หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 22

คำลวงของเสนาบดี

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“รอยยิ้มของน้องหญิงช่างงดงามราวกับบุปผาที่อาบด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า... ทว่าน่าเสียดายที่กลีบของมันกลับซ่อนเข็มพิษเอาไว้เสียจนมิดชิด” ข้าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงรับรองของตำหนักบูรพา เสียงของข้าแผ่วเบาหากแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของคนตรงหน้า ร่างระหงของนางที่ยืนอยู่เบื้องหน้าชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววใสซื่อกลับวาวโรจน์ด้วยความเกลียดชังที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป “พี่หญิง... ท่านพูดจาเพ้อเจ้ออะไรกัน?” น้องสาวต่างมารดาของข้าแค่นหัวเราะ ก่อนจะขยับกายเข้ามาใกล้จนข้าได้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบพันปีที่นางโปรดปราน “ความตายอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว ยังจะมีแก่ใจมาหยอกล้อข้าอยู่อีกหรือ” ข้าเพียงคลี่ยิ้มบาง ไม่ได้ถอยหนีหรือแสดงความหวาดหวั่น ก้าวช้าๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะไม้จันทน์หอมที่มีม้วนเอกสารตราประทับสีชาดวางอยู่หนึ่งฉบับ นั่นคือหมายเรียกของอัครมหาเสนาบดีหยาง ที่กล่าวหาว่าข้า... หลิวเยี่ยนซี สมคบคิดกับกองกำลังชายแดนเพื่อวางแผนปลงพระชนม์ฝ่าบาท “เจ้าคิดว่ากระดาษแผ่นนี้จะฆ่าข้าได้จริงๆ หรือ?” ข้าถามพลางใช้นิ้วเรียวไล้ไปตามขอบกระดาษ “การใส่ร้ายที่ไร้หลักฐานชิ้นนี้ อาจหลอกตาขุนนางตงฉินที่ตาบอดสีได้ แต่หลอกฝ่าบาทไม่ได้หรอกนะ” “ฮึ! ฝ่าบาทหรือ?” นางหัวเราะร่วนพลางขยับเข้ามากระซิบข้างหูข้า “ท่านยังไม่รู้อะไรอีกหรือพี่หญิง ในยามนี้ฝ่าบาทกำลังวุ่นอยู่กับข้อหา ‘ทรยศต่อแผ่นดิน’ ที่อัครมหาเสนาบดีหยางเพิ่งนำขึ้นกราบทูล ท่านคิดว่าหากท่านตายไป ใครจะปกป้ององค์จักรพรรดิที่ถูกขังอยู่ในกรงทองผู้นั้นได้อีก?” ใจของข้ากระตุกวูบ ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับรูปสลัก ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าสู่ไขสันหลัง แต่ข้าต้องรักษาความเยือกเย็นไว้ดั่งหน้ากากที่สวมใส่มาตลอดชีวิต ข้าเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาของข้าคมกริบดุจใบมีด “เจ้าจงใจทำลายตระกูลเราเพียงเพราะต้องการตำแหน่งฮองเฮาที่อัครมหาเสนาบดีสัญญาว่าจะประทานให้เจ้าหลังจากกำจัดข้าได้งั้นหรือ? ช่างเป็นความทะเยอทะยานที่โง่เขลาเสียจริง” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าทหารรักษาพระองค์ก็ดังก้องมาจากหน้าตำหนัก ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออกอย่างแรง อัครมหาเสนาบดีหยางเดินนำหน้าเข้ามาพร้อมกับขุนนางกังฉินหลายสิบคน ใบหน้าของตาแก่ผู้นี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่น่าสะอิดสะเอียน เขามองข้าด้วยสายตาราวกับกำลังมองดูเหยื่อที่ดิ้นรนอยู่ในกรงขัง “หลิวเยี่ยนซี เจ้าทำเรื่องอุกอาจเกินไปแล้ว” เสนาบดีหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานที่แฝงไปด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ “หลักฐานการติดต่อกับกองทัพชายแดนถูกพบในห้องพักของเจ้า... เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?” ข้าหันไปเผชิญหน้ากับเขา ยืดตัวตรงอย่างสง่างาม “หลักฐานหรือท่านเสนาบดี? หรือจะเป็นเพียงเศษกระดาษที่ท่านเพิ่งเขียนขึ้นเมื่อคืนนี้กันแน่?” บรรยากาศในโถงพลันตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าทหารต่างชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสะท้อนจากคมเหล็กวาววับบาดตา