“ถ้าคุณยังเอาแต่มองแปลนบ้านด้วยสายตาว่างเปล่าแบบนั้น ต่อให้เป็นสถาปนิกเทวดามาจุติใหม่ งานมู้ดแอนด์โทนร้านกาแฟร้านนี้ก็ไม่มีวันเสร็จหรอกค่ะคุณภูผา”
น้ำเสียงจิกกัดของพราวพิรุณดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในไซต์งานที่ยังสร้างไม่เสร็จ หญิงสาวสะบัดหน้ามามองคนตัวสูงที่ยืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือยอยู่อีกฝั่ง ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องเขม็งไปที่ภูผาที่ยังคงนิ่งขรึม ราวกับรูปปั้นหินที่ไม่มีความรู้สึก
“ที่งานไม่เดิน เพราะมัณฑนากรชอบใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปในฟังก์ชันที่ผมออกแบบไว้ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
ภูผาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบมองผ่านกรอบแว่นสายตามาที่พราวพิรุณด้วยความเย็นชาที่เขาแกล้งทำขึ้นเพื่อปกปิดความปั่นป่วนในใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน
“ฟังก์ชันที่ว่าน่ะ มันเชยไปตั้งแต่ยุคคุณพ่อคุณยังหนุ่มแล้วค่ะ” พราวพิรุณสวนกลับทันควัน เธอวางม้วนกระดาษแปลนลงบนโต๊ะไม้ชั่วคราวอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะก้าวเท้าฉับๆ ไปที่บันไดไม้ชั่วคราวเพื่อจะขึ้นไปดูจุดติดตั้งไฟฝ้าด้านบน “ถ้าไม่รีบปรับ ก็รอเจ๊งได้เลยนะคะ!”
“พราว! อย่าเพิ่งขึ้นไป บันไดตรงนั้นยังไม่ยึด!”
เสียงทุ้มที่ปกติจะนิ่งเรียบกลับตวาดลั่นด้วยความร้อนรน แต่คำเตือนของภูผาก็มาถึงช้าเกินไป
วินาทีที่เท้าของพราวพิรุณเหยียบลงบนขั้นบันไดไม้แผ่นที่สาม ความผิดพลาดก็เกิดขึ้น เมื่อคานไม้ใต้บันไดไม่ได้ถูกยึดให้แน่นหนาอย่างที่ควรจะเป็น เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นพร้อมกับร่างกายของหญิงสาวที่เสียหลักวูบลงไปข้างหลัง
ทุกอย่างดูเหมือนจะเคลื่อนที่ช้าลงในสายตาของภูผา ความสมบูรณ์แบบที่เขาพยายามรักษาไว้พังทลายลงในวินาทีที่เขาสปริงตัวพุ่งเข้าไปหาคนตัวเล็ก ร่างกายของเขารับน้ำหนักของพราวพิรุณไว้ได้ทันก่อนที่แผ่นหลังของเธอจะกระแทกกับพื้นคอนกรีตดิบๆ
ลมหายใจของทั้งคู่หอบถี่ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของพราวพิรุณปะทะเข้ากับกลิ่นสะอาดๆ ของสบู่อาบน้ำและเครื่องหนังจากตัวภูผา ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตรจนลมหายใจอุ่นร้อนรดกันและกัน
ดวงตาของพราวพิรุณเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือบางเผลอกำเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มไว้แน่น หัวใจของเธอเต้นรัวแรงราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก ไม่ใช่เพราะความกลัวจากการตกบันได แต่เป็นเพราะสายตาคมกริบที่ปกติมักจะเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววร้อนแรงและสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ระวัง” เสียงของภูผาแหบพร่าและสั่นน้อยๆ ไม่ใช่น้ำเสียงดุอย่างทุกที แต่มันคือความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด
“ฉัน… ฉันแค่จะไปเช็กจุดไฟ…” พราวพิรุณตะกุกตะกัก พยายามจะเบือนหน้าหนีจากระยะประชิดที่ทำเอาหัวใจเธอแทบหยุดเต้น
ภูผากระชับอ้อมแขนที่โอบเอวเธอไว้แน่นขึ้นอีกนิด เขาก้มหน้าลงต่ำจนปลายจมูกเกือบสัมผัสกับข้างแก้มใสของหญิงสาว ความเย็นชาที่เขาเคยใช้เป็นเกราะกำบังแตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยว “ถ้าคุณเป็นอะไรไป งานที่ค้างอยู่ใครจะรับผิดชอบ… หรือต่อให้ไม่มีงาน ผมก็ไม่อยากเห็นคุณเจ็บตัว”
