กลิ่นอายโลหิตและเถ้าธุลีเก่าแก่หลายร้อยปีมิเคยจางหายไปจากห้วงสำนึกของหลี่มู่เฉิน แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านจนความแค้นรากเหง้าควรจะถูกกลบฝังด้วยกาลเวลา แต่ค่ำคืนนี้... แสงจันทร์สีโลหิตที่สาดส่องลงมายังซากปรักหักพังของสำนักกระบี่หมื่นภูผากลับทำหน้าที่ราวกับคบเพลิงที่จุดถ่านไฟเก่าให้ลุกโชนขึ้นอีกครา
แผ่นหินศิลาจารึกนามสำนักที่เคยตั้งตระหง่านท้าทายฟ้าดิน บัดนี้แตกละเอียดเป็นสองท่อน นอนจมอยู่ใต้โคลนตมและวัชพืช ราวกับกระดูกสันหลังของวีรบุรุษที่ถูกหักสะบั้นลงต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของบุรุษผู้ถือครองกระบี่วิปลาส และเสียงคำรามต่ำในลำคอของอสูรพยัคฆ์เงาที่ยืนแยกเขี้ยวอยู่เบื้องหลัง
"เจ้ามนุษย์โง่เง่า..." อสูรพยัคฆ์เงากล่าวด้วยกระแสเสียงที่ดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณ ดวงตาสสีอำพันทอประกายระวังภัย "สถานที่แห่งนี้ถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลโลหิตต้องห้าม การที่พวกเราดึงดันก้าวเข้ามาในเขตอาคมไร้ฟ้าดินเช่นนี้ มิใช่การเดินเข้าสู่ปากเหวแห่งความตายหรอกหรือ? ข้าว่ากลิ่นอายของเจ้ายมบาลแถวนี้มันเริ่มโชยมาเตะจมูกข้าแล้วนะ"
หลี่มู่เฉินมิได้เอާމปากตอบคำใด ใบหน้าคมคายที่มักประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินบัดนี้ราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก นัยน์ตาคู่คมจับจ้องไปยังแท่นบูชาบรรพชนเบื้องหน้า ที่ซึ่งรอยกระบี่ลึกปานสายฟ้าแลบยังคงปรากฏเด่นชัด รอยแผลเป็นเหล่านั้นมิได้เกิดจากศัตรูภายนอก หากแต่เป็นฝีมือของ 'ผู้ทรยศ' ภายในสำนัก... โลหิตของอาจารย์ที่เคยหลั่งรินอาดๆ ย้อมแผ่นศิลาให้กลายเป็นสีชาด ราวกับภาพหลอนที่คอยตามหลอกหลอนเขาในทุกค่ำคืนที่หลับตา
"เจ้ากลัวตายงั้นรึเจ้าแมวโต" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "ข้าอุตส่าห์แบกหน้าพาเจ้ามาดูสุสานของสำนักข้าทั้งที ให้เกียรติสถานที่แห่งนี้หน่อยสิ..."
"ข้ามิได้กลัวตาย!" อสูรพยัคฆ์เงาแยกเขี้ยวคำรามลั่น ขนสีดำสนิททั่วร่างลุกชันขึ้นเป็นตั้ง "แต่ข้าเสียดายชีวิตอันเป็นอมตะของข้าต่างหาก หากต้องมาจบชีวิตลงเพราะความดื้อรั้นอยากล้างแค้นของเจ้าที่ไม่มีแผนการอันใดเลย!"
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดและกดดัน ไอเย็นเยือกสายหนึ่งก็แผ่ซ่านเข้ามาตัดผ่านความร้อนรุ่มในจิตใจ ร่างระหงของเฟยหรงก้าวเดินผ่านม่านหมอกราตรีเข้ามาอย่างเงียบเชด ราวกับภูตผีเซียนสาวผู้ไร้ซึ่งน้ำหนัก นางมิได้เปล่งวาจาใด ทว่าแว่นแคว้นและไอพิสุทธิ์รอบกายกลับทำให้น้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
นางหยุดยืนเคียงข้างหลี่มู่เฉิน ปรายตามองเศษซากปรักหักพังเบื้องหน้าแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราดรดลงบนกองเพลิงโทสะของเขา "ความแค้น... เป็นภาระที่หนักอึ้งที่สุดในวิถีเซียน ยิ่งเจ้าแบกมันไว้แน่นเท่าไหร่ ปราณกระบี่ของเจ้าก็จะยิ่งแปดเปื้อนและห่างไกลจากความหลุดพ้นมากเท่านั้น"
หลี่มู่เฉินหันไปมองนาง มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มฝื่อนเฝื่อน "เจ้าพูดง่ายนี่เฟยหรง... คนที่ถูกฆ่าล้างสำนัก ไม่ใช่ครอบครัวของเจ้า ไม่ใช่อาจารย์ผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่ยังแบเบาะ เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าความรู้สึกของการเป็น 'คนบาปผู้รอดชีวิต' มันทรมานเพียงใด"
เฟยหรงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าครามราวกับธารน้ำแข็งสะท้อนภาพใบหน้าอันเจ็บปวดของชายหนุ่ม นางรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากความบ้าบิ่นและวาจายียวนกวนประสาทนั้น ซ่อนเร้นรอยแผลลึกที่ไม่มีวันรักษาหายเอาไว้
