“หากเจ้ายังไม่หยุดสั่น ต่อให้เป็นหมอเทวดาจากแดนไกล ก็คงไม่อาจยื้อชีวิตคนบนเตียงนั่นไว้ได้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจทว่าเย็นเยียบราวกับกระบี่ที่เพิ่งถอนออกจากฝักดังขึ้น หลิวเยี่ยนซีชะงักมือนิ่งสนิท เข็มเงินในมือที่กำลังจ่ออยู่เหนือจุดชีพจรของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่นางจะสูดลมหายใจลึก เก็บอารมณ์ความหวาดหวั่นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย นางไม่ได้หันไปมองเจ้าของเสียง แต่นางรู้ดีว่า ใครกันที่กล้าใช้ถ้อยคำอุกอาจเช่นนี้ภายในเขตหวงห้ามของจวนอัครมหาเสนาบดีหยาง
“ข้ามิได้สั่นเพราะความกลัวเพคะ แต่ข้าสั่นเพราะกำลังชั่งน้ำหนักว่า... ระหว่างการช่วยชีวิตคนตรงหน้า กับการถวายชีวิตให้แก่ท่าน ใครจะมีค่ามากกว่ากัน” หลิวเยี่ยนซีตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากแผลที่เน่าเฟะบนหน้าอกคนไข้
เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ เป็นเสียงที่แฝงไปด้วยความรังเกียจและขบขัน “เจ้าเป็นเพียงบุตรสาวที่ถูกลืมของขุนนางตกอับ กล้าดีอย่างไรมาต่อรองกับผู้สำเร็จราชการ?”
“ข้าเป็นเพียงหมอ” นางตอบสั้นๆ “หมอที่รู้ดีว่ารอยสักรูปจันทร์เสี้ยวบนต้นคอของท่านใต้เท้าหยาง... มีความหมายอย่างไรกับ ‘กบฏ’ ที่ถูกประหารไปเมื่อห้าปีก่อน”
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องโถงกว้างจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนไข้ อัครมหาเสนาบดีหยางชะงักกึก รังสีฆ่าฟันพุ่งทะลักออกมาจากร่างท้วมใหญ่จนบ่าวไพร่รอบข้างต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ทว่าเยี่ยนซีกลับเพียงแค่ขยับนิ้วกดจุดหยุดเลือดอย่างแผ่วเบา ราวกับเรื่องที่เพิ่งเอ่ยไปนั้นเป็นเพียงการกล่าวถึงสภาพอากาศ
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังเรื่องเล่านิทานก่อนนอนของเจ้า” หยางกั๋วขยับเข้ามาใกล้ กดดันด้วยแรงมหาศาลจากอำนาจที่สั่งสมมานานปี “รีบรักษาเขาให้หาย แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใช้ประโยชน์ให้ข้า... หากล้มเหลว หัวของเจ้าจะประดับอยู่บนยอดประตูเมืองก่อนตะวันขึ้น”
เยี่ยนซีไม่ตอบ นางทำเพียงหยิบผ้าแพรขึ้นมาเช็ดคราบเลือดที่นิ้วมือ สายตาของนางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศยามค่ำคืนในจวนเสนาบดีดูเงียบเชียบทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น นางรู้ดีว่าตนเองกำลังเดินอยู่บนคมดาบ แต่หากไม่มีการเสี่ยงเช่นนี้ นางจะเข้าถึง ‘ความจริง’ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนแผ่นดินอันเน่าเฟะนี้ได้อย่างไร
...
