“หยดหมึกนี้... เหมือนเลือดที่แห้งกรังบนนิ้วมือของข้าในคืนนั้นเหลือเกิน”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงอักษร หลิวเยี่ยนซีวางพู่กันในมือลง จ้องมองตัวอักษร ‘อาญา’ ที่เพิ่งเขียนเสร็จด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความเย็นเยียบจากปลายเท้าค่อยๆ คืบคลานขึ้นมาเกาะกุมหัวใจ คำพูดของชายปริศนาเมื่อคืนยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทอย่างไม่ยอมเลือนหาย *‘คนที่ฆ่าพ่อเจ้า... คือคนเดียวกับที่อยู่เคียงข้างเจ้าในยามนี้’*
นางหันมอง ‘ฮ่องเต้เฟยหลง’ ที่กำลังทอดพระเนตรแผนที่มณฑลทางเหนือด้วยท่าทีเคร่งขรึม พระหัตถ์ของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบคู่นั้น... ที่นางเคยเชื่อมั่นว่าคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวงอันโสมม ยามนี้กลับกลายเป็นกระจกเงาที่สะท้อนความหวาดระแวงของนางเอง
“เยี่ยนซี เจ้าเป็นอะไรไป?” เฟยหลงหันมาถาม เสียงทุ้มต่ำของเขาอ่อนโยนเสมอ แต่ในนาทีนี้ นางกลับรู้สึกถึงความเหินห่างที่มองไม่เห็น
“หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... ยิ่งเราเดินเข้าใกล้ความจริงเท่าไหร่ หนทางข้างหน้ากลับยิ่งมืดมิดลงเท่านั้นเพคะ” นางขยับยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตายังคงความเยือกเย็น “ฝ่าบาททรงแน่พระทัยแล้วหรือเพคะ ว่าการล้มอัครมหาเสนาบดีหยางในครั้งนี้ คือทางออกที่ดีที่สุดจริงๆ?”
เฟยหลงก้าวเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นๆ รดลงที่ข้างขมับของนาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง “หากข้าไม่ทำเช่นนั้น บัลลังก์นี้ก็เป็นเพียงเก้าอี้ไม้ที่รอวันถูกเผาทำลาย เจ้าเองก็รู้ดีว่าตาเฒ่าหยางกระหายอำนาจเพียงใด”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและจังหวะการเดินที่มั่นคงดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทรงอักษร บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็นกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ประตูปรากฏร่างของอัครมหาเสนาบดีหยาง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูอย่างไรก็ไม่ต่างจากคมมีดที่ซ่อนอยู่ในผ้าแพร
“ขออภัยที่รบกวนเวลาอันมีค่าของฝ่าบาทและใต้เท้าหลิวพะยะค่ะ” เสนาบดีหยางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ทว่าสายตากลับกวาดมองไปทั่วห้องราวกับกำลังล่าเหยื่อ “แต่ดูเหมือนจดหมายลับฉบับหนึ่งจากหัวเมืองตะวันตกที่ข้าได้รับมา จะมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘ต้นตอ’ ของการคอร์รัปชันในวังหลวง... ซึ่งดูเหมือนจะพุ่งตรงมายังห้องนี้”
หัวใจของเยี่ยนซีเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางขยับกายไปบังโต๊ะทรงอักษรโดยไม่รู้ตัว มือเรียวบางกำกระโปรงแน่นจนสั่น
“ท่านเสนาบดีดูจะขยันหาข่าวสารมากกว่างานในกรมราชทัณฑ์เสียอีกนะ” เฟยหลงตอบกลับด้วยสุรเสียงราบเรียบ ทว่าทรงยืนขวางหน้าเสนาบดีหยางไว้ด้วยท่วงท่าของนักรบที่พร้อมจะชักกระบี่ทุกเมื่อ
“งานในกรมราชทัณฑ์ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ” หยางก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาหรี่ลงจ้องมองเยี่ยนซี “เพียงแต่ข้าอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดลูกสาวของคนทรยศที่ตายไปแล้ว จึงยังได้รับความไว้วางใจให้มาอยู่ใกล้ชิดฝ่าบาทถึงเพียงนี้... หรือว่านางกำลังสืบทอด ‘งาน’ ที่พ่อของนางทำไม่สำเร็จกันแน่?”
ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เยี่ยนซีรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า นางจ้องตอบสายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของชายตรงหน้าอย่างไม่ลดละ “ใต้เท้าหยาง... การใส่ร้ายผู้ตายเป็นวิธีเดียวที่ท่านเหลืออยู่แล้วหรือเพคะ? ท่านกลัวสิ่งใดกันแน่? กลัวว่าความจริงที่ซ่อนอยู่ในจดหมายฉบับนั้น จะไม่ใช่สิ่งที่ท่านกุเรื่องขึ้นมาเพื่อกำจัดคนอื่น แต่เป็นสิ่งที่กำลังจะเปิดโปง ‘ความโสมม’ ของท่านเอง”
เสนาบดีหยางหัวเราะร่าในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเย็นเยียบ “ดี... ช่างเป็นวาจาที่คมคายสมกับเป็นบุตรสาวของจิ้นกง แต่น่าเสียดาย... ที่ความฉลาดมักจะทำร้ายตัวเอง”
เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้เฟยหลงมากขึ้น ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำที่ทำให้เยี่ยนซีตัวเย็นวาบไปทั้งร่าง “ฝ่าบาท... พระองค์ทรงแน่พระทัยแล้วหรือพะยะค่ะ ว่า ‘คนที่อยู่ข้างพระองค์’ ในคืนที่เกิดเหตุสังหารตระกูลหลิว... เป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ?”
เฟยหลงชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ทว่าเยี่ยนซีที่สังเกตเห็นกลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระชากออกจากอก นางมองไปที่พระหัตถ์ของฮ่องเต้ที่สั่นน้อยๆ อย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
“ท่านต้องการจะพูดอะไรกันแน่!” เฟยหลงตวาดลั่น
“ข้าเพียงแค่จะบอกว่า...” เสนาบดีหยางยื่นมือไปหยิบแผ่นกระดาษบนโต๊ะทรงอักษรขึ้นมาถือไว้ “จดหมายฉบับที่เจ้ากำลังตามหาอยู่นี้... ไม่ได้อยู่ในมือข้า แต่กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าขุนนางทั้งสภาในวันพรุ่งนี้... และสิ่งที่อยู่ในนั้น จะทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู... และสิ่งที่ฝ่าบาททรงรักที่สุด จะกลายเป็นสิ่งที่ทำลายพระองค์จนย่อยยับ”
ก่อนที่เฟยหลงจะได้คว้ากระดาษแผ่นนั้นคืน ร่างของเสนาบดีหยางก็ถอยห่างออกมาพร้อมรอยยิ้มอาบยาพิษ เขาโค้งคำนับแล้วหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ
เยี่ยนซีทรุดลงกับเก้าอี้ นางมองหน้าเฟยหลงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... ความสงสัยที่เคยมีอยู่ลึกๆ กำลังก่อตัวเป็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ในจังหวะที่นางกำลังจะเอ่ยปากถาม มือของเฟยหลงก็คว้าข้อมือนางไว้แน่น
“เยี่ยนซี... เจ้าเชื่อข้าใช่ไหม?”
ในนาทีนั้น นางเห็นแววตาของเขา... ไม่ใช่แววตาของคนรัก แต่มันคือแววตาของคนที่กำลังโกหกตัวเอง และซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นไว้ข้างหลัง...
เสียงฝีเท้าขององครักษ์ประจำพระองค์ดังขึ้นหน้าห้อง “ฝ่าบาทพะยะค่ะ! พบร่างของคนสนิทของใต้เท้าหลิวถูกสังหารที่ประตูวัง... พร้อมกับพบจดหมายฉบับนี้ในมือของเขาพะยะค่ะ!”
หลิวเยี่ยนซีเบิกตากว้างเมื่อเห็นจดหมายที่เปื้อนเลือดถูกนำเข้ามาวางเบื้องหน้า... แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหยุดเต้น สิ่งที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจ คือตราประทับบนจดหมายนั้น... เป็นตราประทับส่วนพระองค์ของฮ่องเต้เฟยหลง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันของพายุลูกใหญ่นี้ไปพร้อมกับเยี่ยนซีนะคะ
หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 10
พายุที่ก่อตัว
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!