มือเรียวดั่งหยกขาวของนางยื่นออกไปสัมผัสเบาๆ ที่ไหล่กว้าง ไอเย็นบริสุทธิ์จากร่างของนางไหลซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่ร่างกายของหลี่มู่เฉิน ช่วยระงับลมปราณที่กำลังตีรวนในตันtian (จุดตันเถียน) ของเขาให้สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
"ข้าไม่เข้าใจความแค้นของเจ้า..." เฟยหรงเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "แต่ข้าเข้าใจความโดดเดี่ยว... และข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าจมดิ่งลงไปในขุมนรกแห่งความอาฆาตนี้เพียงลำพัง หากกระบี่ของเจ้าแปดเปื้อนโลหิตล้างผลาญจนต้องเป็นศัตรูกับฟ้าดิน ข้า... จะเป็นคนถือกระบี่เคียงข้างเจ้า ฟาดฟันอุปสรรคเหล่านั้นร่วมกับเจ้าเอง"
ถ้อยคำเรียบง่ายแต่มั่นคงดั่งภูผานั้น ทำให้หัวใจของหลี่มู่เฉินกระตุกวูบ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้าปกคลุมหัวใจที่ด้านชามานานนับปี เคมีระหว่างเขากับเซียนสาวผู้เย็นชาผู้นี้มักเป็นเช่นนี้เสมอ... ในยามที่โลกทั้งใบผลักไสเขาเข้าสู่มุมมืด นางจะเป็นแสงสว่างสีเงินยวดยวงที่ดึงรั้งเขาไว้ แม้แสงนั้นจะหนาวเหน็บจนเสียดกระดูกก็ตาม
"ฮึ่ม... เลี่ยนเป็นบ้า ข้าชักจะอิจฉาเจ้ามนุษย์นี่เสียแล้วสิ มีสาวงามระดับเซียนมาคอยปรนนิบัติพัดวีความรู้สึกให้" อสูรพยัคฆ์เงาส่งเสียงแค่นจมูกขัดจังหวะ พร้อมกับสะบัดหางไปมาอย่างหมั่นไส้ "แต่เลิกสวีทกันชั่วคราวเถอะ เพราะดูเหมือนว่า... 'แขกไม่ได้รับเชิญ' จะมาเคาะประตูบ้านของเจ้าแล้วนะ มู่เฉิน!"
สิ้นเสียงคำรามเตือนของอสูรบรรพกาล ผืนแผ่นดินเบื้องล่างซากสำนักกระบี่หมื่นภูผาก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว!
*ตูมมมม!*
เสาเพลิงสีดำสนิทพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน ทะลุผ่านหมู่เมฆยามค่ำคืนจนรัตติกาลถูกย้อมด้วยสีม่วงคล้ำ กลิ่นอายกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บีบอัดจนอากาศรอบบริเวณหนักอึ้งราวกับมีภูเขาขนาดยักษ์กดทับลงบนบ่า
จากใจกลางเสาเพลิงสีดำนั้น ร่างเงาดำสายหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ เสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ราวกับเสียงของปีศาจจากขุมนรก
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างน่าประทับใจเสียจริง ภาพการกลับมาเยี่ยมเยียน 'บ้านเก่า' ของศิษย์อกตัญญูแห่งสำนักกระบี่หมื่นภูผา..."
เงาร่างนั้นหยุดยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาสองข้างข้างหนึ่งบอดสนิท แต่อีกข้างหนึ่งกลับสุกใสด้วยประกายแสงสีเขียวมรกตอันชั่วร้าย และที่สำคัญที่สุด... ในมือของมันกำลังถือกระบี่เล่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคุ้นตาหลี่มู่เฉินจนถึงกระดูกดำ!
นั่นคือ 'กระบี่วารีโลหิต' ของเจ้าสำนักคนเก่า... อาจารย์ของเขาเอง!
"ผู้อาวุโส... รองเจ้าสำนัก สุ่ยอวี้!" หลี่มู่เฉินกัดฟันกรอด จนเลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปาก นัยน์ตาทอประกายสีแดงฉานด้วยความเคียดแค้นสูงสุด ปราณกระบี่วิปลาสระเบิดออกรอบตัวอย่างบ้าระห่ำจนพื้นดินรอบกายแตกละเอียดเป็นจุน
สุ่ยอวี้แย้มยิ้มอย่างน่าสยดสยอง ยกกระบี่ในมือขึ้นลูบคมดาบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่มู่เฉินแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"เจ้าหนู... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวันนั้น... อาจารย์ของเจ้าถูกคนนอกสังหาร? ความจริงอันน่าสมเพชยิ่งกว่านั้น... ข้าต่างหากที่เป็นคนควักหัวใจของมันออกมาด้วยมือคู่นี้!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอดีตอันเจ็บปวดนี้ไปด้วยกันนะครับ
* - ลั่วอสูรหมื่นภูผา -
กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ชำระแค้น•ตอนที่ 5
อดีตที่ตามหลอกหลอน
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!