หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 30

ประกาศิตสวรรค์

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“พี่หญิง... เจ้าลืมข้าไปแล้วหรือ” ประโยคคำถามที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากภูตพรายดังขึ้นในความทรงจำของข้า ราวกับเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงลงบนรอยแผลเก่าแก่ที่ยังไม่เคยสมานสนิท ทว่าในวินาทีนี้ ข้าไม่มีเวลาให้ความอาลัยอาวรณ์กับอดีตที่หวนคืนมาในรูปแบบของศัตรูหัวใจ หรือความลับที่ถูกฝังกลบ ภายในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ อากาศดูเหมือนจะเบาบางจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลกลับให้ความรู้สึกเหมือนควันไฟที่กำลังจะแผดเผาบัลลังก์ ข้า—หลิวเยี่ยนซี—ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังม่านไข่มุก สายตามองผ่านช่องว่างของม่านไปยังเบื้องล่าง ที่นั่น... อัครมหาเสนาบดีหยางกำลังยืนตระหง่าน หลังตรงดั่งต้นสนที่ไม่อาจโน้มเอียง ใบหน้าแก่ชราที่เรียบเฉยนั้นแฝงไปด้วยความทะนงตนอย่างถึงที่สุด ราวกับเขากำลังถือเข็มทิศแห่งชะตากรรมของแผ่นดินไว้ในกำมือ “ฝ่าบาท ทรงไตร่ตรองให้ดีเถิด” เสียงทุ้มแหบพร่าของหยางดังขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับ “การกล่าวหาขุนนางระดับสูงโดยไร้หลักฐานประจักษ์... สิ่งนี้มิใช่สิ่งที่โอรสแห่งสวรรค์พึงกระทำ” ฮ่องเต้เฟยหลงประทับอยู่บนบัลลังก์ทอง ท่าทางของพระองค์ดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด พระหัตถ์ที่วางอยู่บนพนักพิงไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย แต่แววตาคู่นั้น... ข้าที่ติดตามพระองค์มานานย่อมรู้ดีว่า มันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่จะโถมกระหน่ำ “หลักฐานหรือ?” เฟยหลงตรัสถาม เสียงกังวานดุจระฆังเงิน “ท่านอัครมหาเสนาบดี ท่านรับใช้ตระกูลข้ามาสามรัชกาล ท่านลืมไปแล้วหรือว่าอำนาจที่ท่านถือครองอยู่นี้ ใครเป็นผู้พระราชทานให้” “ข้าพเจ้ามิเคยลืม” หยางก้มหัวลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “หากแต่สิ่งที่แผ่นดินต้องการคือผู้ที่มีความสามารถในการประคับประคอง ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่หลงมัวเมาในสตรีจนลืมหน้าที่ของตน” ข้ากำชายกระโปรงแน่น ความแค้นที่ฝังลึกในใจสั่นระริก การที่เขาเรียกข้าว่าสตรีที่ทำให้ฮ่องเต้หลงมัวเมานั้น ข้าพอจะทำใจยอมรับได้ แต่การที่เขากล้าสบประมาทชายที่ข้าทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้อง... นั่นคือสิ่งที่ข้าไม่อาจให้อภัย “เฉินเหว่ย!” เฟยหลงรับสั่งก้อง ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว เขาคือคนที่ข้าส่งตัวไปสืบเรื่องราวในค่ายทหารชายแดนมาตลอดหลายเดือน เฉินเหว่ยคุกเข่าลง แบมือออก เผยให้เห็นตราประทับสีเลือดที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ “นี่คือตราบัญชาการกองทัพลับที่ท่านอัครมหาเสนาบดีใช้เคลื่อนกำลังพลโดยมิได้ผ่านพระราชโองการในช่วงสามปีที่ผ่านมา!” เสียงของเฉินเหว่ยดังก้องไปทั่วท้องพระโรง บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที ขุนนางคนอื่นๆ เริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก สายตาหลายคู่เหลือบมองอัครมหาเสนาบดีหยางที่ยังคงนิ่งเฉยราวกับหินผา ทว่าข้าสังเกตเห็นนิ้วมือของเขาที่ขยับยิกๆ อยู่ในแขนเสื้อ... เขากำลังส่งสัญญาณ “ตราปลอม!” หยางตวาด เสียงของเขามีอำนาจดึงดูดความสนใจจากทุกคนได้เสมอ “ฝ่าบาท ทรงถูกคนพาลใส่ร้ายป้ายสี! สตรีหลังม่านผู้นั้น... นางคือผู้บงการใช่หรือไม่!” เฟยหลงลุกขึ้นยืนกะทันหัน เงาดำของพระองค์ทาบทับลงบนร่างของหยาง พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยท่วงท่าที่ดุดันเหมือนราชสีห์ที่ละทิ้งความอดทน “ข้ามิได้จะตัดสินท่านด้วยเรื่องกองทัพเพียงอย่างเดียว” ฮ่องเต้ตรัสขณะก้าวเดินลงมาเบื้องล่าง ข้าแทบหยุดหายใจเมื่อพระองค์หยุดลงหน้าม่านไข่มุกที่ข้าซ่อนตัวอยู่ “สิ่งที่ข้าจะประกาศในวันนี้... คือความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้เถ้าถ่านของตระกูลหลิว” มือหนาของฮ่องเต้รวบม่านขึ้น เผยให้เห็นข้าที่ยืนอยู่เบื้องหลัง สายตาของหยางเบิกกว้างด้วยความตกใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี “ตระกูลหลิวไม่ได้กบฏ” เฟยหลงประกาศก้อง “พวกเขามีหลักฐานการทุจริตของท่านอยู่ในมือ และนั่นคือเหตุผลที่ตระกูลของพวกเขาต้องถูกสังหารล้างโคตรในคืนนั้น!” ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับถูกสาป หยางหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะที่แฝงด้วยความบ้าคลั่ง “หากท่านกล้าเปิดเผยเช่นนั้น ก็จงเตรียมตัวรับมือกับผลที่ตามมาเถิด! องค์จักรพรรดิผู้เยาว์วัย... ท่านจะไม่มีวันได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้!” เขากระชากกระบี่ที่ซ่อนอยู่ข้างกายออกมา ขุนนางทั้งหลายแตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ทว่าเฟยหลงไม่แม้แต่จะขยับตัว พระองค์จ้องมองหยางด้วยแววตาสมเพช “ท่านคิดหรือว่าข้าจะมาที่นี่โดยไม่มีการเตรียมการ” เฟยหลงตรัสเสียงเย็นเยียบ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังรักษาพระองค์นับร้อยก็ดังขึ้นล้อมรอบท้องพระโรงจากทุกทิศทาง ทว่าไม่ใช่กองกำลังของหยาง... แต่เป็นหน่วยองครักษ์เงาที่ข้าเป็นผู้คัดเลือกด้วยตนเอง! กระบี่ของหยางสั่นระริกอยู่ห่างจากพระพักตร์ของฮ่องเต้เพียงไม่กี่นิ้ว แต่จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเบาดุจลมพัดดังมาจากด้านหลังของข้า! กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยแต่น่าสะพรึงกลัวโชยมาปะทะจมูก “พี่หญิง... ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าเรื่องของท่านกับข้า ยังไม่จบเพียงเท่านี้” เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหูข้า พร้อมกับความเย็นเยียบของคมมีดที่จ่อเข้าที่ลำคอของข้าอย่างแม่นยำ ข้าชะงักงัน... ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่สะท้อนในกระจกเงาด้านข้าง... นางคือคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว... น้องสาวร่วมสาบานที่ข้าเคยรักสุดหัวใจ! เฟยหลงหันกลับมา แววตาของพระองค์เปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่หลังข้า “ปล่อยนางเดี๋ยวนี้... ท่านหญิงเสวี่ย!” ความหวังที่กำลังจะรุ่งอรุณดับวูบลงทันตาเห็น เมื่อศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่นางกำลังกระซิบข้างหูข้าด้วยน้ำเสียงที่ทำลายความเยือกเย็นของข้าจนแตกกระจาย... “แผนของท่านยอดเยี่ยมมาก... แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ใครเป็นคนสอนวิชาการเมืองให้ท่านตั้งแต่ยังเยาว์... หลิวเยี่ยนซี” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%