กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ชำระแค้น•ตอนที่ 6

คำเตือนจากขุมนรก

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"ความตายไม่ได้น่ากลัวที่สุด... สิ่งที่น่ากลัวคือการที่วิญญาณของเจ้าถูกบดขยี้จนแม้แต่ วัฏสงสาร ก็ไม่กล้าแม้แต่จะรับรองสิทธิ์ในการเกิดใหม่ต่างหาก" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในถ้ำศิลาโบราณ หลี่มู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินอัคคี ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดผ่านคมกระบี่วิปลาสในมือ คราบโลหิตสีดำคล้ำของอสูรระดับนภาจากสมรภูมิก่อนหน้ายังคงส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง กลิ่นอายจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงเสียจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นสีเทา ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ประสาทสัมผัสอันแหลมคมระดับบรรพกาลของเขากลับสะดุดกึก *แปะ... แปะ... แปะ...* เสียงหยดน้ำ ไม่ส- ไม่ใช่เสียงน้ำ! มันคือเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงที่กดทับลงบนพื้นดินเบื้องนอก ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังเคลื่อนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความหนתเหน็บที่กัดกินกระดูก หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ ดวงตาคู่นั้นสะท้อนประกายแสงสีชาดของวิถีกระบี่ที่กระหายเลือด "นายท่าน..." เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากมุมมืดของถ้ำ อสูรพยัคฆ์เงา สัตว์อสูรบรรพกาลผู้มีขนสีดำสนิทราวกับรัตติกาลไร้แสงดาว ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงาไม้ ร่างมหึมาของมันสั่นเทาเล็กน้อย ขนทั่วร่างลุกชัน ขาทั้งสี่ข้างกumพื้นแน่นจนหินผาแตกละเอียดเป็นจุล "กลิ่นนี้... มันไม่ใช่กลิ่นอายของสัตว์อสูรในเขตแดนรกร้างแห่งนี้... นี่คือ 'ไอพิษมารโลหิต' กลิ่นอายที่ข้านึกสาปแช่งมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล!" หลี่มู่เฉินมิได้เอאวาจา ดวงตาคมกปลาบหันไปมองร่างระหงที่นั่งสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล เฟยหรง นางเซียนน้ำแข็งผู้ถือครองพลังพิสุทธิ์เก้าชั้นฟ้า นางกำลังโคจรพลังปราณเพื่อระงับพิษมารที่ตกค้างในเส้นชีพจรจากศึกที่ผ่านมา เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากเนียนละเอียด แม้ใบหน้างดงามดั่งหยกสลักจะยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นไร้ความรู้สึก ทว่า ขนตาที่สั่นไหวเล็กน้อยย่อมฟ้องว่านางรับรู้ถึงภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามาไม่แพ้กัน "เจ้าสัมผัสได้ถึงมันแล้วใช่ไหม?" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่ควบคุมความกดดันมหาศาลไว้ในกำมือ เฟยหรงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาสีฟ้าครามดั่งธารน้ำแข็งสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้ยืนหยัดเคียงข้างนาง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกดข่มอาการบาดเจ็บภายใน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง "มารบรรพกาล... พวกมันมิได้สูญสิ้นไปพร้อมกับมหายุทธภพเมื่อหมื่นปีก่อนหรอกหรือ?" เสียงของนางไพเราะดั่งหยกกระทบกัน ทว่ากลับเย็นเยียบเสียจนหยาดน้ำค้างรอบตัวแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา "โลกใบนี้เน่าเฟะมานานแล้ว เฟยหรง" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "สิ่งที่เรียกว่า 'ธรรมะ' หรือ 'อธรรม' แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงข้ออ้างของพวกผู้อาวุโสจอมปลอมที่ใช้ปกปิดความโลภของตนเอง แต่วันนี้... สิ่งที่กำลังมาเคาะประตูบ้านเรา หาใช่เรื่องของสำนักคุณธรรมหรือพรรคมารไม่ แต่มันคือ 'ความพินาศ' ที่แท้จริง" *โฮกกกกกกกก—!* เสียงคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อนดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่างหุบเขา แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนหินงอกหินย้อยภายในถ้ำร่วงหล่นลงมาแตกกระจาย ฝุ่นคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วทิศทาง ปราณมารสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนาราวกับเสาเพลิงยักษ์ที่แผดเผาแม้กระทั่งดวงดาวบนฟากฟ้า อสูรพยัคฆ์เงาคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาสสีทองวาวโรจน์ด้วยความระแวง "แย่แล้วนายท่าน! กลิ่นอายนี้... มันคือ 'ราชาอสูรกลืนวิญญาณ' ขั้นสมบูรณ์แบบ! มันไม่ได้มาตัวเดียว แต่มันนำกองทัพภูตผีมารร้ายนับแสนตัวมาปิดล้อมหุบเขาหมื่นภูผานี้ไว้หมดแล้ว!" สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อากาศภายในถ้ำแทบจะกลายเป็นสุญญากาศที่สูบเอาลมหายใจของสิ่งมีชีวิตออกไป หลี่มู่เฉินก้าวเท้าไปข้างหนึ่ง ร่างกายแผ่พุ่งจิตสังหารไร้ขีดจำกัด กระบี่วิปลาสในมือสั่นระริกราวกับมีชีวิต มันกระหายที่จะดื่มกินโลหิตของพวกมันเสียเหลือเกิน ทว่า ท่ามกลางวิกฤตอันหน้าสิ่วหน้าขวาน มือเรียวเย็นเฉียบดั่งหยกน้ำแข็งกลับเอื้อมมาแตะที่ปลายแขนเสื้อของหลี่มู่เฉินแผ่วเบา หลี่มู่เฉินชะงัก หันไปสบตากับเซียนสาวผู้เย็นชา นางไม่ได้เอ่ยคำวอนขอความช่วยเหลือ หรือแสดงความหวาดกลัวใดๆ ออกมา มีเพียงประกายแสงแห่งความเด็ดเดี่ยวในดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้น ที่สื่อสารอย่างชัดเจนว่า... *ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย นางจะเคียงข้างเขาจนถึงที่สุด* "ระวังตัวด้วย" เฟยหรงเอ่ยสั้นๆ ทว่าหัวใจของหลี่มู่เฉินกลับกระตุกวูบ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่กลางอกท่ามกลางความหนาวเหน็บของไอพิษมาร "วางใจเถอะ" หลี่มู่เฉินยกย่องมุมปาก รอยยิ้มเปี่ยมด้วยความทะนงตนฉายชัดบนใบหน้าคมคาย "ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย หรือเงื้อมมือของขุมนรกจะเอื้อมมาถึงที่นี่... กระบี่ในมือข้า ก็จะฟันผ่าทุกเส้นทางให้เจ้าได้เดินผ่านอย่างสง่างามเสมอ" พูดจบ หลี่มู่เฉินก็สะบัดข้อมือครั้งหนึ่ง กระบี่วิปลาสปลดปล่อยแสงกระบี่สีชาดเจิดจ้าทะยานพุ่งผ่านปากถ้ำออกไป ตัดผ่านความมืดมิดดั่งสายฟ้าฟาดทลายความมืดมิด ทว่า ในวินาทีที่แสงกระบี่สว่างวาบขึ้น ท้องฟ้าเบื้องนอกที่ควรจะเต็มไปด้วยกลุ่มควันปราณมาร กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เงาร่างมหึมานับพันสายปรากฏขึ้นบนยอดผา และสิ่งแรกที่พวกมันส่งเสียงต้อนรับการมาเยือน... หาใช่เสียงคำรามของสัตว์อสูรไม่ แต่เป็นเสียงกระซิบอันเย็นเยียบที่ดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน *"หลี่มู่เฉิน... หนี้เลือดเมื่อสรวงสวรรค์คราวก่อน ถึงเวลาต้องชำระแล้ว..."* ร่างของเงาดำปริศนาผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวทะยานลงมาจากกลีบเมฆสีเลือด รัศมีพลังที่แผ่ออกมาทำให้หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนจนแทบจะจมหายลงไปในธรณี และเมื่อใบหน้าใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทนั้นเงยขึ้นสบตา หลี่มู่เฉินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนแค้นเคืองอย่างถึงที่สุด! - ลั่วอสูรหมื่นภูผา -
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมาร กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%