"คุณกำลังเรียกร้องให้ผมทำลายอาชีพของตัวเองด้วยเศษกระดาษแผ่นเดียวที่ไม่มีแม้แต่ลายนิ้วมือ... คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่านที"
เสียงทุ้มต่ำของรวิศดังลอดผ่านความเงียบงันภายในห้องทำงานอับทึบ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยวนอยู่รอบตัว แสงไฟจากโคมัตตั้งโต๊ะสีส้มสลัวสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของทนายหนุ่มผู้มีแววตานิ่งสนิทดั่งห้วงน้ำลึก บนโต๊ะทำงานไม้สักทองเต็มไปด้วยแฟ้มคดีฆาตกรรมอำพรางที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เอกสารนับร้อยหน้าถูกกองสุมไว้ราวกับภูเขาแห่งความอยุติธรรมที่พร้อมจะถล่มลงมาทับคนทั้งคู่ได้ทุกเมื่อ
นทียืนพิงขอบหน้าต่างที่ปิดสนิท แสงไฟนีออนจากถนนด้านนอกสะท้อนผ่านกระจกเงาสลัวเผยให้เห็นคิ้วหนาที่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม มือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยด้วยความหงุดหงิด ความตึงเครียดระหว่างอดีตนายตำรวจผู้ยึดมั่นในรอยกระสุนและทนายวิญญาณผู้กุมความลับหลังความตาย แผ่ซ่านจนบรรยากาศภายในห้องแทบจะกลายเป็นสุญญากาศ
"มันไม่ใช่แค่เศษกระดาษ รวิศ" นทีหันกลับมาเผชิญหน้า น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่น "มันคือคำสั่งเสียสุดท้าย... คือเสียงกรีดร้องของคนที่ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะยืนยันว่าตัวเองถูกฆ่าตายในศาลยุติธรรมแห่งนี้ กฎหมายอาจบอกว่าพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นศูนย์ แต่วิญญาณตรงนั้น... เขาไม่ได้โกหก"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน ทนายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ถอยหลังเล็กน้อย เสียงขาไม้เสียดสีกับพื้นห้องดังเอี๊ยดอาดบาดหู
"กฎหมายไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ความยุติธรรมกับคนตาย นที" รวิศกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีด "กฎหมายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของคนเป็น ถ้าผมเอาบันทึกคำสารภาพจากวิญญาณเร่ร่อนไปยื่นต่อศาล สิ่งที่ผมจะได้กลับมาไม่ใช่คำพิพากษาลงโทษคนผิด แต่เป็นข้อหาละเมิดอำนาจศาล หรือหนักกว่านั้น... ผมอาจจะกลายเป็นคนบ้าที่ต้องคดีอาญาเสียเอง คุณก็รู้ดีว่าระบบมันทำงานอย่างไร ทำไมคุณถึงยังดึงดันจะใช้ศรัทธามาต่อสู้กับข้อเท็จจริงทางกฎหมายอยู่เรื่อย"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างช้าๆ ของคนทั้งสอง รวิศหลับตาลงชั่วขณะ ปล่อยให้สัมผัสพิเศษที่อยู่ลึกใต้จิตสำนึกทำงาน ร่างโปร่งแสงสีขาวหม่นของเหยื่อในคดีล่าสุดยังคงยืนก้มหน้าอยู่มุมห้อง ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นจ้องมองมาที่เขา ราวกับกำลังรอคอยความหวังสุดท้ายจากชายผู้กุมชะตากรรมของพวกเขาไว้ทั้งเป็นและทั้งตาย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างพวกเขาเดินทางมาถึงทางตัน นทีเชื่อมั่นในความจริงเชิงประจักษ์ แม้เขาจะลาออกจากตำรวจเพราะความเน่าเฟะของระบบ แต่สัญชาตญาณนักสืบก็ยังคงคอยร้องเตือนให้ยึดโยงอยู่กับโลกแห่งความจริง ขณะที่รวิศ... ผู้มองเห็นความจริงที่คนเป็นมองไม่เห็น กลับต้องแบกรับน้ำหนักของความลับและความเจ็บปวดที่ไม่มีใครล่วงรู้
"ถ้าเราเลือกความถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย..." นทีก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน โน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างค้ำขอบโต๊ะ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรวิศ "เราก็จะปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลไปเสวยสุขบนกองเงินกองทอง ขณะที่คนบริสุทธิ์ต้องกลายเป็นผีไร้ญาติขาดมิตรอยู่ในเงามืด... นั่นคือสิ่งที่ทนายวิญญาณอย่างนายต้องการจริงๆ งั้นหรือ รวิศ?"
