ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด•ตอนที่ 3

คำให้การหลังความตาย

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กลิ่นอายความชื้นของดินและคราบเขม่าควันธูปยังคงลอยวนอยู่ในห้องทำงานแคบ ๆ แสงสีส้มสลัวจากเปลวเทียนเล่มใหญ่ที่ปักไว้บนกะโหลกศีรษะจำลองส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของรวิศให้เห็นเป็นเงาดำทะมึน ทนายความหนุ่มไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายมานานร่วมชั่วโมง ดวงตาคมกริบจดจ้องไปยังพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้า ซึ่งบัดนี้อากาศบริเวณนั้นกำลังบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นคล้ายผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป "คุณแน่ใจนะว่าวิธีนี้จะไม่ลากพวกเราลงไปในหลุมมรณะด้วย?" เสียงทุ้มต่ำของนทีดังขึ้นทำลายความเงียบ อดีตสารวัตรหนุ่มยืนกอดอกพิงผนังห้อง ดวงตาคมกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวง แม้เขาจะลาออกจากกรมตำรวจเพราะเบื่อหน่ายความเน่าเฟะของระบบ และหันมาเชื่อมั่นในหลักฐานทางกายภาพที่จับต้องได้มากกว่า แต่สถานการณ์ในห้องสี่เหลี่ยมนี้กลับบังคับให้เขาต้องยอมรับว่า มีกฎเกณฑ์บางอย่างบนโลกที่อยู่นอกเหนือตำราสืบสวนสอบสวนของโรงเรียนตำรวจ รวิศยังคงไม่ตอบ เขายกมือซ้ายขึ้น ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกเผยให้เห็นสร้อยประคำกระดูกสัตว์โบราณที่แนบอยู่กับผิวเนื้อ นิ้วเรียวยาวหยิบตลับผงอาถรรพ์สีดำสนิทขึ้นมาเปิดออก กลิ่นฉุนรุนแรงของว่านยาโบราณและสารบางอย่างที่ชวนให้วิงเวียนศีรษะคละคลุ้งขึ้นมาทันที "หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในสำนวนคดีบอกเราว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจด้วยมือของมนุษย์ รอยนิ้วมือบนลำคอระบุชัดเจนว่าเป็นของผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น แต่ไม่มีศาลไหนกล้าออกหมายจับเพราะอิทธิพลมืดค้ำคออยู่" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอก "นั่นคือเหตุผลที่เราต้องใช้กระบวนการยุติธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง... คำให้การจากปากของผู้ที่ไม่มีลมหายใจแล้ว" รวิศเริ่มร่ายคาถาบทโบราณที่สืบทอดกันมาในตระกูล เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานอยู่ในลำคอ ถ้อยคำภาษาขอมโบราณถูกเปล่งออกมาเป็นจังหวะจะโคนราวกับบทเพลงสรรเสริญความตาย เทียนไขเล่มใหญ่เริ่มสั่นไหวโดยไม่มีลมพัด เปลวไฟเปลี่ยนจากสีส้มอบอุ่นกลายเป็นสีเขียวมรกตหม่นหมอง อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงทันทีจนลมหายใจของทั้งสองกลายเป็นไอสีขาว นทีขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานโดยสัญชาตญาณ มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่น แม้เขาจะมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่สัญชาตญาณนักล่าที่ฝึกฝนมาแรมปีบอกเขาชัดเจนว่า บัดนี้มีบางสิ่งบางอย่างกำลังก้าวข้ามเส้นกั้นระหว่างภพภูมิเข้ามาในห้องนี้แล้ว เงาดำทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นจากกลุ่มควันสีเทาที่ลอยวนอยู่กลางห้อง มันค่อย ๆ รวบรูปร่างกลายเป็นเงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง สภาพของวิญญาณตนนั้นน่าเวทนาและชวนสยดสยอง ลำคอมีรอยเขียวช้ำม่วงเป็นจ้ำจากการถูกบีบรัด ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวและแค้นเคือง บรรยากาศรอบตัวถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ รวิศหลับตาลงตั้งสมาธิ ดึงสติเข้าสู่ห้วงลึกแห่งจิต ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของทนายความหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ประกายแสง เขาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับจ้องมองดวงวิญญาณตรงหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจและเด็ดเดี่ยวในคราวเดียวกัน "เจ้าคือผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรมอำพรางที่หาความยุติธรรมไม่ได้ในโลกมนุษย์... ข้าคือผู้รับฟัง จงบอกความจริงแก่ข้า ใครคือผู้ที่พรากชีวิตเจ้าไปในคืนนั้น?" เสียงของรวิศก้องกังวานในหัวของวิญญาณหนุ่ม ดวงตาสีขุ่นมัวของภูตผีค่อย ๆ เคลื่อนมาสบตา เขาอ้าปากพยายามจะเปล่งเสียงออกมา แต่มีเพียงเสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่แห้งผากและเสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ ร่างโปร่งแสงสั่นสะท้อนด้วยความโกรธแค้น ทว่าในขณะที่วิญญาณกำลังจะเอ่ยชื่อฆาตกรออกมานั้นเอง *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวทั้งที่ข้างนอกไม่มีเค้าลางของฝน รอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของวิญญาณหนุ่มราวกับกระจกที่กำลังถูกทุบด้วยค้อนหนัก ๆ ม่านพลังงานสีดำสนิทพุ่งทะลวงผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องอย่างรุนแรง กระชากวิญญาณตนนั้นลอยกระเด็นหายเข้าไปในรอยแยกมิติที่เปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว "เกิดอะไรขึ้นวะ!" นทีชักอาวุธปืนออกมาเล็งไปยังจุดเกิดเหตุทันที สายตากวาดมองรอบห้องด้วยความตื่นตัว รวิศลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามขมับ มือที่ถือตลับผงอาถรรพ์สั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะพลังงานมหาศาลที่เพิ่งแทรกแซงเข้ามานั้นทรงพลังเกินกว่าที่วิญญาณทั่วไปจะทำได้ มันคือร่องรอยของ "ไสยเวทระดับสูง" ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์ผู้มีชีวิต "มีคนจงใจปิดปากพยาน... ไม่สิ มันรอจังหวะที่เรากำลังรีดเค้นความลับต่างหาก" รวิศกัดฟันกรอด สายตาคมกริบมองรอยร้าวกลางอากาศที่ค่อย ๆ สมานตัวกลับเป็นปกติ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ และเศษซากพลังงานชั่วร้ายที่ยังคงค้างคา ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ตั้งตัว ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรวิศก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความอัตโนมัติจากระบบฐานข้อมูลคดีปริศนาที่เขาตั้งค่าไว้ หน้าจอแสดงพิกัดจีพีเอสล่าสุดพร้อมกับข้อความสั้น ๆ สีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโดยไม่มีที่มา [แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบศพปริศนาอีกหนึ่งราย ถูกพบในพื้นที่ควบคุมพิเศษ... และบุคคลในภาพจากกล้องวงจรปิดของที่เกิดเหตุ คือ "คุณเอง" รวิศ] ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปริศนานี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%