ความเงียบงันหลังบานประตูกลับกลายเป็นความกดดันที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเสียงทุบทำลาย รวิศไม่ได้ขยับเขยื้อนถอยหลังแม้แต่นصفก้าว ดวงตาคมปลาบสีนิลมองสำรวจรอยร้าวบนเนื้อไม้ที่กำลังแผ่ขยายออกราวกับใยแมงมุม กลิ่นสาบศพที่ผสมผสานเข้ากับกลิ่นธูปโบราณไม่ได้จางหายไปตามลม หากแต่ลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูก ราวกับมันจงใจทิ้งร่องรอยให้ตามหา
"มันไม่ได้พังประตูเข้ามา... มันแค่ต้องการให้เรารู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ต่างหาก"
เสียงทุบของนทีดังขึ้นจากด้านในห้องพักคดี ร่างหนาของอดีตนายตำรวจสืบสวนก้าวออกมาพร้อมกับแฟ้มคดีเก่าในมือ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปون นทีกวาดตามองรอบห้องอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่พื้นไม้หน้าประวัติศาสตร์คดี
"คุณรวิศ กลิ่นนี่มัน..." นทีสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะนิหน้าด้วยความสะอิดสะเอียน "ไม่ใช่กลิ่นของศพธรรมดา มันคือกลิ่นของฟอร์มาลีนผสมกับน้ำมันพรายโบราณ คดีที่เรากำลังทำอยู่... มันไม่ใช่แค่การฆาตกรรมเพื่อชิงทรัพย์หรือความแค้นส่วนตัวแล้วล่ะครับ"
รวิศไม่ตอบทันที นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะรอยร้าวบนบานประตูเบาๆ สัมผัสเย็นเฉียบยะเยือกแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระแสเลือด ในห้วงมโนสำนึกของเขา ภาพสะท้อนของวิญญาณเร่ร่อนนับสิบตนกำลังกรีดร้องอยู่ในความมืดโผล่แวบขึ้นมา แต่สิ่งที่ทำให้ทนายความหนุ่มต้องขมวดคิ้วมุ่น ไม่ใช่อาถรรพ์ไสยเวทเหล่านี้ หากแต่เป็น "ร่องรอยพลังงาน" ที่หลงเหลืออยู่
รอยพลังงานที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด... รอยเท้าสีดำจางๆ ที่ประทับอยู่บนพื้นทางเดิน โดยไม่มีรอยต่อมาจากที่ใด ราวกับมันก้าวทะลุมิติออกมาจากความว่างเปล่า
"คุณนที จำคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสามปีก่อน ที่ผู้เคราะห์ร้ายถูกควักเอาดวงตาออกไปพร้อมกับทิ้งยันต์กระดาษสาไว้บนหน้าอกได้ไหมครับ" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงความจริงจังไว้จนคนฟังต้องกลืนน้ำลาย
นทีชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อความทรงจำสีเลือดผุดขึ้นมา "จำได้สครับ... คดีนั้นผมเป็นคนทำสำนวนเอง แต่สุดท้ายก็ต้องปิดคดีเพราะผู้ต้องหานอนตายปริศนาอยู่ในห้องขัง สภาพศพแห้งกรอดราวกับถูกสูบวิญญาณออกไปจนหมดร่าง... ทำไมเหรอครับ หรือคุณคิดว่า..."
"ผมไม่ได้คิดไปเอง" รวิศหันกลับมาสบตารุ่นพี่อดีตตำรวจตรงๆ แววตาของทนายหนุ่มฉายแวววาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง "รอยเท้าที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้... มีลักษณะการเดินและการลงน้ำหนักเท้าซ้ายที่ผิดปกติ เหมือนกับคนขาพิการเล็กน้อย... รูปแบบนี้ รอยประทับไสยเวทแบบนี้ มันคือรอยมือและรอยเท้าของ 'คนคนเดียวกัน' กับที่ผมตามหามาตลอดชีวิต คนที่พรากครอบครัวของผมไปเมื่อสิบปือก่อน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ ในยามวิกาล นทีก้มมองร่องรอยบนพื้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในฐานะอดีตตำรวจสืบสวน เขาไม่เคยเชื่อเรื่องงดงาย ไสยเวท หรือเวทมนตร์คาถา แต่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา การได้ร่วมงานกับรวิศทำให้เขาตระหนักว่า โลกใบนี้มีความจริงอีกด้านหนึ่งที่กฎหมายไม่สามารถเอื้อมมือไปถึง และความจริงด้านนั้น... มักมาพร้อมกับคราบเลือดและกลิ่นอายความตายที่รุนแรงเสมอ
