สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 14

คู่แข่งหัวใสปรากฏตัว

ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
กลิ่นอายความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศในร้านกาแฟดีไซน์มินิมอลแถบอารีย์ ดูจะไร้ความหมายไปถนัดตา เมื่อเทียบกับอุณหภูมิความอึดอัดที่พุ่งสูงปรี๊ดจนแทบหายใจไม่ออกในวินาทีนี้ พราวพิรุณเบิกตาโพลง หัวใจที่เมื่อครู่ยังเต้นรัวเป็นจังหวะแซมบ้าด้วยความเขินอายจากระยะประชิดกับสถาปนิกหนุ่มหน้าตาย กลับดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ส้นรองเท้าบูทหนังกลับใต้โต๊ะจิกเกร็งกับพื้นราวกับต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว หญิงสาวตรงหน้าเธอในเวลานี้... สวยเฉี่ยวและดูแพงระยับในชุดสูทเข้ารูปสีกรมท่า เรือนผมยาวสลวยถูกรวบตึงเป็นหางม้าอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าเรียวรูปไข่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสุภาพแต่ทรงพลัง รอยยิ้มที่มุมปากถูกส่งมาให้ภูผาอย่างมีความหมาย เป็นรอยยิ้มแบบที่คน "เคยสนิทกันมาก" เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ใช้ "สวัสดีค่ะ ภูผา ไม่เจอกันนานเลยนะ... ดูเปลี่ยนไปเยอะเลยนี่คะ ตั้งแต่เราไม่ได้คุยกัน" เสียงหวานใสเอ่ยทักทายขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลงได้อย่างราบคาบ มาริสา ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมราคาแพงโชยแตะจมูก พราวพิรุณแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน สมองอันปราดเปรียวของมัณฑนากรสาวประมวลผลสถานการณ์ในหัวด้วยความเร็วสูง แฟนเก่า? ใช่ผู้หญิงคนเดียวกับที่กรณ์เคยหลุดปากเล่าให้ฟังหรือเปล่าคนที่หอบโปรเจกต์โกอินเตอร์แล้วทิ้งภูผาไปเมื่อสองปีก่อนนะ ทว่าปฏิกิริยาของเจ้าของชื่อกลับทำให้พราวพิรุณต้องแปลกใจยิ่งกว่า ภูผายังคงนั่งนิ่งเป็นหินแกะสลัก ใบหล่อเหลาไร้ระลอกคลื่นความรู้สึก ดวงตาคมกริบมองผู้มาใหม่ด้วยความเรียบเฉยราดรดน้ำเย็นจัดลงบนความกระตือรือร้นของอีกฝ่าย เขาสอดมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์อย่างไม่ยี่หั่น น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเรียบสนิทจนน่ากลัว "ถ้ามาคุยเรื่องงาน เชิญติดต่อทางอีเมลออฟฟิศครับ แต่ถ้ามาทักทายเฉยๆ... คิดว่าเราไม่ได้สนิทกันพอจะรื้อฟื้นความหลังอะไรขนาดนั้นนะ" โอโห... คำพูดเชือดเฉือนแบบไม่ต้องลับมีดฉบับสถาปนิกปากร้ายทำงานทันที พราวพิรุณแอบยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่งอย่างสะใจ ความรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ ในอกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้ปนทึ่งในความใจร้ายของพ่อหนุ่มหน้าตายคนนี้เบาๆ แต่มาริสามีหรือจะสะเทือน หญิงสาวหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างคนเหนือกว่า เธอยืนเท้าแขนกับขอบโต๊ะ โน้มตัวเข้ามาใกล้ภูผาเล็กน้อย สายตาทอดมองชายหนุ่มด้วยความอาลัยอาวรณ์ที่แสร้งทำขึ้นมาอย่างแนบเนียน "พี่ยังใจร้ายเหมือนเดิมเลยนะคะภูผา... แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถึงได้ทำให้ลืมไม่ลงสักที พอนึกถึงตอนที่เราเคยช่วยกันวาดฝันเรื่องบริษัทสถาปัตยกรรม... ตอนนี้รันกลับมาไทยถาวรแล้ว และรันก็คิดว่า... เราน่าจะกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ในจุดที่เราเคยค้างคาไว้" เพล้ง! เหมือนมีกระจกใสแตกละเอียดอยู่ในอกพราวพิรุณ... เดี๋ยวนะคะ เริ่มต้นใหม่? ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาขอผู้ชายคืนดีต่อหน้าคนอื่น หน้าด้านหน้าทนเกินไปแล้วไหมคะคุณ! พราวพิรุณขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างไม่อดทนอีกต่อไป ร่างระหงในชุดเดรสสไตล์โบฮีเมียนก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างภูผากับมาริสาอย่างแนบเนียน ใบหน้าสวยเชิดขึ้น รอยยิ้มการค้าแบบมัณฑนากรสาวผู้กุมเกมถูกงัดออกมาใช้ทันที "ขอโทษนะคะคุณ... พอดีว่าตอนนี้โต๊ะนี้เต็มแล้วค่ะ แล้วก็..." พราวพิรุณแกล้งทำเป็นกวาดสายตามองสำรวจมาริสาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประเมินค่า "เรื่องเริ่มต้นใหม่เนี่ย เกรงว่าจะมาช้าไปหน่อยนะคะ เพราะตอนนี้... พื้นที่ข้างกายคุณภูผาเขาเต็มแล้วค่ะ" ภูผาชะงัก ดวงตาคมกริบหันขวับมามองมัณฑนากรสาวข้างกายทันที ประกายความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาคู่นั้นชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มไม่เพียงแต่ปฏิเสธคำพูดของเธอ แต่เขากลับเลือกที่จะ "ขยี้" มันให้หนักข้อขึ้นไปอีก หมับ! ฝ่ามือหนาเอื้อมมาโอบรอบเอวบางของพราวพิรุณไว้ทันที แรงกระชับที่เอวทำเอาหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หัวใจที่สงบลงไปแล้วกลับมากระหน่ำเต้นโครมครามยิ่งกว่าเดิม ร่างกายแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา "อ๊ะ..." พราวพิรุณอุทานเบาๆ จะหันไปค้อนใส่คนฉวยโอกาส แต่ติดที่มาริสากำลังยืนมองอยู่ ภูผาก้มหน้าลงมาหาเธอเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากแก้มเนียนเพียงคืบเดียว ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างขมับจนขนลุกซู่ น้ำเสียงทุ้มต่ำรื่นusพูดยั่วเย้าดังขึ้นข้างหู ชนิดที่ได้ยินกันแค่สองคน "หึงผมเหรอครับ... ตัวแสบ" "ใครหึงคุณคะ! อย่ามาหลงตัวเองนะภูผา!" พราวพิรุณกระซิบกลับเสียงลอดไรฟัน พยายามดันอกแกร่งออกแต่เจ้ากรรมนายเวรคนนี้กลับเหนียวราวกับตังเม แรงควายสถาปนิกทำเอาเธอขยับไปไหนไม่ได้ มาริสามองภาพนั้นด้วยแววตาร้าวรานและความไม่พอใจที่ปิดไม่มิด รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าสวยเฉี่ยวเริ่มบิดเบี้ยว เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะจ้องมองพราวพิรุณด้วยสายตาเหยียดหยาม "ไม่คิดเลยนะคะว่ารสนิยมของภูผาจะเปลี่ยนไป... จากคนที่เคยชอบอะไรร่วมสมัย เรียบหรู ดูเป็นทางการ กลายมาเป็นเด็กกะโปโลปากจัดคนนี้ไปซะได้" พราวพิรุณแค่นหัวเราะในลำคอ เตรียมจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบชนิดที่อีกฝ่ายต้องเดินกลับบ้านไม่ถูก แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงสักแฮก ภูผาก็ชิงพูดตัดหน้าขึ้นเสียก่อน น้ำเสียงของชายหนุ่มในตอนนี้เย็นเยียบและทรงพลังจนบรรยากาศรอบโต๊ะลดฮวบลงไปถึงจุดเยือกแข็ง "ถึงรสนิยมผมจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน... มันก็เรื่องของผมครับคุณมาริสา" ภูผากระชับวงแขนที่เอวพราวพิรุณให้แน่นขึ้นอีกนิด ปฏิเสธการเว้นระยะห่างอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแฟนเก่า "แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงคนนี้... มีค่ามากกว่าคนที่เคยทิ้งผมไปตอนลำบากเพื่อเงินก้อนโต... ตั้งล้านเท่าครับ" มาริสาหน้าซีดเผือด เธอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อ้าปากพะงาบๆ จะพูดแต่ก็พูดไม่ออกเมื่อเจอสายตาดุดันและคำพูดแทงใจดำของภูผา