นิ้วเรียวยาวของรวิศเคาะลงบนแฟ้มคดีหนังเทียมสีดำอย่างเป็นจังหวะ เสียง "ทึบ... ทึบ..." นั้นดังสะท้อนก้องภายในห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดทึบ แสงไฟนีออนสีขาวนวลส่องกระทบสันแฟ้มเอกสารคดี "ฆาตกรรมไร้ร่องรอย" ที่กองสุมอยู่บนโต๊ะทำงานจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง
บนกระดานไวท์บอร์ดเบื้องหน้า โยงใยด้วยเส้นด้ายสีแดงโยงเชื่อมโยงระหว่างสถานที่เกิดเหตุ รูปถ่ายศพ และบันทึกเวลากลับบ้านของเหยื่อแต่ละราย ทว่าสิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เหล่านั้น คือ "ร่องรอยบางอย่าง" ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มันกำลังส่งกลิ่นเน่าเฟะคละคลุ้งอยู่ในความรู้สึกของเขา
"กลิ่นนี้... มันเริ่มชัดขึ้นทุกทีแล้วสินะครับ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นทีที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบรายงานการชันสูตรพลิกศพรอบที่สามเงยหน้าขึ้นทันที แววตาของอดีตตำรวจหนุ่มฉายแววเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์และตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิตการทำงาน แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประสบการณ์เหนือธรรมชาติที่ได้พบเห็นร่วมกับรวิศเริ่มทำให้กำแพงความเชื่อของเขาสั่นคลอน
"คุณหมายถึงกลิ่นธูปในสำนวนชันสูตรชุดล่าสุดใช่ไหมครับ รวิศ" นทีขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะดันเอกสารแผ่นหนึ่งข้ามโต๊ะมาให้ "หมอชันสูตรบอกว่า ในโพรงจมูกและเนื้อเยื่อปอดของเหยื่อรายที่สาม มีเขม่าคาร์บอนและสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้ในธูปโบราณ... ทั้งที่ในที่เกิดเหตุ ไม่มีร่องรอยของการจุดธูปเลยแม้แต่น้อย"
รวิศรับเอกสารแผ่นนั้นมาพิจารณา ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวหนังสือทุกบรรทัดอย่างละเอียด สัมผัสพิเศษที่หลับใหลอยู่ก้นบึ้งจิตวิญญาณของเขากำลังส่งเสียงเตือนภัย ไอร้อนผ่าวแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายนิ้วที่สัมผัสกระดาษ ราวกับว่าตัวอักษรเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยหมึกพิมพ์ธรรมดา หากแต่ถูกเขียนด้วยความอาฆาตแค้นและพลังงานลึกลับบางอย่าง
"ไม่ใช่แค่ธูปธรรมดาหรอกครับ นที" รวิศเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตนายตำรวจ "มันคือ 'ธูปวิญญาณหลอน'... เครื่องมือไสยเวตชั้นต่ำที่ใช้เศษเสี้ยววิญญาณมนุษย์มาบดผสมกับว่านโพงและผงกระดูกผีตายโหง กลิ่นของมันจะติดตรึงอยู่กับคนที่กำลังจะหมดอายุขัยเท่านั้น และเมื่อใดก็ตามที่กลิ่นนี้ลอยมาแตะจมูก นั่นหมายความว่า... นักไสยเวตผู้นั้นกำลังใช้ความตายของเหยื่อ เป็นสะพานเชื่อมต่อเพื่อดึงพลังงานบางอย่างขึ้นมาจากขุมนรก"
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันทีราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงหลายองศา เครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงหึ่งๆ อยู่มุมห้องกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของทนายหนุ่ม นทีสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขารู้ดีว่าคดีนี้ไม่ใช่แค่การตามล่าฆาตกรต่อเนื่องทั่วไป แต่มันคือสงครามระหว่างความยุติธรรมทางกฎหมาย กับอำนาจมืดนอกรีตที่ไม่อาจใช้กฎหมายบ้านเมืองจัดการได้โดยลำพัง
"ถ้าอย่างนั้น... สิ่งที่เราเจอบนตัวเหยื่อทุกราย ทั้งรอยแผลรูปอักขระโบราณที่ขูดรีดลงบนกระดูก และพลังงานแปลกปลอมที่ทิ้งไว้ ก็คงเป็นฝีมือของ 'ไอ้หมอผี' คนเดียวกันสินะครับ" นทีถามเสียงเครียด มือหนากำหมัดแน่นอยู่บนตัก "เราจะเริ่มแกะรอยจากไหนดี รวิศ? ลำพังแค่บันทึกกล้องวงจรปิดในรัศมีห้ากิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ เราแทบไม่พบอะไรที่ผิดปกติเลย เหมือนกับว่าฆาตกรรายนี้รู้มุมกล้องและรู้วิธีหลบเลี่ยงสายตาผู้คนราวกับไม่ใช่..."
