"หากเจ้ายังส่งเสียงน่ารำคาญเช่นนี้อีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะตัดลิ้นเจ้ามาต้มทำเป็นกับแกล้มสุรา"
น้ำเสียงของเฟยหรงราบเรียบราวกับผืนน้ำในทะเลสาบน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งโทสะ แต่กลับแฝงไว้ด้วยไอสังหารเยือกเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกดำ นางไม่ได้แม้แต่จะปรายตาแลมองคู่สนทนา ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินศิลาอัคนี ปลายเรียวนิ้วขาวผ่องราวหยกสลักกำลังวาดวงอักขระปราณน้ำแข็งเพื่อกลั่นสกัดพิษโลหิตที่ตกค้างในเส้นชีพจร
เบื้องหน้าของนางคืออสูรพยัคฆ์เงา สัตว์อสูรบรรพกาลร่างมหึมาที่บัดนี้หดตัวเหลือขนาดเท่าสุนัขตัวโต มันนอนเอกเขนกเกียจคร้าน เอาขาหน้าเกาใบหูอย่างไม่ยี่หระต่อคำขู่ฆ่า เมื่อได้ยินวาจานั้น มันก็แค่นسเสียง "ฮึด" ออกมาจากลำจมูก ดวงตาสสีทองวาววับฉายแววเย้ยหยันชัดเจน
"ยัยเซียนน้ำแข็งหน้าตาย เจ้าคิดว่าข้าเป็นสุนัขข้างถนนหรืออย่างไร ถึงได้ขู่ด้วยวิธีไร้รสนิยมเช่นนั้น? อีกอย่าง ที่ข้าต้องบ่นพึมพำไม่หยุด ก็เพราะนายท่านผู้โง่เขลาของเจ้ากำลังเอาชีวิตไปทิ้งที่หุบเขาหมื่นพิษต่างหากเล่า! เจ้ามัวแต่นั่งทำหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ได้ หากเขากระดูกแหลกเหลวกลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน... หรือจะเอาหน้าสวยๆ ของเจ้านี่แหละฝังดินตามเขาไปเป็นเพื่อน?"
อสูรพยัคฆ์เงายังคงสำรอกวาจายียวนกวนประสาทออกมาไม่ขาดสาย แม้ลึกๆ ในใจมันจะยอมรับนับถือหลี่มู่เฉินผู้เป็นนายจนหมดสิ้น แต่สัญชาตญาณความปากเสียของสัตว์อสูรบรรพกาลตัวนี้ไม่เคยยอมจำนนต่อผู้ใด ทว่า ในจังหวะที่มันกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำเย้าแหย่ประโยคต่อไป อุณหภูมิรอบกายก็ร่วงหล่นวูบจนกลายเป็นจุดเยือกแข็งในพริบตา
แคว่ก!
เศษหินแกรนิตใต้ร่างของอสูรพยัคฆ์เงาแตกละเอียดเป็นผุยผง ไอน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมนับหมื่นเล่มที่พุ่งชี้ตรงมายังลำคอของมันโดยพร้อมเพรียง เฟยหรงยังคงรักษาท่าทางสงบเยือกเย็น ดวงตาสีฟ้าครามราวกับห้วงน้ำแข็งขั้วโลกค่อยๆ เบนมาสบตากับเจ้าอสูรตัวแสบ ชั่วพริบตานั้น อาณาเขตปราณพิสุทธิ์กดทับลงมาจนอสูรพยัคฆ์เงารู้สึกราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
"เจ้า... นังเซียนเยือกแข็ง... มือหนักจริงๆ นะ!" อสูรพยัคฆ์เงาต้องรีบแผ่ขยายเกราะเพลิงนิลกาฬเพื่อต้านทานแรงกดดัน ทว่ามันก็ยังคงทำปากยื่นปากยาว "ข้าพูดความจริง นายท่านของเจ้าบุกเดี่ยวเข้าไปในเขตอาคมวิญญาณโลหิตด้วยความหุนหันพลันแล่น พลังกระบี่วิปลาสของเขาดุร้ายก็จริง แต่วิชาของสำนักมารโลหิตนั้นพิสดารพันลึก เจ้าไม่เป็นห่วงเขาเลยหรือไง หรือว่าหัวใจของเซียนสาวผู้สูงส่งอย่างเจ้า... มันทำมาจากก้อนน้ำแข็งจริงๆ ไร้ซึ่งความรู้สึก?"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขา
เฟยหรงชะงักปลายนิ้วที่กำลังวาดอักขระ ไอเย็นรอบตัวนางไหววูบคล้ายจิตใจที่กำลังกระเพื่อมไหว นางไม่ตอบคำถามนั้นทันที ทว่าความทรงจำเมื่อคืนก่อนก็หวนกลับมา... ภาพของหลี่มู่เฉินที่แบกรับบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่าง เดินฝ่าพายุฝนโลหิตกลับมาเพื่อปกป้องนาง ดวงตาคู่นั้นที่เคยดุดันและบ้าคลั่ง กลับทอประกายอ่อนโยนยามที่มองมาที่นาง พร้อมกับรอยยิ้มหยันโลกที่เอ่ยว่า *'ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย ข้า... หลี่มู่เฉิน ก็จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเส้นผมของเจ้าแม้แต่เส้นเดียว'*
มือเรียวบางของเฟยหรงกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน
"เขาไม่ใช่คนที่จะตายง่ายๆ..." น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเย็นชา แต่กลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวไม่อาจควบคุมได้ "วิถีกระบี่ของเขา คือการทะยานข้ามผ่านความเป็นความตาย หากเขาไร้ซึ่งความบ้าบิ่นนั้น เขาคงไม่ใช่หลี่มู่เฉินที่ข้ารู้จัก"
อสูรพยัคฆ์เงาหรี่ตามองปฏิกิริยานั้น มันหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างรู้ทัน "ปากแข็งเสียจริงนะ... ทีตอนที่เขาอยู่ต่อหน้า ทำไมเจ้าไม่ยอมพูดจาหวานหูเช่นนี้บ้างเล่า? มัวแต่ทำหน้าตาเย็นชาใส่เขา จนข้าเกรงว่านายท่านของข้าจะต้องใช้กระบี่ฟันน้ำแข็งรอบตัวเจ้าทิ้งทุกวันเพื่อแลกกับการได้มองรอยยิ้มของเจ้าสักครั้ง"
"หุบปากของเจ้าเสีย ถ้าไม่อยากให้ข้าผนึกวิญญาณเจ้าไว้ในศิลาอัคนีไปชั่วกัปชั่วกัลป์" เฟยหรงปรายตามองด้วยแววตาคมกริบราวกับคมกระบี่ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสภาพจิตใจให้กลับคืนสู่ความสงบ
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเซียนสาวและสัตว์อสูรบรรพกาลก็ต้องสะท้านเฮือกพร้อมกัน!
ตู้มมม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากใจกลางหุบเขาหมื่นพิษ ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยไร้ดาว บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับโลหิต เมฆหมอกพิษทะลักทลายขึ้นสู่ห้วงนภาดุจคลื่นยักษ์ คลื่นปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราดและทรงพลังสายหนึ่งแผ่ซ่านกดทับลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณพุ่งทะยานเสียดฟ้า!
อสูรพยัคฆ์เงาผุดลุกขึ้นยืน ขนทั่วร่างลุกชัน ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "นั่นมัน... ปราณกระบี่วิปลาสของนายท่าน! เกิดอะไรขึ้น? พลังระดับนี้... เขาไม่ได้กำลังต่อสู้กับพวกมือกากเดนสำนักมาร แต่เขากกำลังปะทะกับ...!"
เฟยหรงไม่รอให้อสูรพยัคฆ์เงาเอ่ยจบ ร่างของนางก็กลายเป็นลำแสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานออกไปในพริบตา ความเร็วของนางเหนือล้ำยิ่งกว่าสายลม ทิ้งไว้เพียงเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรย
ทว่า เมื่อทั้งสองมาถึงขอบหน้าผาที่มองลงไปเบื้องล่าง ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจของเซียนผู้เยือกเย็นต้องสะดุดกึก
เบื้องล่างในหลุมอุกกาบาตขนาดมหึมา หลี่มู่เฉินกำลังยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเพลิงมารสีดำทมิฬ ร่างกายของเขาท่วมท้นด้วยโลหิต ดวงตาทั้งคู่เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ ในมือขวาถือกระบี่วิปลาสที่แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด แต่สิ่งที่ทำให้เฟยหรงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสูงสุด คือร่างของบุรุษชุดดำอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา... บุรุษผู้ถือครองกระบี่มารโลหิต และมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับอาจารย์ผู้ล่วงลับของหลี่มู่เฉินราวกับพิมพ์เดียวกัน!
"ศิษย์โง่เขลา..." เสียงหัวเราะแหบพร่าดังมาจากบุรุษลึกลับผู้นั้น "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชากระบี่ที่เจ้าฝึกฝนมาทั้งหมด... จะสามารถเอาชนะเงาหัวใจของตนเองได้?"
หลี่มู่เฉินคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า เตรียมจะฟาดฟันลงไปโดยไม่สนว่านั่นคือภาพลวงตาหรือความจริง
"มู่เฉิน... อย่า!" เฟยหรงส่งเสียงร้องอุทานออกมาเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี
----------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเดือดและหยาดน้ำแข็งนี้ไปกับข้าครับ — **ลั่วอสูรหมื่นภูผา**
กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ชำระแค้น•ตอนที่ 3
สัตว์ร้ายและเซียนผู้เยือกเย็น
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!