กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศยามดึกไม่ได้ทำให้มือของข้าสั่นไหว แม้ศพของนางกำนัลผู้นี้จะนอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้า ทว่าดวงตาของข้ากลับจับจ้องไปที่ปลายกระบี่ของเฟยหลงที่สั่นระริกด้วยแรงโทสะ
“คนของหยางอี้... ส่งมาเพื่อปิดปากพยานคนสุดท้ายก่อนที่แผนการล้มล้างตระกูลเยี่ยนซีจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาใช่หรือไม่เพคะ?” ข้าเอ่ยถาม เสียงของข้าเรียบนิ่งจนน่ากลัว ในยามที่ความตายอยู่ใกล้เพียงเอื้อม ความกลัวดูจะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับสตรีที่แบกรับความแค้นของคนทั้งตระกูลไว้บนบ่า
เฟยหลงหันมามองข้า แววตาของเขามีทั้งความเจ็บปวดและความเด็ดเดี่ยว “เยี่ยนซี... หากคืนนี้ข้าไม่ลงมือจัดการอำนาจมืดนี้ให้สิ้นซาก วันพรุ่งนี้เช้า ชื่อของเจ้าจะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ฐานกบฏ และข้า... จะกลายเป็นฮ่องเต้ที่ไร้แผ่นดินปกครอง”
เขากระชับกระบี่ในมือแน่น ก่อนจะหันไปทางประตูไม้แกะสลักที่ปิดสนิท เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารองครักษ์นับสิบชีวิตดังขึ้นด้านนอก ตำหนักส่วนพระองค์ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิที่ไม่มีที่ให้ถอยกลับอีกแล้ว
ข้าเดินเข้าไปใกล้เขา กลิ่นหอมจางๆ จากกายของข้าอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พอจะปลอบประโลมบุรุษผู้นี้ได้ในยามสงคราม “ฝ่าบาทเพคะ ในมือข้ามีบันทึกที่ท่านพ่อทิ้งไว้ก่อนลมหายใจสุดท้าย มันไม่ใช่แค่หลักฐานความบริสุทธิ์ แต่มันคือรายชื่อขุนนางทั้งสภาที่ก้มหัวให้หยางอี้ หากเราเปิดเผยมันในวันนี้ ความชอบธรรมจะกลับมาเป็นของฝ่าบาท”
“แต่เจ้าจะแลกด้วยชีวิต!” เขาตวาดเสียงต่ำ ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากฮ่องเต้ผู้เข้มแข็งนั้นทำให้หัวใจข้ากระตุกวูบ
“ชีวิตข้ามีค่าก็ต่อเมื่อมันได้ทำในสิ่งที่ตระกูลหลิวรอคอยมาตลอดสิบปีเพคะ” ข้าหยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำออกจากอกเสื้อ ส่งให้เขาด้วยมือที่มั่นคง “รีบไปที่ท้องพระโรงเถิดเพคะ ก่อนที่หยางอี้จะชิงประกาศราชโองการปลอมของพระพันปี”
เฟยหลงรับมันไป แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุจพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำศัตรู เขาโน้มตัวลงมาประทับจุมพิตที่หน้าผากข้าแผ่วเบา เป็นจุมพิตแห่งคำสัญญาที่ไร้คำพูด ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ข้าเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าและความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนโชคชะตาไปตลอดกาล
ข้าก้าวออกมาจากมุมมืดของตำหนัก แสงจันทร์สลัวทอดเงาพาดผ่านใบหน้าของข้า ข้าไม่ได้ไปที่ท้องพระโรงตามเขาไป แต่ข้าเดินไปยังห้องเก็บเอกสารลับที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานบัลลังก์ ที่นั่น... คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม และจะเป็นจุดสิ้นสุดของมันเช่นกัน
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังก้องอยู่ในทางเดินแคบๆ ข้าหยุดก้าวเดิน พลางหยิบเข็มพิษที่ซ่อนอยู่ในมวยผมออกมาเตรียมไว้ หัวใจของข้าเต้นรัวดุจกลองรบ ทว่าสติกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งใด
“เจ้ามาได้เร็วกว่าที่ข้าคิดนะ... หลานสาวผู้ทรยศ”
เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นจากเงามืด อัครมหาเสนาบดีหยางก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว มือของเขากำดาบที่ชุ่มไปด้วยโลหะเย็นเฉียบ ข้าแค่นยิ้มออกมาโดยไม่เกรงกลัว สายตาของข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภของเขา
“ท่านเข้าใจผิดแล้วท่านเสนาบดี สิ่งที่ท่านเรียกมันว่าการทรยศ แท้จริงแล้วคือการชำระประวัติศาสตร์ต่างหาก” ข้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ความลังเล “วันนี้ โลหิตของท่านจะต้องเปรอะเปื้อนแผ่นดินนี้ เพื่อไถ่บาปให้ดวงวิญญาณที่ท่านพรากไป!”
ข้าพุ่งตัวเข้าหาเขาในจังหวะที่เขาไม่ทันตั้งตัว ความแค้นสิบปีผลักดันให้เรี่ยวแรงของข้ามีดั่งผู้มีวรยุทธ์ ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ดาบของเขากำลังจะฟันลงมายังหัวไหล่ข้า ประตูไม้ที่ปิดตายอยู่นานกลับพังครืนลงมาด้วยแรงกระแทกจากภายนอก
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในความมืด รูปร่างที่คุ้นตาและกลิ่นอายที่ข้าจำได้แม่นยำ แต่มันไม่ใช่เฟยหลง... คนผู้นี้คือชายหนุ่มที่ข้าคิดว่าสิ้นชีพไปในสงครามชายแดนเมื่อห้าปีก่อน พี่ชายของข้า—เยี่ยนหลิน!
เขายืนอยู่ตรงนั้น ในชุดเกราะทหารองครักษ์ที่เปื้อนฝุ่นดิน มือถือจดหมายปิดผนึกด้วยตราประทับสีเลือดที่ข้าจำได้ดีว่ามันคือตราประจำองค์รัชทายาทที่ถูกเนรเทศ “ท่านเสนาบดี... บัญชีเลือดของตระกูลเยี่ยนซี ถึงเวลาต้องชำระเสียที”
เยี่ยนหลินขยับดาบในมือ แววตาของเขาไร้ซึ่งความปราณี เช่นเดียวกับหยางอี้ที่เบิกตากว้างด้วยความตระหนกสุดขีด ขณะที่ความลับที่ว่า ‘รัชทายาทตัวจริง’ ยังไม่ตาย กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าข้าในวินาทีนี้!
หวังว่าเนื้อหาในตอนนี้จะถูกใจและทำให้ทุกท่านลุ้นไปกับชะตากรรมของเยี่ยนซีนะคะ!
หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 37
ชำระประวัติศาสตร์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร: บัลลังก์เลือดใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!