"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนหุ่นยนต์ปูนปั้นอยู่ตรงนั้น ฉันจะถือว่าคุณสละสิทธิ์เลือกหินอ่อน แล้วเราจะใช้แกรนิตดำเกรดโหลปูพื้นล็อบบี้โรงแรมแทนนะคะคุณสถาปนิก"
พราวพิรุณพ่นคำพูดรัวเร็วใส่ร่างสูงที่ยังคงยืนพิงกรอบประตูห้องนอนของเธอด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ รอยยิ้มมุมปากของภูผายังคงทำหน้าที่บั่นทอนสติสัมปชัญญะของเธอได้ดีเยี่ยมเหมือนเคย ทว่ามัณฑนากรสาวอย่างเธอไม่มีวันยอมเสียฟอร์มให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เด็ดขาด แม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเต้นผิดจังหวะไปหลายริกเตอร์ตั้งแต่ตอนที่เขาเคาะกระจกเรียกตอนตีห้าครึ่งก็ตาม
เหตุการณ์เมื่อคืนยังวนเวียนอยู่ในสมอง หลังจากที่เธอตั้งสติได้และเปิดม่านต้อนรับความหน้ามึนของเขา ภูผาก็ยื่นตั๋วรถและแผนการเดินทางฉบับสมบูรณ์แบบใส่หน้าเธอ พร้อมประกาศิตเสียงเข้มว่า *"ตื่น เจ็ดโมงล้อหมุน ถ้าช้า... ผมจะหักค่าออกแบบคุณครึ่งหนึ่ง"* นึกแล้วมันก็น่าเอาค้อนทุบตึกฟาดหัวนักสถาปนิกจอมเผด็จการคนนี้นัก
"ปากเก่งไม่เปลี่ยน..." ภูผาไหวไหล่เบาๆ ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงราวกับสวิตช์ไฟ ปรอยผมสีเข้มที่ตกลงมาเคลจบ่าทำให้เขาดูดิบเถื่อนและอันตรายต่อหัวใจเธอน้อยเสียที่ไหน "เช็คสัมภาระของคุณเองให้ดีก็แล้วกัน รถผมไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะมาคอยตามเก็บของตกหล่น"
"เชอะ! ระดับพราวพิรุณเตรียมพร้อมยิ่งกว่าหน่วยสواتค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก!"
รถยนต์เอสยูวีคันหรูสีดำสนิททะยานออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง บรรยากาศภายในห้องโดยสารอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงกระแทกทางความคิด ภูผาขับรถด้วยมือเดียวอย่างคล่องแคล่ว แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนยามที่เขาหมุนพวงมาลัย ส่วนพราวพิรุณก็นั่งกอดอกมองวิวข้างทาง พยายามเบนความสนใจจากกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกทุกครั้งที่รถเลี้ยวโค้ง
"มองอะไรนักหนา หน้าผมมีรอยหินอ่อนติดอยู่หรือไง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่ดวงตาคมกริบยังคงมองตรงไปข้างหน้า
"เปล่าค่ะ ฉันแค่กำลังคิดว่า... หินอ่อนลาย 'คาราร่า' ที่เรากำลังจะไปเลือกเนี่ย ถ้าเอามาปูอ่างอาบน้ำให้คุณ คงเข้ากับความเย่อหยิ่งของคุณดีนะ เย็นชาและไร้ชีวิตชีวา" พราวพิรุณสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสองข้างพราวระยับด้วยความท้าทาย
ภูผาแค่นหัวเราะในลำคอ หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่โกดังเก็บหินธรรมชาติขนาดใหญ่กลางหุบเขาในจังหวัดสระบุรี "ปากดีแบบนี้ ระวังจะไม่มีแรงเดินเลือกหินนะคะคุณมัณฑนากร"
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ความร้อนระอุของอากาศภาคกลางก็ปะทะเข้ากับผิวหน้า ทว่ามันยังไม่ร้อนแรงเท่ากับบรรยากาศการทำงานของพวกเขาทั้งคู่ โกดังขนาดยักษ์เต็มไปด้วยแผ่นหินอ่อนลวดลายแปลกตาตั้งเรียงรายเป็นตับ ภูผาสวมวิญญาณสถาปนิกผู้เคร่งครัด เดินตรวจเช็กความหนาและเนื้อหินอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผิดกับพราวพิรุณที่เดินวนเวียนใช้มือลูบไล้ผิวสัมผัสเรียบเนียนของหินแต่ละแผ่นด้วยแววตาเป็นประกาย
"อันนี้สวย... ลายเส้นธรรมชาติเหมือนสายฟ้าเลย เหมาะกับผนังไฮไลท์หลังเคาน์เตอร์บาร์มากค่ะภูผา" เธอบอกพร้อมกับหันไปสบตาเขาที่ยืนกอดอกมองอยู่ห่างๆ
"อืม ตาถึงดีนี่" เขาเอ่ยชมสั้นๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ แผ่นหินสีขาวลายเทาขนาดใหญ่กั้นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคน "แต่ถ้าจะเอาแผ่นนี้ไปใช้จริง คุณต้องคำนวณน้ำหนักโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ไม่งั้นผนังทรุดแน่... ยัยตัวแสบ"
"ฉันคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วน่า อย่ามาดูถูกสมองของมัณฑนากรจ...อุ๊บ!"
คำพูดของพราวพิรุณขาดหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ รถบรรทุกโฟล์คลิฟท์ที่ขับสวนทางผ่านมาเกิดเบรกกะทันหัน ทำให้กองหินตัวอย่างขนาดเล็กที่วางซ้อนกันใกล้ๆ สั่นไหวและทำท่าจะล้มลงมาทับร่างเธอ!
