"หากท่านอัครมหาเสนาบดีหยางกล้าสาบานต่อหน้าสุสานบรรพชนว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยส่งสาส์นลับออกนอกด่านแม้แต่ฉบับเดียว หม่อมฉันก็พร้อมจะก้มหัวยอมรับความพ่ายแพ้ในวันนี้ค่ะ"
คำกล่าวของข้าดังกังวานอยู่ในท้องพระโรงที่เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของนางกำนัลที่ยืนหลบมุมอยู่หลังม่านมุก ข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กร้านโลกของชายแก่เบื้องหน้า ใบหน้าของข้านิ่งเฉยราวกับแผ่นน้ำแข็ง แต่ในใจกลับเต้นรัวด้วยจังหวะที่ต้องควบคุมให้เป็นปกติที่สุด
อัครมหาเสนาบดีหยางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและเต็มไปด้วยเลศนัย เขาขยับกายเล็กน้อย กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลรอบตัวเขาไม่อาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่ข้าสัมผัสได้จากแผนการอันโสมมของเขา
"พระสนมหลิว... ท่านกล่าวหาผู้อื่นลอยๆ เช่นนี้ ช่างไม่สมกับที่เป็นธิดาของตระกูลขุนนางผู้ทรงเกียรติเลยนะพะยะค่ะ" เขาเอ่ยช้าๆ ทว่าเน้นย้ำทุกคำ "การเมืองมิใช่การละเล่นขายของ ท่านกำลังเล่นกับไฟ และไฟมักจะเผาไหม้ผู้ที่ถือมันก่อนเสมอ"
ฮ่องเต้เฟยหลงที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ขยับพระวรกาย มือที่กุมหัวเข่าแน่นจนเห็นเส้นเลือดบ่งบอกถึงความอดกลั้น พระองค์สบตากับข้าเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นสื่อถึงความเจ็บปวดและแผนการที่กำลังจะพังทลายลงหากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่ทว่าในวินาทีนั้นเอง ขันทีเฒ่าคนสนิทของหยางก็ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงด้วยสีหน้าแตกตื่น ใบหน้าเขาซีดเผือดราวกับคนตาย
"ใต้เท้า... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ! กองกำลังชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือล้อมด่านชายแดนเหลียนโจวเอาไว้ได้แล้ว พวกมันสังหารเจ้าเมืองและเผาคลังเสบียงจนวอดวาย!"
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที อัครมหาเสนาบดีหยางหันมามองข้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของผู้ชนะ แต่เป็นสายตาของคนที่เป็นหมากในเกมของใครบางคนอีกที
ข้าขมวดคิ้วแน่น ชายแดนเหลียนโจวถูกส่งข่าวว่าปกติดีมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม เหตุใดจู่ๆ ถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น? หรือว่า... *มันคือกลอุบาย*
"เหลียนโจวคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากที่นั่นแตก เมืองหลวงจะตกอยู่ในอันตราย" ฮ่องเต้เฟยหลงตรัสเสียงต่ำ "ท่านอัครมหาเสนาบดี ในฐานะผู้คุมกฎกระทรวงกลาโหม ท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร"
"ฝ่าบาท... กระหม่อมจะรีบส่งแม่ทัพใหญ่หลินไปคุมสถานการณ์โดยด่วนพะยะค่ะ" หยางรีบกราบทูล แต่ข้าสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขา—เขากำลังดีใจที่จะได้ส่งคนของเขาออกไปจากเมืองหลวง เพื่อรวมกำลังทหารเข้าไว้กับตัว หรืออาจจะเพื่อเหตุผลอื่นที่เลวร้ายยิ่งกว่า
"ไม่ได้นะเพคะ" ข้าเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของเหล่าขุนนางที่อยู่ข้างฝ่ายหยาง "แม่ทัพหลินคือกำลังหลักในการปกป้องพระราชวัง หากส่งเขาไป ข้าศึกที่แท้จริงอาจจะไม่ได้อยู่ที่ชายแดน แต่อยู่ภายในกำแพงพระนครแห่งนี้ต่างหาก"
หยางหันขวับมามองข้า "ท่านสนมหลิว ท่านกำลังจะกล่าวหาว่าเกิดกบฏในเมืองหลวงหรืออย่างไร? คำพูดของท่านมีโทษถึงประหารชีวิตนะ!"
