เสียงเคาะประตูด้านนอกรัวเป็นจังหวะกระชั้นชิดราวกับจะพังเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนโ닉โหยวกเหยวกของกรณ์ที่ทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ จนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
“ไอ้ภู! มึงตายรึยังวะ เปิดประตู! หรือว่าช็อกคาอกมัณฑนากรสาวคนสวยไปแล้ววะเพื่อน!”
พราวพิรุณสะดุ้งสุดตัว หัวใจดวงน้อยกระโจนขึ้นมาตีรัวอยู่แถวลำคอ เธอดันแผงอกกว้างของสถาปนิกหนุ่มออกเต็มแรง ใบหน้าสวยเฉี่ยวแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างบางถอยกรูดไปชิดมุมเตียงราวกับกลัวว่าอณูอากาศรอบตัวจะลุกเป็นไฟ ดวงตากลมโตตวัดมองคนตัวโตด้วยแววตาคาดโทษผสมความเขินอายที่พยายามกลบเกลื่อนสุดฤทธิ์
ในขณะที่ภูผากัดฟันกรอดจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบฉายแววฆ่าฟันอย่างชัดเจน หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ กรณ์คงพรุนเป็นรังผึ้งไปนานแล้ว มือหนาเสยผมลวกๆ อย่างหงุดหงิดระคนหัวเสียที่ช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะหน้าตาเฉย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความกรุ่นโกรธ ก่อนจะหันมามองคนตัวเล็กที่นั่งกอดอกพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
“แต่งตัวซะ... เดี๋ยวฉันออกไปจัดการไอ้ตัวมารคราบเพื่อนสนิทนั่นก่อน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเรียบเฉย ทว่าแฝงรังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านไปทั่วห้อง
ภูผาหมุนตัวเดินดุ่มๆ ไปเปิดประตูห้องนอนด้วยสีหน้าถมึงทึง พร้อมจะหยิบคัตเตอร์ปากกาปักหัวคนมาเป็นทุนเดิม ทิ้งให้พราวพิรุณได้แต่นั่งหายใจไม่ทั่วท้องอยู่บนเตียง ความอึดอัดระลอกใหม่พวยพุ่งขึ้นมาแทนที่ความวาบหวามเมื่อคืน ความเงียบงันยามเช้าช่างน่ากระอักกระอ่วนเสียยิ่งกว่าการนั่งเคลียร์แบบกับลูกบ้านเรื่องมากเสียอีก
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เสียงโวยวายของกรณ์ก็เงียบกริบลงราวกับถูกกดสวิตช์ น่าจะเป็นเพราะรังสีอำมหิตของภูผาที่แผ่ออกมาจนเพื่อนรักต้องยอมหุบปากฉับ พราวพิรุณสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนด้วยท่าทีมาดมั่นตามแบบฉบับมัณฑนากรสาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสถานการณ์ใดๆ
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ ภูผายืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ครัวด้วยใบหน้าเรียบตึงเป็นเอกลักษณ์ บนโต๊ะอาหารมีกาแฟดริปส่งกลิ่นหอมกรุ่นและแซนด์วิชโฮลวีตอบร้อนๆ วางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยไร้เงาของตัวป่วนอย่างกรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าคงโดนสายตาพิฆาตไล่ตะเพิดกลับห้องของตัวเองไปตามระเบียบ
“ยืนบื้อทำไมล่ะ มากินกาแฟซะ เดี๋ยวสมองจะไม่แล่นแล้วงานจะพัง”
น้ำเสียงห้วนๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักหนานั้น ฟังดูห่างเหินและเย็นชาเป็นปกติ แต่พราวพิรุณกลับสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ แก้วกาแฟตรงหน้าเธอใส่น้ำตาลสองก้อนพอดิบพอดี ทั้งๆที่ภูผารู้ดีว่าเธอไม่ชอบดื่มกาแฟดำรสขมจัด และแซนด์วิชชิ้นนั้นก็ไม่มีมะเขือเทศที่เธอเกลียดเป็นทุนเดิม
มัณฑนากรสาวกะพริบตาปริบๆ ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลวนอยู่ในอก ผู้ชายปากร้ายคนนี้เนี่ยนะ... คนที่เมื่อคืนเกือบจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัวด้วยสายตาเร่าร้อน แต่วันนี้กลับมาทำฟอร์มตีสีหน้าขรึมใส่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังแอบใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้อีก
