หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 19

เหยื่อล่อ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
"เจ้าจะทำเช่นนี้จริงหรือ เยี่ยนซี? หากก้าวเท้าออกไปจากตำหนักนี้ เจ้าจะไม่มีวันหันหลังกลับมาได้อีก" เสียงทุ้มต่ำของฝ่าบาทเฟยหลงดังก้องอยู่ในห้องบรรทมที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยานจางๆ พระเนตรคมเข้มจ้องมองข้าผ่านแสงสลัวจากเปลวเทียนที่วูบไหว พระหัตถ์หนาเอื้อมมาจับไหล่ข้าไว้แน่น ราวกับจะรั้งให้ข้าเปลี่ยนใจจากแผนการที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ข้าเงยหน้าสบพระเนตรของชายผู้เป็นทั้งคนรักและพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บนี้ ข้าคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ไม่ได้มาพร้อมกับความอ่อนหวาน แต่คือความเด็ดเดี่ยวที่หลอมรวมจากหยาดเลือดและน้ำตาของตระกูลหลิวที่ถูกลบเลือน "หม่อมฉันไม่ได้ต้องการหันหลังกลับเพคะฝ่าบาท" ข้าเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นในทุกคำ "หากหมากกระดานนี้ต้องใช้ชีวิตของหม่อมฉันเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้งูพิษยอมโผล่หัวออกมาจากรู หม่อมฉันยินดีน้อมรับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจ เพื่อบัลลังก์ของท่าน... และเพื่อความยุติธรรมที่ตระกูลหลิวรอคอยมานานนับปี" ฮ่องเต้เฟยหลงนิ่งงัน พระพักตร์เคร่งขรึมขึ้นทันตา พระองค์ทรงรู้ดีว่าในราชสำนักนี้ 'ความไว้ใจ' เป็นเพียงคำลวงที่ผู้มีอำนาจใช้หลอกล่อให้ผู้อ่อนแอก้าวลงสู่หลุมพราง ในเมื่ออัครมหาเสนาบดีหยางเริ่มระแคะระคายว่าข้าคือจุดอ่อนที่ทำให้พระองค์เปลี่ยนไป การกำจัดข้าทิ้งเสียจึงเป็นสิ่งที่มันต้องทำในเร็ววัน "เจ้าเป็นสตรีที่หัวแข็งที่สุดที่ข้าเคยพบ" พระองค์ถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนข้าได้กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์จากฉลองพระองค์ "จงจำไว้... ไม่ว่าเจ้าจะเจอกับสิ่งใดในคืนนี้ ข้าจะคอยจับจ้องอยู่เสมอ อย่าเพิ่งยอมแพ้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม" "หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ" ข้าก้าวออกจากห้องบรรทมด้วยหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น แม้ความมืดมิดของยามราตรีจะปกคลุมไปทั่ววังหลวง แต่ข้ากลับรู้สึกว่าทุกย่างก้าวคือชัยชนะที่ข้ากำลังหยิบยื่นให้แก่ฝ่าบาท ข้าแสร้งทำเป็นเดินโซเซมุ่งหน้าสู่สวนหินหลังตำหนักด้วยท่าทีที่ดูผิดปกติ—นั่นคือแผนการที่ข้ากับฝ่าบาทวางไว้ คืนนี้ ข้าคือ 'เหยื่อ' ที่ไร้ทางสู้ ทันทีที่เข้าสู่เขตสวนมืดมิด ลมหนาวก็พัดผ่านผิวเนื้อจนข้าขนลุกชัน ทว่าข้ายังคงแสดงละครฉากใหญ่อย่างแนบเนียน ข้าทรุดตัวลงนั่งข้างสระบัว มือไม้สั่นเทาแสร้งทำเป็นเปิดจดหมายลับฉบับปลอมที่ฮ่องเต้ทรงเขียนขึ้นด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง จดหมายที่ระบุถึง 'หลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวง' ของหยางฟางจวิน ข้าหยุดหายใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเบาหวิวเหยียบลงบนใบไม้แห้ง ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของนางกำนัลที่คอยติดตาม แต่เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหาร "ช่างน่าสงสารเหลือเกิน... สนมรักของฝ่าบาท ผู้ที่คิดจะเล่นกับไฟสุดท้ายก็มักจะถูกเผาจนไม่เหลือซากเช่นนี้เอง" น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมดังมาจากเงามืด ข้าแสร้งทำเป็นตื่นตกใจจนจดหมายในมือร่วงหล่นลงพื้น ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ในชุดดำสนิทที่ก้าวออกมาจากหลังพุ่มไม้ นั่นคือคนของอัครมหาเสนาบดีหยาง—นักฆ่าฝีมือฉกาจที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัว ข้าเชิดหน้าขึ้น แม้ในใจจะสั่นไหว