“ถ้าคุณจะเอาโทนสีมัสตาร์ดมาตัดกับผนังปูนเปลือยขัดมันแบบนี้ ฉันแนะนำให้ไปเปิดร้านขายส้มตำอินดี้ดีกว่าค่ะคุณสถาปนิก ไม่ใช่คอนโดหรูราคาแปดหลัก”
น้ำเสียงหวานใสแต่วาจาเชือดเฉือนของพราวพิรุณดังขึ้นทันทีที่ประตูกระจกห้องประชุมปิดลง ร่างเพรียวในชุดสูทเข้ารูปสีเบจกอดอกมองร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาของเธอพราวระยับด้วยความท้าทาย ไม่มีความเกรงกลัวต่อรัศมีเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขาแม้แต่น้อย
ภูผายังคงนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพพิมพ์เขียวบนโต๊ะยาว เขายกกาแฟดำขึ้นจิบช้าๆ ราวกับเสียงบ่นเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวัน ก่อนจะวางแก้วกระทบโต๊ะเบาๆ จนเกิดเสียงดัง *ทึบ*
“ถ้าคุณเปิดใจแล้วถอดแว่นกรองอคติออกสักนิด คุณจะเห็นว่าสีมัสตาร์ดเฉดนั้นมันช่วยเบรกความดิบกระด้างของปูนเปลือยได้อย่างลงตัว” ภูผาเอ่ยด้วยน้ำเซื่องซึมแต่เจือความเย้ยหยันในที “แต่ก็นั่นแหละ... สำหรับมัณฑนากรที่ยึดติดกับเรฟเฟอเรนซ์ในพินเทอเรสต์ คงยากที่จะเข้าใจคำว่า ‘ศิลปะที่มีฟังก์ชัน’ ล่ะนะ”
“นี่คุณ!” พราวพิรุณตบโต๊ะเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ “อย่ามาดูถูกรสนิยมของฉันนะ! ฉันจบออกแบบภายในจากอังกฤษมานะคะ ไม่ได้เรียนมาจากคอร์สออนไลน์สามวันเจ็ดวัน!”
“แล้วผมก็จบสถาปัตยกรรมจากสถาบันที่เขาไม่รับคนความอดทนต่ำเข้ามาเรียนด้วยเหมือนกัน” ภูผาย้อนกลับทันควัน นัยน์ตาคมปลาบมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทางนิ่งสงบ แต่มันคือการบลัฟที่เจ็บแสบที่สุดในสามโลก
บรรยากาศในห้องประชุมเครียดขมึงจนแทบจะจุดไฟติด กรณ์ที่นั่งอยู่มุมห้องรีบยกมือขึ้นเป็นปางห้ามญาติ พร้อมส่งยิ้มแห้งๆ มาให้
“ใจเย็นๆ ครับ… เอ๊ย ใจเย็นๆ ค่ะคุณพราว คุณภูผา เรามาประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ได้มาแข่งกันประกวดฝีปากนะคะ” กรณ์เกือบหลุดปากใช้สรรพนามผิดแต่แก้ตัวได้ทันเวลาเมื่อเห็นสายตาดุๆ ของเพื่อนสนิทส่งมาเตือน
พราวพิรุณแค่นหัวเราะในลำคอ เธอดึงแท็บเล็ตในมือมากดสไลด์ภาพตัวอย่างการตกแต่งภายในที่เธอร่างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ โยนไปหยุดตรงหน้าเขาแบบไม่เกรงใจ “ดูซะ! นี่คือแบบที่ฉันทำ และบอกไว้ก่อนเลยว่าฉันไม่ยอมเปลี่ยนผนังปูนเปลือยให้กลายเป็นสีเหลืองอุบาทว์นั่นเด็ดขาด!”