สามชั่วยามต่อมา ณ อุทยานหลวงส่วนใน
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยยามค่ำคืนลอยมาแตะจมูก หลิวเยี่ยนซีในชุดนางกำนัลชั้นผู้น้อยเดินเลียบไปตามทางเดินหินอ่อน พยายามรักษาระยะห่างจากกลุ่มขันทีที่กำลังเดินตรวจตรา นางอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต มุดเข้าไปในพุ่มดอกไม้หนาทึบเพื่อเลี่ยงสายตาผู้คุ้มกัน เป้าหมายของนางไม่ใช่การลอบเข้ามาเล่นสนุก แต่เป็น ‘คำตอบ’ ที่นางได้รับจากจดหมายลับเมื่อเช้าตรู่
*“ใต้แสงจันทร์ที่สะท้อนในสระมรกต บัลลังก์มังกรจะปรากฏตัว”*
นางมาถึงริมสระน้ำขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงจันทร์กลายเป็นสีเงินยวง พื้นน้ำนิ่งสนิทจนดูเหมือนกระจกบานยักษ์ ทันใดนั้น เงาของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นข้างกายนางในน้ำเงาสะท้อนนั้น เป็นบุรุษร่างสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีเข้มทว่าแฝงความสง่างามที่ไม่อาจปกปิดได้
“เจ้ากล้าดียิ่งนักที่บุกเข้ามาในเขตอุทยานหลวงในยามวิกาล”
เสียงนั้นเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยกระแสธารของความอ้างว้างที่เยี่ยนซีสัมผัสได้ถึงกระดูกสันหลัง นางค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มในชุดฉลองพระองค์ลำลอง ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีทว่ากลับหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อมองสบตานาง เขาคือฮ่องเต้เฟยหลง ผู้ที่ถูกขังอยู่ในกรงทองที่เรียกว่าอำนาจ
“หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อบุกรุกเพคะ ฝ่าบาท” เยี่ยนซีคุกเข่าลง แววตาของนางนิ่งสงบ ไม่มีความหวาดกลัวเช่นนางกำนัลทั่วไป “หม่อมฉันมาเพื่อเตือน ว่าในจวนเสนาบดีหยาง... มีศพที่ ‘ไม่ควรอยู่’ กำลังรอการชันสูตรอยู่เพคะ”
เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้ามาใกล้จนนางได้กลิ่นหอมของไม้กฤษณาจางๆ “เจ้าเป็นใครกันแน่? กล้าเอาชีวิตตัวเองมาเดิมพันเพื่อบอกความลับนี้กับข้า... เหตุผลของเจ้าคืออะไร?”
เยี่ยนซีเงยหน้าขึ้น สบสายตากับฮ่องเต้ตรงๆ เป็นครั้งแรก “หม่อมฉันต้องการล้างมลทินให้ตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ... ซึ่งความลับนั้น ถูกเก็บไว้ในรอยสักบนคอของอัครมหาเสนาบดีหยางที่ฝ่าบาทกำลังตามหาอยู่”
บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นขึ้นทันที ฮ่องเต้เฟยหลงโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความกระหายในอำนาจที่ถูกกดทับมานาน
“เจ้าคิดว่าการเข้ามาหาข้า จะทำให้เจ้ามีชีวิตรอดออกไปจากวังหลวงแห่งนี้ได้หรือ?” เฟยหลงกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะใบหน้านาง “เสนาบดีหยางมีตาอยู่ทุกตารางนิ้วในวัง... แม้แต่ที่นี่ ก็อาจจะมีคนของเขากำลังจับตาดูเราอยู่”
“ถ้าเช่นนั้น ฝ่าบาทก็ทรงคว้าโอกาสนี้ไว้สิเพคะ” เยี่ยนซีเอ่ยเสียงเบาทว่าหนักแน่น “เพราะคืนนี้... ข้าไม่ได้มาคนเดียว”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์นับสิบก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งคู่ พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบไปทั่วบริเวณอุทยานหลวง แสงไฟนั้นไม่ได้มาจากองครักษ์ของฝ่าบาท แต่เป็นกองกำลังทหารรักษาการณ์ของจวนเสนาบดีที่บุกรุกเข้ามากลางดึก
เฟยหลงเบิกตากว้าง หันไปมองที่มาของเสียงด้วยโทสะ “พวกมันกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เยี่ยนซีคว้าข้อมือของฮ่องเต้ไว้แน่น พลางกระซิบสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินต้องนิ่งค้างไป
“ฝ่าบาท... คนที่สั่งการให้ทหารบุกเข้ามาจับกุมพระองค์ในคืนนี้ ไม่ใช่เสนาบดีหยาง... แต่เป็นคนที่ฝ่าบาทไว้ใจที่สุดในใต้หล้า... คนที่อยู่ข้างกายพระองค์มาตลอดสิบปี... ท่านลุงของหม่อมฉันเองเพคะ!”
ความเย็นวาบแล่นผ่านร่างของฮ่องเต้เฟยหลง เมื่อเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปิดล้อมอุทยานหลวงไว้ทุกด้าน!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางเข้าสู่บัลลังก์เลือดไปกับหลิวเยี่ยนซีครับ
หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 2
เงาสะท้อนใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!