"ถ้ามันคือคนคนเดียวกันจริง..." นทีผ่อนลมหายใจยาว เหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม "แสดงว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคดีศพปริศนาในห้องเช่านี้ กำลังจงใจ 'ทิ้งเบาะแส' เพื่อล่อให้คุณเดินเข้าสู่กับดัก"
"ไม่ใช่แค่ล่อครับ..." รวิศก้มลงหยิบเศษกระดาษสีเหลืองหมองที่ถูกสอดไว้ใต้ประตูขึ้นมา บนแผ่นกระดาษนั้นมีอักษรโบราณเขียนด้วยหมึกสีแดงสด ซึ่งเมื่อมองผ่านสัมผัสพิเศษ มันกำลังส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างบ้าคลั่ง "แต่มันกำลังประกาศสงครามต่างหาก"
ทนายหนุ่มพลิกแผ่นกระดาษในมือ ด้านหลังของมันปรากฏภาพวาดหยาบๆ ของตาชั่งแห่งความยุติธรรมที่เอียงเทลงข้างหนึ่ง และตรงกลางตาชั่งนั้นมีร่างของคนถูกแขวนคออยู่ ซึ่งใบหน้าของศพในภาพ... คือใบหน้าของรวิศเอง
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วกระดูกสันหลัง นทีกัดฟันกรอด มือใหญ่วางลงบนด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ "ไอ้สารเลวตัวนี้มันเล่นเกมจิตวิทยาชัดเจน มันต้องการให้เราไขว้เขว"
"ใจเย็นๆ ครับคุณนที ความโกรธคืออาหารอันโอชะของพวกมัน" รวิศเก็บแผ่นกระดาษใส่ถุงพลาสติกอย่างระมัดระวัง แม้ใบหน้าจะยังคงความสุขุมเยือกเย็น แต่ดวงตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง "ในเมื่อมันอยากเล่นเกม เราก็แค่ต้องเดินไปตามเกมของมัน แต่... ผู้เล่นอาจจะไม่ใช่คนเดิมที่มันคาดคิด"
รวิศก้าวเดินนำไปตามทางเดินแคบๆ ของอาคารสำนักงานร้าง โดยมีนทีก้าวตามประกบไม่ห่าง แสงไฟจากไฟฉายส่องกราดไปตามผนังที่ลอกล่อน รอยเท้าสีดำจางๆ ยังคงทอดยาวนำทางพวกเขาไปสู่ห้องใต้ดิน—สถานที่ซึ่งตามแผนผังอาคารแล้ว ไม่ควรจะมีอยู่จริง
กลิ่นสาบศพทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าประตูกลอนเหล็กหนาที่ขึ้นสนิมเขรอะ รวิศยกมือขึ้นห้ามนทีไม่ให้ก้าวเข้าไปใกล้มากกว่านี้ ทนายหนุ่มหลับตาลงชั่วครู่ ท่องคาถากำหนดจิตในใจเพื่อเปิดประสาทสัมผัสธาตุทั้งสี่ให้ตื่นตัวเต็มที่
ความมืดเบื้องหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีเทาหม่น ภาพนิมิตรอนาคตอันสั้นผุดขึ้นในหัวของรวิศ—ภาพของห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณนับสิบ ร่างกายของพวกเขานั่งเรียงรายกันเป็นวงกลม ตรงกลางมีแท่นบูชาโบราณ และเงาดำมหึมาที่กำลังยืนตระหง่านรอคอยการมาเยือนของพวกเขา
แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้หัวใจของรวิศกระตุกวูบ ไม่ใช่ภาพของความน่ากลัวเหล่านั้น
เสียงฝีเท้า...
ไม่ใช่เสียงของศพเดินได้ ไม่ใช่เสียงของวิญญาณเร่ร่อน
แต่มันคือเสียงฝีเท้าของ "ใครบางคน" ที่กำลังเดินสวนขึ้นมาจากด้านในห้องใต้ดิน มุ่งตรงมายังบานประตูที่พวกเขากำลังยืนจ้องมองอยู่!
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะสามครั้งดังขึ้นจาก "ด้านใน" ของประตูเหล็กหนา ราวกับมีคนกำลังยืนรอต้อนรับพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว ทั้งที่ตลอดทางเดินไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาเลย
นทีชักปืนออกจากซองขึ้นลำอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รอยต่อของประตู "คุณรวิศ... ถอยไปข้างหลังครับ!"
รวิศไม่ได้ขยับตัว เขากลับยิ้มมุมปากเล็กน้อย—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดุดันและท้าทาย
ก่อนที่บานประตูเหล็กหนานั้นจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยมืออันเหี่ยวย่นของใครบางคนจากความมืดมิดเบื้องล่าง...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปริศนานี้ด้วยกันนะครับ
ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด•ตอนที่ 2
รอยเท้าที่ไร้ตัวตน
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายวิญญาณผู้กุมชะตา กับศพปริศนาในเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!