"ราวกับว่ามันไม่ได้เดินดินใช่ไหมครับ" รวิศต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับไหววูบด้วยประกายแห่งความท้าทาย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปยืนชิดหน้าต่างกระจกที่มองลงไปเบื้องล่าง ท้องถนนยามค่ำคืนของมหานครแห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยแสงสีและผู้คนที่เร่งรีบ ทว่าในมุมมองของเขา ความมืดมิดกำลังปกคลุมเมืองนี้หนาแน่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
"ถูกต้องครับ" รวิศหันกลับมามองคู่คิด "ฆาตกรไม่ได้ใช้แค่เล่ห์เหลี่ยมทางกายภาพ แต่มันใช้ 'อาคมสะกดเงา' เพื่ออำพรางตัวตน และที่สำคัญที่สุด... มันไม่ได้ทำคนเดียว"
นทีขมวดคิ้วมุ่น "หมายความว่าอย่างไรครับ? มีคนอื่นร่วมมือด้วยอีกงั้นหรือ?"
"ใช่ครับ" รวิศเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน หยิบปากกาหมึกซึมด้ามโปรดขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ "ลองคิดดูนะครับนที คดีฆาตกรรมสามคดีในรอบหนึ่งเดือน เหยื่อแต่ละคนไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ทั้งฐานะ หน้าที่การงาน หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน... ทุกคนเคยทำคดีความเกี่ยวกับ 'ที่ดินมรดก' หรือ 'ข้อพิพาทตระกูลใหญ่' ที่มีมูลค่ามหาศาล และทนายความที่ดูแลคดีเหล่านั้น... ก็คือสำนักงานกฎหมายคู่แข่งของเราเอง"
คำพูดของรวิศราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจห้อง นทีเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สมองส่วนที่เคยผ่านคดีฆาตกรรมมาโชกโชนเริ่มประติดประต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว "คุณกำลังจะบอกว่า... มีนักไสยเวตระดับสูงหนุนหลังผู้มีอิทธิพลกลุ่มนั้น เพื่อใช้ความตายสร้าง 'อาคมต่อดวงชะตา' แลกกับความมั่งคั่งและอำนาจงั้นหรือครับ?"
"แม่นยำมากครับ" รวิศยิ้มรับด้วยมุมปาก แต่อย่างไรเสียรอยยิ้มนั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่พบเหยื่ออันโอชะ "และถ้าผมเดาไม่ผิด... คืนนี้ กลิ่นธูปนั้นจะไม่ได้ลอยมาแค่ในสำนวนคดีอีกต่อไปแล้วล่ะครับ"
กริ๊งงงงงง!
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานแผדเสียงแหลมสูงขึ้นตัดความเงียบอย่างกะทันหัน ทั้งรวิศและนทีต่างชะงัก นทีส่งสายตาเชิงคำถามมายังทนายหนุ่มผู้เยือกเย็น รวิศพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
"สำนักงานกฎหมายรวิศครับ"
"ท่านทนาย... ช่วยด้วย... ช่วยผมด้วยครับคุณรวิศ!" เสียงปลายสายหอบสะั่นและหวาดกลัวสุดขีด จนแทบจับใจความไม่ได้ "มันมาแล้ว... กลิ่นธูป... กลิ่นธูปมันลอยเข้ามาในห้องนอนผม ทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท... และที่ระเบียง... ที่ระเบียงมีเงาประหลาดกำลัง..."
ตูมมมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากอาคารสำนักงานฝั่งตรงข้าม แรงสั่นสะเทือนทำให้กระจกหน้าต่างห้องทำงานของรวิศแตกร้าวเป็นทางยาว เศษฝุ่นละอองร่วงกราวลงสู่พื้น ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของทนายหนุ่มกระตุกวาบจนแทบหยุดเต้น คือสายโทรศัพท์ที่ตัดขาดลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังลอดเข้ามาในสาย ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจแหบพร่า... และเสียงกระซิบอันเย็นเยียบที่กระซิบผ่านไมโครโฟนเข้ามาตรงๆ
*'พบ... ผู้... ถัด... ไป... แล้ว... ครับ... ทนาย... วิญญาณ'*
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด•ตอนที่ 7
กลิ่นธูปที่ไม่มีที่มา
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!