"ระวัง!"
เสียงตะโกนทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากอย่างรุนแรง ภูผาพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของเธอไว้ได้ทันก่อนที่แผ่นหินจำลองจะร่วงลงมากระแทกพื้น แรงเหวี่ยงทำให้ร่างทั้งสองร่างเซถลาล้มกลิ้งไปหลบหลังกองหินอีกฝั่งอย่างหวุดหวิด
ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หัวใจของพราวพิรุณเต้นโ크กครากราวกับกลองศึก ร่างกายของเธอนอนแนบชิดอยู่บนพื้นคอนกรีต โดยมีร่างสูงใหญ่ของสถาปนิกหนุ่มคร่อมทับเอาไว้เพื่อปกป้องเธอจากเศษหินที่กระเด็นกระดอน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ...
พราวพิรุณเบิกตากว้างเมื่อพบว่าใบหน้าของภูผาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณแก้มสาก ปลายจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านพวงแก้มของเธอไปนิดเดียว ดวงตาคมกริบที่มักจะมองเธอด้วยแววตาดุๆ ในยามปกติ บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกเจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
"คุณ... เจ็บตรงไหนหรือเปล่าพราว" เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด มือหนาที่ยังคงโอบเอวเธออยู่กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พราวพิรุณกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยฉับไวกลับขาวโพลนจนคิดคำพูดจิกกัดไม่ออกสักคำ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมกับกลิ่นฝุ่นจางๆ ทำให้เธอรู้สึกเคลิบเคลิ้มอย่างประหลาด เปลือกตาบางกะพริบปริบๆ หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"มะ... ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็นไร" เธอกระซิบตอบเสียงสั่น พวงแก้มเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ยิ่งสบตากับนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้น ความมั่นใจทั้งหมดก็มลายหายไปสิ้น
ภูผายังคงจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับพูดอย่างเหม่อลอย แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นลึกล้ำและดุดันขึ้นในเสี้ยววินาที ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้บรรยากาศรอบตัวอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้รอบข้างจะมีเสียงคนงานตะโกนโวยวายด้วยความตกใจ แต่โลกทั้งใบของคนทั้งคู่ราวกับหยุดหมุนไปแล้ว
นิ้วเรียวแกร่งของสถาปนิกหนุ่มขยับขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มให้อย่างเบามือสัมผัสที่อ่อนโยนผิดกับบุคลิกเย็นชาทำให้พราวพิรุณถึงกับลมหายใจสะดุด
"ถ้าคุณเป็นอะไรไปจริงๆ ผมคง..." ภูผาพึมพำประโยคหลังเบาหวิว ราวกับกำลังเผลอพูดความในใจออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
พราวพิรุณหลับตาลงอัตโนมัติ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เธอกำเสื้อเชิ้ตตรงอกเขาแน่น เตรียมตัวรับสัมผัสวาบหวามที่กำลังจะเกิดขึ้น
"เฮ้ย! คุณภูผา! คุณพราว! อยู่แถวนี้หรือเปล่าครับ พอดีผมเอาเอกสารใบเสนอราคามาให้เซ็น..."
เสียงตะโกนทุ้มของ 'กรณ์' เพื่อนสนิทและพาร์ทเนอร์ตัวแสบที่เดินดุ่มๆ เข้ามาในโกดัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนลงในพริบตา!
ภูผาชะงักกึก ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความขัดแย้ง พราวพิรุณลืมตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด ทั้งคู่รีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็วจนเกือบหัวคะมำ ภูผาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ กลบเกลื่อนพิรุธสุดฤทธิ์ ส่วนพราวพิรุณรีบหันหลังไปจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เรียบร้อย ใบหน้าร้อนผ่าวแดงก่ำลามไปถึงใบหู
"เอ้า! ทำไมมาหลบอยู่หลังกองหินสภาพนี้ล่ะครับเนี่ย หน้าแดงกันเชียว... หรือว่าแอบมาสวีทกัน?" กรณ์ที่เดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี หรี่ตามองเพื่อนรักสลับกับมัณฑนากรสาวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"เปล่าสักหน่อย!" พราวพิรุณรีบสวนกลับเสียงดังกลบเกลื่อนความพิรุธ หน้าตาตื่น "พอดีหินเกือบหล่นทับต่างหากเล่า ตาบ้ากรณ์นี่!"
ภูผายืนกอดอกตีสีหน้านิ่งสนิทกลบเกลื่อนความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ แต่ดวงตากลับเหลือบมองพราวพิรุณที่ยืนหันหลังให้อย่างมีความหมาย
ก่อนที่สถานการณ์จะชวนอึดอัดไปมากกว่านี้ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของภูผาก็แผדเสียงดังขึ้น ขัดจังหวะการสอบสวนย่อยๆ ของกรณ์
สถาปนิกหนุ่มกดรับสายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าเพียงแค่ฟังเสียงปลายสายได้ไม่กี่ประโยค สีหน้าเคร่งขรึมของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
พราวพิรุณหันกลับมามองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นแววตาของภูผาที่มองตรงมายังเธอ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อาจคาดเดาได้... และมันทำให้ใจเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"เกิดอะไรขึ้นคะภูผา?" เธอนิ่วหน้าถาม
ภูผาลดโทรศัพท์ลง ช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง "คุณต้องกลับกรุงเทพฯ กับผมเดี๋ยวนี้... และเตรียมตัวรับมือกับเรื่องใหญ่ที่สุดในโปรเจกต์นี้"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและจิกหมอนไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 10
ทริปตรวจวัสดุสุดป่วน
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!