กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมผสานกับน้ำหอมกลิ่นวูดดี้ราคาแพงบนตัวผู้ชายสายเนี้ยบคนนี้ มันชวนให้หัวใจของคนมองเต้นผิดจังหวะได้ง่ายๆ ยิ่งในยามที่ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้นิ่งสนิทเหมือนทุกที แต่กลับฉายแววความเยิ้มปร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อันตรายต่อหัวใจ
“คุณเมาแล้วนะภูผา”
พราวพิรุณเอ่ยกลั้วหัวเราะ พยายามขยับตัวถอยหลังหนีแรงโน้มถ่วงประหลาดที่กำลังดึงเธอให้เข้าไปใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ บนโซฟาหนังแท้สีเข้มในห้องนั่งเล่นของสำนักงาน
หลังจากโปรเจกต์ใหญ่ผ่านพ้นไปอย่างไร้รอยต่อ กรณ์เจ้ากรรมก็ดันจัดปาร์ตี้ฉลองย่อมๆ จนสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบและถือคติ ‘100% Control’ เผลอซัดไวน์แดงดีกรีแรงเข้าไปหลายแก้วติดต่อกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่การฟุบหลับแบบคนทั่วไป แต่เป็นสายตาคมปลาบที่มองตรงมาที่เธอด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่ายามปกติ
“ผมไม่ได้เมา”
เสียงทุ้มต่ำพึมพำลอดไรฟัน ภูผาขยับตัวเข้าประชิดอีกนิดจนไหล่กว้างเกือบแนบชิดกับร่างบาง ปลายนิ้วเรียวยาวที่ปกติมักจะจับปากกาเขียนแบบหรือเคาะแป้นพิมพ์อย่างแม่นยำ ตอนนี้กลับเอื้อมมาปัดปอยผมที่ตกลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนของเธอแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและสั่นไหวเล็กน้อยจนเธอเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“สายตาคุณฟ้องว่าเกินลิสต์ไปไกลแล้วค่ะคุณสถาปนิก หลบไปเลยนะ ฉันจะไปเก็บแก้ว” มัณฑนากรสาวเอ่ยกลบเกลื่อนความวูบไหวในอกด้วยน้ำเสียงติดตลก พยายามส่งยิ้มกวนๆ กลบเกลื่อนร่องรอยความประหม่าที่จู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ให้ตายสิ... ปกติเวลาเถียงกัน เธอไม่เคยพลาดท่าให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เลยสักครั้ง แต่วันนี้ทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงทรยศด้วยการเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอกกันนะ
“พราว...”
เสียงเรียกที่ทุ้มต่ำกว่าปกติทำเอาคนฟังถึงกับขนลุกซู่ ภูผาไม่ยอมปล่อยให้เธอขยับหนี เขายกมือขึ้นท้าวกับพนักโซฟาดักทางไว้ทั้งสองข้าง กักขังร่างบางให้อยู่ในอาณัติของเขาโดยสมบูรณ์ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงเป็นน้ำแข็ง บัดนี้กลับมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันช่าง... ทรงพลังและอันตรายต่อความรู้สึกเป็นที่สุด
“อะ...อะไรอีกคะ ถ้าจะพูดเรื่องแบบแปลน ดึกแล้วไม่คุยค่ะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” พราวพิรุณแสร้งทำเป็นเฉไฉ หลบสายตาวาววับคู่นั้นด้วยการมองไปทางอื่น ทว่าปลายนิ้วมืออุ่นจัดที่เอื้อมมาเชยคางเธอให้หันกลับไปสบตา ทำให้เธอต้องชะงัก
ดวงตาสีนิลคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร มันเต็มไปด้วยความอัดอั้นบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้มาLดเคร่งขรึมมานานนับเดือน และในวินาทีที่แอลกอฮอล์ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด กำแพงน้ำแข็งที่ภูผาเพียรสร้างขึ้นมาตลอดก็เริ่มปริร้าว
“ผมไม่ได้อยากคุยเรื่องแบบแปลน...” ภูผากระซิบชิดริมหรี่ตา ลลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นแอลกอฮอล์และผลไม้ป่ารดรินอยู่ใกล้ปลายจมูก จนเธอแทบไม่กล้าขยับตัว “ผมอยากคุยเรื่อง... ความจริง”
“ความ... ความจริงอะไรของคุณคะ?”