คำถามนั้นราวกับคมหอกที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจ รวิศชะงักไปชั่ววินาที มือเรียวยาวที่กำลังถือปากกาหมึกซึมหยุดนิ่ง ภาพความทรงจำในวัยเด็กแวบเข้ามาในหัว—ห้องสืบสวนที่มืดทึบ เสียงร้องไห้ของมารดา และร่างที่ไร้วิญญาณของบิดาที่ถูกตราหน้าว่ากระทำความผิดด้วยพยานหลักฐานปลอมๆ ที่ถูกจัดฉากอย่างแนบเนียน
ความถูกต้องตามกฎหมายที่นทีพูดถึง... เคยพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาแล้วครั้งหนึ่ง
รวิศเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันเริ่มสั่นคลอน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงที่ทัดเทียมกันทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขายิ่งคุกรุ่น
"นายกำลังใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินคดีนะ นที" รวิศเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว "ถ้าผมเลือกความจริงของคนตาย ผมต้องเอาหลักฐานชิ้นสุดท้ายนี้ไปเปิดโปงในจุดที่อันตรายที่สุด... จุดที่แม้แต่กฎหมายก็เอื้อมไม่ถึง และนายก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร"
"ฉันรู้" นทีตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "มันหมายถึงการเอาชีวิตของเราไปแขวนไว้บนเส้นด้าย... แต่ถ้านายไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ?"
ก่อนที่รวิศจะได้เอ่ยปากปฏิเสธ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงเคาะสามครั้งตามด้วยจังหวะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าดังขึ้น—สั้น หนักแน่น และเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
รวิศและนทีสบตากันโดยอัตโนมัติ ความขัดแย้งเมื่อครู่ถูกปัดตกไปในพริบตา สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและการเผชิญหน้ากับความเร้นลับทำงานพร้อมกัน รวิศส่งสัญญาณมือให้นทีก้าวถอยไปยืนชิดมุมห้อง ขณะที่ตนเองค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดล็อกลิ้นชักโต๊ะเพื่อหยิบยันต์อาคมและกริชโบราณที่เตรียมไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
"เปิดประตูสิครับ... คุณทนาย"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังลอดผ่านช่องบานประตูเข้ามา น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันที่ทำให้กระดูกสันหลังของรวิศเย็นวาบ
ไม่ใช่เสียงของลูกความ... และไม่ใช่เสียงของวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป
รวิศสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ มือขวาจับด้ามกริชโบราณแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูช้าๆ ขณะที่นธียกปืนพกสั้นขึ้นเตรียมพร้อมในมุมอับสายตา นิ้วชี้แตะไกอย่างระมัดระวัง
รวิศบิดลูกบิดประตูแล้วกระชากเปิดออกอย่างรวดเร็ว
ความมืดมิดที่อยู่นอกห้องไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น อากาศรอบตัวลดฮวบลงจนเกิดเป็นไอสีขาวลอยวนจากริมฝีปาก บนพื้นไม้หน้าห้อง มีซองจดหมายสีดำสนิทวางอยู่เด่นชัด บนซองนั้นประทับตราครั่งสีแดงสดรูปสัญลักษณ์ประหลาด—รูปดวงตาที่ถูกกรีดทับด้วยรอยแผลเป็น
และตัวอักษรลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีแดงเข้มราวกับหยดเลือดใหม่ๆ ปรากฏเด่นหราอยู่บนซอง:
*<พบ... ผู้... ถัด... ไป... แล้ว... ครับ... ทนาย... วิญญาณ>*
ยังไม่ทันที่รวิศจะได้ก้มลงหยิบซองจดหมายปริศนา แสงไฟนีออนทั่วทั้งสำนักงานก็กระพริบถี่รัวสามครั้งก่อนจะดับลงพร้อมกัน ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัวเหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงทำงานอยู่ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูก็ลอยเข้ามาในโสตประสาทของทนายหนุ่ม...
*“คราวนี้... เป็นตากฎหมายของนายบ้างแล้วล่ะครับ... รวิศ”*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด•ตอนที่ 8
หลักฐานชิ้นสุดท้ายในความมืด
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!