คำพูดกึ่งซึนกึ่งสารภาพนั้นทำให้คนฟังนิ่งงัน พราวพิรุณเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอสั่นระริก เคมีบางอย่างที่ทั้งสองพยายามผลักไสมาตลอดกำลังทำงานอย่างบ้าคลั่งจนบรรยากาศรอบข้างร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม
“คุณเป็นห่วงฉันเหรอ?” พราวพิรุณถามเสียงแผ่ว เป็นครั้งแรกที่เธอไม่คิดจะปากเก่งใส่เขา
ภูผาไม่ตอบ แต่สายตาของเขากลับเลื่อนลงมามองริมฝีปากบางที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า ระยะห่างที่ใกล้เกินไปทำให้อุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะร่าของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาจากหน้าประตูไซต์งาน
“เฮ้ย! ภู! พรุ่งนี้ต้องเข้าไปคุยกับลูกค้าเรื่อง… โอ๊ะ! ขอโทษครับ... ผมว่าผมมาช้าไป หรือว่าผมควรจะมาเร็วกว่านี้ดีวะ?”
กรณ์หยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู อ้าปากค้างมองภาพสถาปนิกหนุ่มหน้าตายที่กำลังโอบกอดมัณฑนากรสาวไว้ในอ้อมแขนกลางห้องก่อสร้างด้วยสายตาวิบวับ
ภูผารีบผลักตัวพราวพิรุณออกทันทีด้วยท่าทางเก้งก้างผิดวิสัย เขากระแอมไอแก้เก้อพร้อมจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบขึ้นสีแดงจัดจนสังเกตได้ชัด ส่วนพราวพิรุณได้แต่ยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำ พยายามปรับจังหวะหายใจที่เต้นรัวไม่เป็นท่า
ภูผาหันไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิท “แกมาทำไมตอนนี้ไอ้กรณ์!”
“อ้าว ก็เห็นพวกแกดู... กำลังให้ความช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิดเกินพิกัด เลยนึกว่างานออกแบบจะเปลี่ยนเป็นออกแบบ 'อนาคต' ร่วมกันแทนซะแล้ว!” กรณ์ยักคิ้วกวนประสาท ก่อนจะกวาดสายตามองทั้งคู่ที่ดูมีพิรุธจนน่าสงสัย
พราวพิรุณก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปสบตาคนข้างๆ ที่กำลังยืนตัวเกร็งอยู่ข้างกาย เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์เมื่อครู่มันทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ให้มากกว่าแค่ความตกใจ
ภูผาขยับแว่นสายตา พยายามรวบรวมสมาธิที่กระเจิงไปหมดกลับมาอีกครั้ง เขาหันมามองพราวพิรุณด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งกร้าวลงจนแทบจำไม่ได้
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน... พราว คุณกลับไปพักเถอะ ส่วนเรื่องแบบ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง”
พราวพิรุณเงยหน้ามองเขา แววตาของภูผาในตอนนี้มันไม่ใช่คนปากร้ายที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป แต่มันเป็นแววตาของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะไม่ให้ความลับในใจเปิดเผยออกมา
ทว่า ในขณะที่พราวพิรุณกำลังจะก้าวเดินออกไป ภูผาก็คว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ เพียงชั่ววูบ ก่อนจะกระซิบข้างหูเธอด้วยเสียงที่เบาจนได้ยินกันแค่สองคน
“คืนนี้... อย่าลืมเช็กข้อความในไลน์ด้วยนะครับ มีเรื่องที่ผม ‘ลืม’ พูดไปตอนที่เรารอดตายมาด้วยกัน”
เอมเมอรัลด์อายส์ขอขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามที่มีให้กันเสมอนะคะ
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 8
อุบัติเหตุตักเตือนหัวใจ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!