"หากคำพูดข้าเป็นความจริง โทษประหารก็คงคุ้มค่ากับการรักษาแผ่นดินของฝ่าบาทไว้เพคะ" ข้าก้าวเดินไปข้างหน้า สบตาเขาอย่างไม่ลดละ ในใจข้าตระหนักได้ทันทีว่าข่าวชายแดนนี้คือกุญแจดอกสุดท้ายที่เขาใช้เปิดประตูเพื่อกระชากหน้ากากของฮ่องเต้ให้ขาดสะบั้น
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศจะปะทะกันไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารรักษาวังก็ดังขึ้นจากหน้าประตูท้องพระโรง ประตูไม้บานยักษ์ถูกผลักออกพร้อมกับแม่ทัพหลินที่ควรจะอยู่ที่ค่ายทหาร กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับทหารในชุดเกราะครบมือ ทว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่กองกำลังของหยาง... แต่เป็นหน่วยองครักษ์เงาที่ควรจะรับคำสั่งจากฮ่องเต้เท่านั้น
เฟยหลงลุกขึ้นจากบัลลังก์ สายตาของพระองค์เปลี่ยนไปจากความกังวลเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งที่พร้อมจะกัดกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า
หยางเริ่มเหงื่อซึมที่หน้าผาก "แม่ทัพหลิน... นี่มันเรื่องอะไรกัน? เหตุใดจึงนำกำลังเข้ามาในนี้โดยไม่มีพระบรมราชโองการ!"
แม่ทัพหลินไม่ตอบ เขาเพียงแค่คุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้ แล้วชักดาบเล่มหนึ่งออกมาวางที่พื้น บนคมดาบนั้นมีรอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท
"ฝ่าบาท" แม่ทัพหลินเอ่ยเสียงเรียบ "ศพของสายลับที่ส่งข่าวเรื่องชายแดนเหลียนโจวถูกพบแล้วพะยะค่ะ ไม่ใช่คนของเผ่าเร่ร่อน... แต่เป็นนักฆ่าในสังกัดของท่านอัครมหาเสนาบดีหยาง ที่พยายามจะสร้างสถานการณ์ลวงเพื่อดึงทหารหลักออกไปจากเมืองหลวง"
ความหวาดกลัวเริ่มฉายชัดในแววตาของหยาง เขาหันมองไปรอบๆ ท้องพระโรง ขุนนางที่เคยหนุนหลังเขาเริ่มถอยห่างออกไปทีละก้าว
ข้ายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หัวใจเต้นเป็นจังหวะแห่งชัยชนะ ทว่าความรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่างก็วาบขึ้นในอก หากหยางไม่ได้เป็นคนสั่งการเรื่องนี้ แล้วใครกันที่เป็นคนกำจัดสายลับของเขาตัดหน้าไป? และเหตุใดข่าวเรื่องชายแดนถึงเป็นเรื่องจริง แต่คนที่เป็นผู้บงการกลับไม่ใช่หยาง...
ในวินาทีที่ข้ากำลังจะเอ่ยถามความกระจ่าง แสงไฟในท้องพระโรงกลับวูบไหวและดับลงกะทันหัน พร้อมกับกลิ่นดินปืนที่อบอวลไปทั่วห้องโถง เสียงกรีดร้องของนางกำนัลดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ตามมาด้วยเสียงคมดาบปะทะกันอย่างดุเดือด
"ฝ่าบาท! หมอบลงพะยะค่ะ!" เสียงแม่ทัพหลินคำรามสั่ง
เมื่อแสงไฟกลับมาสว่างอีกครั้ง ข้าแทบหยุดหายใจ ร่างของหยางล้มลงจมกองเลือดอยู่กับพื้น ทว่าเขายังมีลมหายใจเพียงแผ่วเบา และที่ข้างกายเขานั้น... ปรากฏบุรุษชุดดำในหน้ากากเงินผู้หนึ่งกำลังถือตราประทับมังกรของฮ่องเต้ไว้ในมือ พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ข้าตัวเย็นวาบไปทั้งร่าง
บุรุษในหน้ากากหันมามองข้า สายตาคู่นั้นคุ้นเคยอย่างประหลาด ก่อนที่เขาจะกระซิบคำที่ทำให้โลกของข้าพังทลายลงในพริบตา "ถึงเวลาชำระแค้นให้ตระกูลหลิวแล้ว... พี่สาว"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งความบีบคั้นไปกับเยี่ยนซีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 13
เสียงเพรียกจากชายแดน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!