แต่แววตาข้ากลับนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่น "คนของท่านหยางงั้นรึ? ช่างใจร้อนนัก... เข้ามาในเขตรั้ววังหลวงกลางดึกเพียงเพื่อจะกำจัดสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่งหรือ?" ชายชุดดำหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดังก้องสวนชวนให้ขนหัวลุก "ไม่เพียงแต่กำจัดเจ้า แต่ข้าจะนำหัวของเจ้าไปมอบให้ท่านอัครมหาเสนาบดีเป็นของขวัญต่างหาก! เพราะจดหมายฉบับนั้น... มันคือตั๋วเดินทางสู่ความตายของฝ่าบาทเจ้าด้วย!" เขากระชับกระบี่ในมือแน่น ประกายเหล็กกล้าสะท้อนกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ข้าก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สัมผัสได้ถึงหยดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม แผนการขั้นต่อไปคือการลากมันเข้าไปในเขตที่องครักษ์เงาของฮ่องเต้ซุ่มรออยู่ แต่นักฆ่าผู้นี้กลับหยุดชะงัก สายตาคมกริบของมันจ้องมองจดหมายบนพื้นก่อนจะหรี่ลง "เดี๋ยวก่อน..." มันพึมพำ สีหน้าเปลี่ยนไปจากความกระหายเลือดเป็นความสงสัย "จดหมายนี่... ทำไมกระดาษถึงดูใหม่เกินไป?" หัวใจข้ากระตุกวูบ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกอย่างที่วางแผนไว้ดูเหมือนจะเริ่มพังทลายลงในพริบตา เมื่อนักฆ่าคนนั้นไม่ได้โง่เขลาอย่างที่คาดไว้ มันก้าวเท้าเข้ามาใกล้ข้าอีกก้าวหนึ่ง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม "ข้าเกือบลืมไป... ว่าเจ้าฉลาดกว่าสตรีทั่วไปหลิวเยี่ยนซี" มันแสยะยิ้ม "ถ้าจดหมายนี่คือเหยื่อล่อ... แล้วตัวล่อที่แท้จริงล่ะอยู่ที่ไหน?" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอีกนับสิบก็ดังขึ้นรอบทิศทาง ไม่ใช่เสียงขององครักษ์ฝ่าบาท... แต่เป็นเสียงของทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะเหล็กที่เดินเรียงแถวเข้ามาล้อมรอบสวนหินเอาไว้ ทหารเหล่านั้นไม่ได้มาเพื่อจับนักฆ่า แต่มันถือตราสัญลักษณ์ของอัครมหาเสนาบดีหยาง! "ท่านหยางรอเจ้าอยู่นานแล้ว" นักฆ่ากล่าวพร้อมกระโจนเข้าหาข้าด้วยความเร็วสูง "และเขาก็อยากให้เจ้าเห็นด้วยตาตนเอง... ว่าฝ่าบาทที่เจ้ารักน่ะ ไม่ได้มีอำนาจสั่งการอะไรได้อีกต่อไปแล้ว!" ดาบคมกริบพุ่งตรงมาที่ลำคอข้า ข้าหลับตาลงเตรียมรับความเจ็บปวด แต่ก่อนที่คมดาบจะสัมผัสผิวหนัง แรงปะทะมหาศาลก็ทำให้ร่างของนักฆ่ากระเด็นออกไปกระแทกกับผนังหินเสียงดังสนั่น "ใครบังอาจแตะต้องนาง!" เสียงที่คุ้นเคยทำเอาข้าต้องลืมตาขึ้นมอง และสิ่งที่ข้าเห็นกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ฮ่องเต้เฟยหลงยืนอยู่ตรงหน้าข้าจริงๆ แต่มิได้มาเพียงลำพัง พระองค์ทรงอยู่ในชุดเกราะเต็มยศ และรอบกายพระองค์... กลับไม่มีทหารองครักษ์แม้แต่คนเดียว มีเพียงชายชราผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงา—อัครมหาเสนาบดีหยาง ที่ยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ "ฝ่าบาท..." ข้าพึมพำด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นว่าทหารรอบกายทั้งหมดล้วนคุกเข่าลงต่อหน้าชายชราผู้นั้น "ยอมแพ้เถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" หยางฟางจวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "กระหม่อมบอกแล้ว... ว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครเชื่อใจใครได้อีกแม้แต่คนเดียว... แม้แต่สนมที่ท่านรักที่สุด ก็อาจเป็นสายลับที่ส่งข้อมูลมาให้กระหม่อมตั้งแต่แรกแล้ว!" เยี่ยนซีหันไปมองฮ่องเต้ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง พระเนตรของพระองค์ช่างว่างเปล่าราวกับคนสูญสิ้นหนทาง และเมื่อเขามองกลับมาที่ข้า... แววตาของพระองค์กลับมีความโกรธแค้นแฝงอยู่ลึกๆ ราวกับจะกล่าวโทษว่าข้าคือคนทรยศตัวจริง! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันโหดร้ายไปกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%