“ความจริงที่ว่า... ตั้งแต่แรกที่คุณก้าวเข้ามาในออฟฟิศนี้ ตั้งแต่ที่คุณเถียงผมทุกคำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ...” ภูผาเว้นจังหวะ ดวงตาคู่คมจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามสลักภาพเธอไว้ในความทรงจำให้ลึกที่สุด “รู้ไหมว่ามันทำให้ผม... คลั่งจะตายอยู่แล้ว”
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนจนเงียบกริบ เสียงหัวใจของพราวพิรุณเต้นดังจนน่ากลัว คำพูดนั้น... น้ำเสียงที่จริงจังเกินกว่าจะมาล้อเล่นแบบนั้น... มันไม่ใช่การประชดประชัน ไม่ใช่การปะทะฝีปากตามกิจวัตร แต่มันคือความรู้สึกดิบๆ ที่หลุดออกมาจากส่วนลึกของหัวใจคนซึน
สมองของมัณฑนากรสาวประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความคิดตีกันยุ่งเหยิงไปหมด *นี่เขา... สารภาพรักเหรอ? หรือเพราะฤทธิ์ไวน์แดงกันแน่?*
แต่ทว่า... ด้วยความที่ฟอร์มจัดและกลัวเสียฟอร์มยิ่งกว่าสิ่งใด พราวพิรุณจึงเลือกที่จะหัวเราะกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาเบาๆ แล้วแกล้งทำเป็นตีหน้าซื่อใส่
“โอโห คุณภูผาคะ! นี่ฤทธิ์ไวน์แดงหรือฤทธิ์เดชอะไรเนี่ย ถึงขั้นลงทุนแต่งบทละครมาหยอดมัณฑนากรคู่ปรับเลยเหรอคะเนี่ย มุกนี้ให้สามผ่านเรื่องความพยายามค่ะ แต่เสียใจด้วยนะ ฉันไม่หลงกลคนปากร้ายแถวนี้หรอก”
เธอยิ้มกว้าง ยิ้มแบบที่คิดว่ากวนที่สุดและมั่นใจที่สุด เพื่อปกปิดความจริงที่ว่า หัวใจเธอกำลังเต้นแรงจนแทบจะกระกระเด็นหลุดออกมาอยู่แล้ว
ภูผาชะงักไป ดวงตาที่เคยประกายความหวานล้ำและจริงจังเมื่อครู่ ค่อยๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นความนิ่งงึมระคนผิดหวัง เส้นเอ็นตรงขมับกระตุกวูบเมื่อเห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของหญิงสาวตรงหน้า ความกล้าทั้งหมดที่อุตส่าห์สะสมมานานนับเดือน พังทลายลงในพริบตาเพียงเพราะรอยยิ้มทะเล้นนั่น
ให้ตายสิ... เขาอุตส่าห์ยอมสารภาพความรู้สึกออกไปทั้งที่ปกติหวงแหนฟอร์มยิ่งกว่าชีพ แต่เธอกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นงั้นเหรอ?
“คุณคิดว่าผมล้อเล่นเหรอพราว?” ภูผาเค้นเสียงถาม รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นการกลับโหมดมาเป็นสถาปนิกมาDนิ่งคนเดิมที่เย่อหยิ่งและปากแข็งอย่างรวดเร็ว เพื่อกลบเกลื่อนความเจ็บแปลบในอก
“ก็แหงสิคะ คนอย่างคุณภูผาสถาปนิกผู้ไร้พ่าย จะมาสารภาพรักกับฉันเนี่ยนะ? ฝนคงตกขี้หมูไหลเป็นแน่แท้ค่ะ หรือไม่ก็คุณคงเมาจนเพี้ยนไปแล้วจริงๆ รีบไปดื่มน้ำแก้แบนแล้วนอนซะเถอะค่ะ ฉันเคลียร์โต๊ะเสร็จก็จะกลับละ”
พราวพิรุณรีบเบี่ยงตัวหลบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหนีจากสถานการณ์ชวนใจสั่นนี้ มือบางสั่นระริกขณะหยิบแก้วไวน์บนโต๊ะ เธอไม่อยากอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว เพราะกลัวว่าถ้ามองตาเขานานกว่านี้ ความลับในใจที่เธอพยายามเก็บซ่ายไว้ อาจจะหลุดปากสวนออกไปจริงๆ
แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวเดินหนีไปยังโซนครัว...
“พรุ่งนี้เช้า... ห้ามเบี้ยวนัดตรวจหน้างาน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยไล่หลัง น้ำเสียงเรียบสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ “เพราะถ้าคุณมาสายแม้แต่วินาทีเดียว ผมจะหักเงินเดือนคุณจริงๆ ด้วยฐานไม่ตรงต่อเวลา”
พราวพิรุณชะงักเท้า เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความหมั่นไส้ ต่อให้เขาจะเกือบทำให้ใจเธอละลายเมื่อกี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายกลับมาโหมดจอมเผด็จการเหมือนเดิม!
เธอหมุนตัวกลับมาทำท่าจะอ้าปากเถียงกลับสักยกใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียง...
*กริ๊งงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าสำนักงานดังขึ้นกะทันหัน ขัดจังหวะบรรยากาศตึงเครียดและชวนลุ้นระทึกระหว่างคนทั้งคู่ให้สะดุดลงทันที
ทั้งภูผาและพราวพิรุณหันไปมองหน้าประตูพร้อมกันด้วยความแปลกใจ ดึกป่านนี้แล้ว ใครกัน1005 ที่มาเยือนถึงหน้าออฟฟิศ?
ประตูบานกระจกถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มพาร์ทเนอร์ตัวแสบที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกวนบาทา
“เฮ้ย ภูผา พราว! ยังไม่กลับกันอีกเหรอวะ พอดีกูทำกระเป๋าเอกสารลืมไว้... อุ๊ย! กูมาขัดจังหวะอะไรสวีทหวานอะไรรึเปล่าเนี่ย หน้าตาพวกมึงดู... แปลกๆ นะ” กรณ์ชะงักฝีปากลงทันทีเมื่อกวาดสายตามองบรรยากาศรอบตัวที่อวลไปด้วยกลิ่นอายความ(เกือบจะ)โรแมนติก
พราวพิรุณหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอายปนตกใจ เธอรีบวางแก้วในมือลงแล้วหันไปคว้ากระเป๋าของตัวเอง
“เปล่าสักหน่อย! นายมาก็ดีแล้ว ช่วยอยู่ดูแลเพื่อนสุดที่รักของนายด้วยนะ พอดีเขา... เมาจนเพี้ยนพูดจาเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ฉันกลับก่อนล่ะ!”
พูดจบ มัณฑนากรสาวก็ไม่รอช้า เธอรีบก้าวฉับๆ เดินเลี่ยงผ่านหน้ากรณ์มุ่งตรงไปยังประตูทางออกทันที โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปสบตากับสถาปนิกหนุ่มมาDนิ่งที่ยืนนิ่งสนิทอยู่ตรงโซฟาเลยสักนิด
ภูผา 10005มองตามแผ่นหลังบางที่เดินหนีหายออกไปจากประตู ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน
ให้ตายเถอะ... เกือบจะหลุดปากพูดความจริงออกไปหมดแล้วเชียว!
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ภูผากำลังจะหันมาแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทตัวดีที่เข้ามาขัดจังหวะชีวิตรักของเขา กรณ์กลับหุบยิ้มกวนๆ ลงทันที สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลยับยู่ยี่ให้เขา
“ภูผา... มึงใจเย็นๆ แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่กูจะพูดดีๆ นะวะ” กรณ์เอ่ยเสียงเครียด ดวงตาจริงจังจนน่ากลัว “โปรเจกต์ที่มึงเพิ่งประมูลชนะไปเมื่อวาน... ตอนนี้กำลังมีปัญหาใหญ่แล้วว่ะ”
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและลุ้นไปกับความซึนของพี่ภูผากับยัยพราวในตอนนี้นะคะ! ❤️ (เอมเมอรัลด์อายส์)
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 17
ความจริงที่เกือบหลุดปาก
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!