ภูผาก้มมองแท็บเล็ตบนโต๊ะ นิ้วเรียหายาวเลื่อนดูภาพสไลด์แต่ละหน้าอย่างพิจารณา แม้เขาจะปากแข็งและชอบกวนประสาทเธอแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... รสนิยมของยัยตัวแสบคนนี้เฉียบคมและไร้ที่ติ พื้นที่ใช้สอยถูกจัดสรรอย่างชาญฉลาด การเล่นแสงและเงาผสานกับวัสดุธรรมชาติทำให้ห้องดูอบอุ่นแต่หรูหรา
แต่ติดตรงที่... ทิฐิของเขาค้ำคออยู่!
“ก็สวยดี... ในแง่ของความจำเจ” สถาปนิกหนุ่มแกล้งวิจารณ์เสียงเรียบ ทั้งที่ในใจเริ่มหวั่นไหวกับความสามารถของเธอ “ไม่มีอะไรโดดเด่น ไร้จิตวิญญาณ เหมือนห้องตัวอย่างในคอนโดทั่วไปที่ก๊อปปี้กันมา”
“คุณว่ายังไงนะ?!” พราวพิรุณผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือทั้งสองข้างทาบลงบนขอบโต๊ะโน้มตัวเข้าไปใกล้เขา ดวงตาจ้องมองด้วยความเดือดดาล ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้กันจนเกินระยะปลอดภัย “ถ้าคิดว่าเก่งนัก ก็เชิญรื้อแล้วทำเองคนเดียวเลยค่ะ! ฉันจะไม่ยุ่งกับโปรเจกต์นี้อีกต่อไป!”
เธอสะบัดหน้าเตรียมหันหลังเดินออกจากห้องประชุมด้วยความคับแค้นใจ ทว่า... มือหนากลับคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว
แรงดึงทำให้ร่างบางเสียหลักเซถลาล้มลงไปนั่งตักแกร่งของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว!
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ ลมหายใจของทั้งคู่ปะทะกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น พราวพิรุณเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เมื่อตระหนักว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่บนตักของสถาปนิกปากร้ายอย่างแนบชิด
ภูผาเองก็ชะงักไปชั่วครู่ กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้ป่าจากตัวเธอลอยเข้าจมูกปลุกเร้าประสาทสัมผัสทุกส่วน แววตาคมกริบที่เคยเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำและสั่นไหวเล็กน้อย มือหนายังคงกุมข้อมือเธอไว้หลวมๆ ไม่ยอมปล่อย
“ปล่อยฉันนะ...” พราวพิรุณเอמהเสียงสั่น พยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่คนตัวโตกลับกระชับอ้อมแขนเข้าที่เอวบางโดยไม่รู้ตัว ทำให้เธอยิ่งแนบชิดกับอกแกร่งมากขึ้นไปอีก
“ใครบอกให้คุณหนีล่ะครับ... มัณฑนากรปากเก่ง” เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นไม่ได้เย็นชาเหมือนเคย แต่กลับเจือความพร่าพร่าและแววตาเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาสติของเธอเตลิดไปไกล
ก่อนที่พราวพิรุณจะได้อ้าปากด่ากลับ ประตูกันเสียงของห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาอย่างไร้มารยาท!
“เฮ้ย ภูผา! เอกสารที่ขอ... อุ๊ย!”
เสียงทุ้มของบุคคลมาใหม่หยุดชะงักกึกทันที เมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบกำลังโอบกอดมัณฑนากรสาวสวยไว้บนตักท่ามกลางบรรยากาศสุดวาบหวาม
พราวพิรุณหน้าแดงซ่านด้วยความอาย รีบผลักอกแกร่งแล้วลุกพรวดขึ้นยืนทันที สองมือจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความลนลาน ขณะที่ภูผายังคงนั่งนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดที่ถูกขัดจังหวะ
และเมื่อคนมาใหม่ก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาเต็มตัว พราวพิรุณก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อพบว่าแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นอดีตคนรักเก่าที่เธอพยายามหนีหน้ามาตลอดหลายปี!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมฟินไปด้วยกันนะคะ เอมเมอรัลด์อายส์
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 2
พิมพ์เขียวกับจานสีที่เข้ากันไม่ได้
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!