ขยับเขยื้อน นัยน์ตาของข้าจับจ้องใบหน้าที่เคยองอาจทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความเปราะบาง ความโกรธเกรี้ยวที่พระองค์ส่งมาให้ข้าเมื่อครู่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อโชคชะตาที่บีบคั้น
“หม่อมฉันเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่ฝ่าบาททรงวางไว้เองไม่ใช่หรือเพคะ” ข้าเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามือที่ถือกระบี่กลับเย็นเฉียบไปถึงกระดูก “ฝ่าบาททรงทราบดีกว่าผู้ใด ว่าหมากตัวนี้เดินไปทางไหน มิใช่เพื่อตัวข้า... แต่เพื่อบัลลังก์ที่กำลังสั่นคลอนของพระองค์”
ฮ่องเต้เฟยหลงแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแฝงไปด้วยความขมขื่น พระหัตถ์หนาคว้าข้อมือข้าไว้แน่น บังคับให้ปลายกระบี่กรีดลงบนผิวเนื้อจนเลือดสีชาดซึมออกมาเป็นรอยแดงจางๆ พระเนตรคมกริบที่เคยเป็นดั่งท้องนภาอันกว้างใหญ่ บัดนี้กลับมืดมิดราวกับคืนเดือนดับที่ไร้แสงดาว
“บัลลังก์หรือ? เจ้าเรียกสิ่งที่ข้าถือครองอยู่นี่ว่าบัลลังก์งั้นหรือ เยี่ยนซี...” พระองค์ขยับเข้ามาใกล้จนข้าได้กลิ่นกำยานจางๆ และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศ “ข้าคือนกในกรงทองที่ถูกตัดปีก ข้าคือหุ่นเชิดที่แม้แต่ลมหายใจยังต้องขออนุญาตอัครมหาเสนาบดีหยาง... แล้วเจ้ายังจะให้ข้าหลอกตัวเองไปถึงไหน ว่าข้าคือฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่?”
ข้าสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านจากร่างที่ทาบทับลงมา ความเปราะบางนี้ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคมดาบของศัตรูที่รายล้อมอยู่ภายนอกวังหลวงเสียอีก ในยามนี้ เฟยหลงมิใช่กษัตริย์ผู้เหี้ยมหาญ แต่เป็นเพียงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่พยายามเกาะเกี่ยวเศษเสี้ยวแห่งศรัทธาสุดท้ายไว้ด้วยความเจ็บปวด
“ฝ่าบาททรงอ่อนแอเกินไปเพคะ” ข้ากระซิบ แววตาของข้าอ่อนแสงลง “การยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ตรงหน้า มิใช่หนทางของการกู้แผ่นดิน หากพระองค์ทรงสิ้นหวังเพียงเพราะกลลวงของหยางอี้หลิน เช่นนั้นตระกูลหลิวที่ยอมสละชีพเพื่อพระองค์ ก็เท่ากับตายเปล่า”
พระองค์ชะงักไป แรงบีบที่ข้อมือคลายออกช้าๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแรงดึงให้ข้าเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่เย็นเยียบ อ้อมกอดที่แฝงไปด้วยความเวทนาต่อตนเอง พระองค์ซบพระพักตร์ลงบนไหล่ของข้า ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างใบหู
“ข้าเหนื่อยเหลือเกิน เยี่ยนซี... ข้ารู้ว่าเจ้าทำเพื่อข้า แต่ทุกครั้งที่ข้าเห็นเจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเข้าใกล้หยางอี้หลิน ทุกครั้งที่เห็นเจ้าต้องสวมหน้ากากนั่นเพื่อหลอกลวงผู้คน ข้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดซ้ำๆ เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าการมองดูผู้หญิงที่ข้ารักต้องกลายเป็นศัตรูของทั้งแผ่นดินเพียงเพื่อบัลลังก์จอมปลอมนี้ มันทรมานเพียงใด”
คำว่า ‘ผู้หญิงที่ข้ารัก’ กระแทกเข้ามาในใจข้าดั่งค้อนหนัก ข้าหลับตาลงแน่น พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ความรักในท่ามกลางสมรภูมิการเมืองเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ผลิบานบนหน้าผาชัน ลมพายุพัดผ่านเมื่อใด ก็พร้อมจะร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งได้ทุกเมื่อ
ข้าค่อยๆ วางกระบี่ลงกับพื้นเสียงดังเคร้ง ก่อนจะสวมกอดร่างสูงสง่านั้นไว้แน่น มือของข้าลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นไหวอย่างปลอบประโลม “หากต้องมีผู้ใดแปดเปื้อนเลือดเพื่อกวาดล้างความอัปยศนี้ ขอให้เป็นข้าผู้เดียวเพคะ ฝ่าบาททรงเพียงแค่รอดู... วันที่ข้าจะพามังกรของข้ากลับมาผงาดบนบัลลังก์ด้วยความสง่างามอีกครั้ง”
เฟยหลงเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาข้า แววตาของพระองค์ในยามนี้ช่างนิ่งสนิท ทว่าลึกลงไปกลับมีความมุ่งมั่นที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์เอื้อมพระหัตถ์มาเชยคางข้า บรรยากาศรอบกายเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของกันและกันที่เต้นสอดประสาน
“เยี่ยนซี หากวันนั้นมาถึง... เจ้าจะยังอยู่ข้างข้าใช่หรือไม่ ไม่ว่าข้าจะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่เปื้อนเลือดมากเพียงใดก็ตาม?”
“ตราบใดที่ดวงจันทร์ยังไม่ลับฟ้า หลิวเยี่ยนซีผู้นี้จะไม่มีวันทรยศต่อสัตย์ปฏิญาณ...”
ข้ายังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์นับสิบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงผลักบานประตูไม้แกะสลักอย่างแรงจนเปิดออก แสงคบเพลิงโชติช่วงสาดเข้ามาจนข้าต้องหรี่ตาลง
ร่างของอัครมหาเสนาบดีหยางก้าวเข้ามาด้วยท่าทีผ่อนคลายเกินควร มุมปากหนานั่นยกยิ้มเหยียดหยามเมื่อเห็นข้าและฮ่องเต้ยืนอยู่ด้วยกันในระยะที่ใกล้ชิดจนเกินงาม ในมือของเขามีม้วนกระดาษสีเหลืองทองตราประทับลัญจกรซึ่งเป็นประกาศิตที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“กระหม่อมต้องขออภัยที่เสียมารยาทในยามวิกาลเช่นนี้พะย่ะค่ะ...” หยางอี้หลินเอ่ยเสียงเยือกเย็น สายตาคมปลาบกวาดมองเราสองคนด้วยความสมเพช “แต่ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะทรง ‘ลืม’ ไปว่า คืนนี้มีพระราชกิจสำคัญที่ต้องลงพระปรมาภิไธย ในการประหารชีวิตกบฏตระกูลหลิวสายที่เหลือ... เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่คิดตีตัวออกห่างจากราชสำนัก”
หัวใจของข้ากระตุกวูบเมื่อเห็นเอกสารในมือเขา นั่นมิใช่ประกาศิตปลอม แต่มันคือคำสั่งที่เขาบีบให้เฟยหลงต้องเซ็นเพื่อกำจัด ‘ครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว’ ของข้าด้วยมือของพระองค์เอง
หลิวเยี่ยนซีเขียนด้วยหัวใจที่ปรารถนาจะให้ทุกท่านได้รับอรรถรสความเข้มข้นในทุกบรรทัดนะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้ามาจนถึงตอนนี้นะคะ
หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 20
คืนวันอันเปราะบาง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!