“มองอะไร หน้าฉันมีรอยกระสุนจากเพื่อนรักนายติดอยู่รึไง” พราวพิรุณเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่กำลังตีตื้นขึ้นมา
ภูผาชำเลืองมองเธอด้วยหางตา ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “เปล่า... แค่รำคาญเสียงเธอยังไม่ทันตื่นก็ทำปากเก่งแล้ว”
“ปากเก่งแล้วมันทำไมคะ หรือติดใจบรรยากาศเมื่อคืนจนไม่อยากตื่นมารับความจริงกันแน่ สถาปนิกหน้าตาย” พราวพิรุณย้อนกลับทันควัน ดวงตากลมโตทอประกายระยิบระยับด้วยความท้าทาย เธอแกล้งเดินเข้าไปประชิดตัวเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาวลอยวนอยู่ปลายจมูกโด่งเป็นสันของคนตัวสูง
ภูผานิ่งง็งันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบก้มลงมองคนตัวเล็กกว่าที่กล้าหาญชาญชัยเข้ามาลูบคมเขาถึงถิ่น แผงอกกว้างไหวสะกิดเล็กน้อย สัญชาตญาณนักล่าในตัวพยายามกดข่มอารมณ์บางอย่างที่กำลังพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง มือหนาวางแก้วกาแฟลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง “กริ๊บ” ก่อนจะก้าวถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ทว่าแววตาที่มองเธอนั้นกลับไม่ได้เย็นชาอย่างที่ปากพูด
“อย่ามาเล่นกับไฟน่าพราว... เธอก็รู้ว่าเธอกำลังเล่นอยู่กับอะไร”
“ใครเล่นคะ ฉันพูดความจริงต่างหาก” เธอยังคงลอยหน้าลอยตาเถียงกลับอย่างไม่ลดละ แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกเมื่อเห็นระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเรื่อยๆ จากแรงกดดันที่เจ้าตัวจงใจปล่อยออกมา
บรรยากาศยามเช้าที่ควรจะเงียบงันและอึดอัด กลับถูกแทนที่ด้วยคลื่นความร้อนระอุที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ระหว่างคนทั้งสอง ความซึนเดระของภูผาช่างเป็นพิษภัยต่อหัวใจของมัณฑนากรสาวเสียเหลือเกิน เขามักจะแสดงออกด้วยความเย็นชาและวาจาเชือดเฉือน แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
ทว่า... ในจังหวะที่ภูผากำลังจะโน้มใบหน้าลงมาเพื่อปิดปากช่างเจรจานั้น เสียงกริ่งหน้าห้องพักก็ดังขึ้นแทรกกลางบรรยากาศสีชมพู่อันตรายอีกครั้ง
*ติ๊ง... ต่อง!*
ไม่ใช่เสียงกวนประสาทของกรณ์ในยามวิกาล แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนระบบดิจิตอลล็อกอินพร้อมกับประตูห้องที่ถูกเปิดผางเข้ามาด้วยคีย์การ์ดสำรองอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างและแฟ้มเอกสารในมือ ก่อนจะหยุดชะงักกึกเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งยืนประชิดตัวมัณฑนากรสาวในระยะประชิดติดเคาน์เตอร์ครัว
“อุ๊ย... ฉันมาขัดจังหวะอะไรสำคัญรึเปล่าเนี่ย พอดีผู้บริหารระดับสูงฝากเอกสารด่วนมาให้...”
พราวพิรุณเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เมื่อหันไปสบตากับผู้มาใหม่ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความเขินอายเมื่อครู่ กลับดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเมื่อรู้ว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความฟินปนอลวนของคู่กัดคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - เอมเมอรัลด์อายส์
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 13
รุ่งอรุณแห่งความเงียบงัน
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!