สถาปนิกหนุ่มไม่ให้โอกาสเธอได้แก้ตัวต่อ เขากระชับมือที่เอวพราวพิรุณแล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบ "พราว... กลับกันครับ อยู่ตรงนี้นานๆ เดี๋ยวอากาศเป็นพิษ ปอดผมจะพังเอา" พราวพิรุณทำได้แค่กะพริบตาปริบๆ สมองประมวลผลไม่ทันกับสเต็ปพลิกเกมแบบรวดเร็วสายฟ้าแลบของพระเอกสายซึน รู้ตัวอีกทีเธอก็ถูกเขาจูงมือเดินเลี่ยงออกจากโต๊ะ โดยมีสายตาเคียดแค้นของมาริสามองตามหลังมาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ลมด้านนอกร้านกาแฟพัดปะทะใบหน้า แต่ความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของพราวพิรุณกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย มือหนาของภูผายังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่นขณะก้าวเดินไปที่ลานจอดรถ ความเงียบโรยตัวระหว่างเขaและเธอชั่วขณะ จนกระทั่งร่างสูงหยุดเดินแล้วหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองเธอเขม็ง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความคุกกคามแบบแปลกๆ ที่ทำเอาพราวพิรุณต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "ปล่อยมือฉันได้แล้วค่ะคุณภูผา... อินกับบทบาทเกินไปแล้วมั้งคะ" พราวพิรุณเชิดหน้าขึ้นกลบเกลื่อนความใจสั่น ทั้งที่หัวใจกำลังเต้นแรงเป็นกลองศึก ภูผาไม่ปล่อย เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับเสาปูนของลานจอดรถ แขนแกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นกั้นขวาซ้าย ขังเธอไว้ในอาณาเขตของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างแนบแน่น ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ปลายจมูก น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยร่องรอยความเจ้าเล่ห์ที่พราวพิรุณไม่เคยเห็นมาก่อน "เมื่อกี้... พูดว่าอะไรนะ?" "พูด... พูดอะไรคะ หลบไปเลยนะ ฉันจะกลับบ้าน" พราวพิรุณหลบสายตา หัวใจรัวเร็วจนกลัวว่ามันจะทะลุออกมานอกอก "ก็ไอ้ประโยคที่บอกว่า..." ภูผาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูของเธอ เสียงทุ้มพร่ากระซิบแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำจนสติของเธอแทบกระเจิง "พื้นที่ข้างกายผม... เต็มแล้ว... หมายความว่ายังไงครับ หืม? คนปากเก่ง" พราวพิรุณเบิกตากว้าง หูอื้ออึงไปหมดเมื่อโดนย้อนคำพูดของตัวเองเข้าเต็มเปัก ปากเจ้ากรรมดันไปพลั้งเผลอพูดออกไปตอนหน้ามืดตามัวเพื่อช่วยกู้หน้าให้เขาแท้ๆ ใครจะไปรู้ว่าตาบ้านี่จะเก็บบันทึกทุกเม็ดแถมเอามาตอกกลับในระยะประชิดแบบนี้เล่า! "ฉัน... ฉันก็แค่พูดตามสถานการณ์ต่างหากเล่า! ปล่อยนะ!" หญิงสาวหน้าแดงแจ๋ พยายามดันอกแกร่งออกแต่ก็ไร้ผล ภูผาไม่ยอมขยับ เขายิ่งโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม ปลายจมูกโด่งเกือบจะแตะเข้ากับแก้มเนียนแฃ้ว ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่ซ่อนไว้ไม่อยู่ "สถานการณ์เหรอ..." เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำชิดริมฝีปากเธอ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏบนมุมปากหยัก "งั้นต่อจากนี้... เลิกพูดเล่น แล้วเปลี่ยนมาพูดเรื่องจริงกันดีกว่า..." พราวพิรุณกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ไม่ถึงเซนติเมตร... - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความซึนของพี่ภูผากับน้องพราวด้วยนะคะ!
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%