ข้าสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่อบอวลไปทั่ว ข้าไม่ได้กลัวความตาย หากแต่ข้ากังวลถึงฮ่องเต้เฟยหลง... ชายผู้ที่ข้าเคยให้คำมั่นว่าจะเคียงคู่เพื่อกอบกู้แผ่นดิน บัดนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้างในวังหลวงที่รายล้อมไปด้วยหนอนบ่อนไส้เช่นนี้? เสนาบดีหยางก้าวเข้ามาใกล้ข้าหนึ่งก้าว ดวงตาหรี่ลงราวกับงูพิษที่พร้อมจะฉกกัด “เจ้ามั่นใจเกินไปแล้วแม่นางหลิว ความใจดีของฝ่าบาทไม่ใช่เกราะคุ้มกันเจ้าได้ตลอดไป... ทหาร! นำตัวนางไปคุมขังที่คุกใต้ดินหลวง เตรียมการไต่สวนในเช้าวันพรุ่งนี้ ใครขัดขวางถือเป็นกบฏ!” ในเสี้ยววินาทีที่ทหารสองนายพุ่งเข้าจะคว้าแขนข้า ข้ากลับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ข้าคว้าปิ่นปักผมหยกสีเลือดที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแล้วจ่อเข้าที่ลำคอของตนเอง ก่อนจะตะโกนก้อง “หากข้าต้องตายด้วยน้ำมือคนชั่วเช่นพวกท่าน ข้าขอเลือกที่จะจบชีวิตตนเองดีกว่าจะให้พวกท่านเอาไปใช้เป็นข้ออ้างในการก่อรัฐประหาร!” ทหารทั้งหลายชะงักงัน เสนาบดีหยางถึงกับหน้าถอดสี เพราะหากข้าตายตอนนี้โดยที่ยังไม่ได้สารภาพความผิดที่เขากุขึ้น แผนการใช้ข้าเป็นเครื่องมือดึงดูดให้ฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้เฟยหลงออกมาเคลื่อนไหวก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า “อย่าเพิ่ง!” เสนาบดีหยางร้องห้าม ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูด้านหลังโถงก็ถูกเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยพร้อมกับพลังกดดันที่ข้าจำได้แม่นยำแผ่ซ่านเข้ามาในห้อง “ใครอนุญาตให้พวกเจ้ามาจับตัวนาง?” น้ำเสียงนิ่งสนิทหากแต่เย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจดังขึ้น ข้าหันไปมองตามเสียงนั้นและต้องเบิกตากว้าง ฮ่องเต้เฟยหลงในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรทองก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่ดุดันราวกับพญามังกรที่กำลังโกรธเกรี้ยว พระองค์ไม่ได้มาเพียงลำพัง ทว่าเหล่าองครักษ์เงาที่เคยหายสาบสูญไปนับแรมเดือนกลับปรากฏกายขึ้นล้อมรอบเสนาบดีหยางและพรรคพวกไว้ทั้งหมด! เสนาบดีหยางตัวสั่นเทา พยายามฝืนยิ้ม “ฝ่าบาท... กระหม่อมเพียงแต่...” “เพียงแต่ต้องการล้มล้างราชบัลลังก์งั้นหรือ?” เฟยหลงก้าวมายืนเคียงข้างข้า มือหนาของเขาเอื้อมมาจับมือที่ถือปิ่นหยกของข้าไว้แน่น แววตาของเขาที่มองมายังข้านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรักใคร่ “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า... ภายใต้เงาจันทร์นี้ จะไม่มีใครพรากเจ้าไปจากข้างกายข้าได้แม้แต่คนเดียว” ทว่าก่อนที่ความโล่งใจจะทันได้ปรากฏขึ้น เสียงปรบมือดังแผ่วเบามาจากมุมมืดของโถง ร่างหนึ่งที่คุ้นตาของแม่ทัพผู้คุมกองกำลังรักษาเมืองก้าวออกมา พร้อมกับดาบที่จ่ออยู่ที่ลำคอขององครักษ์เงาคนสำคัญที่สุดของฝ่าบาท ทุกอย่างในโถงเงียบกริบอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคถัดมา “ฝ่าบาท... เสด็จมาถึงที่นี่เองก็นับว่าเป็นเรื่องดีเหลือเกิน เพราะตอนนี้ทั้งวังหลวง... ได้กลายเป็นกรงขังของพระองค์เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจไปพร้อมกับข้านะคะ หวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นกำลังใจให้เยี่ยนซีในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%