เอกสารสัญญาจำนวนสามฉบับถูกกวาดลงถังขยะด้วยหลังมือเพียงครั้งเดียว แรงเหวี่ยงนั้นมากพอจะทำให้กระดาษแผ่นบนสุดยับยู่ยี่ ราวกับตัวแทนความพินาศของอาณาจักรธุรกิจที่ธามใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างมากับมือ
เสียงกระดาษยับยู่ยี่สะท้อนก้องห้องทำงานที่เงียบงันจนน่าใจหาย แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานสาดส่องลงมาบนใบหน้าคมคายที่ตอนนี้ไร้ซึ่งรอยยิ้มหยันอันเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาคู่คมที่เคยพราวระยับด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจ บัดนี้กลับมีเพียงเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำที่ทอดตัวเด่นชัด ความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มกัดกินเรี่ยวแรงของชายหนุ่มทีละนิด แต่สิ่งที่กัดกินลึกยิ่งกว่าคือประโยคสุดท้ายที่คินฝากไว้ก่อนจะตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อ
*“อ้อ... แล้วก็ลืมบอกไป คินเขาฝากบอกว่า... อย่าหวังจะได้เจอหน้ากันอีกเลย”*
เสียงของเลขานุการสาวที่ส่งต่อคำพูดนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่การบอกเลิกรา แต่คือการตัดเยื่อใยแบบไม่เหลือชิ้นดี คินเลือกที่จะเดินจากไปในวันที่เขากำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความหายนะ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเพียงสั้นๆ ก่อนที่บานประตูไม้เนื้อดีจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้ามั่นคง กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกที่มักจะลอยมาพร้อมกับความกวนประสาทและรอยยิ้มเยาะชวนหมั่นไส้ ทำเอาธามต้องเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารด้วยแววตาวาวโรจน์
“ใครอนุญาตให้นายเข้ามา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร
คินยืนกอดอกพิงกรอบประตู ใบหน้าหล่อเหลารับกับดวงตากลมโตที่ฉายแววเย้ยหยันชัดเจน วันนี้อีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นผิวเนียนและไหปลาร้าชัดเจน ท่าทางสบายๆ นั้นช่างขัดแย้งกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องทำงานของประธานบริษัทที่กำลังจะล้มละลายเสียเหลือเกิน
“ไม่ต้องรอให้ใครอนุญาตหรอกค่ะ พอดีฉัน... เอ่อ... ผมเป็นคนไร้มารยาทในสายตาคุณอยู่แล้วนี่” คินจงใจเปลี่ยนสรรพนามเล่นลิ้นเพื่อกวนประสาท ทว่าดวงตาคู่สวยกลับกวาดมองสภาพห้องทำงานที่เละเทะไม่เป็นท่าด้วยประกายที่วับวามขึ้นเล็กน้อย “โอ้โห สภาพดูไม่ได้เลยนะคะ ท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่”
“ถ้าเข้ามาเพื่อจะเยาะเย้ย ก็เชิญไสหัวออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะเรียก รปภ. มาโยนตัวนายออกไป” ธามคำรามในลำคอ ขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด เขายังมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ยอมให้คนที่เคยเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใยมาเห็นมุมที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิต
คินไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ร่างเพรียวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ชายหนุ่มโน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างค้ำ2ข้างบนพื้นโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนธามต้องผนلกหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ในอก ทั้งโกรธ ทั้งคิดถึง และเกลียดตัวเองที่หัวใจมันยังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้กลิ่นอายของคนตรงหน้า
“ใครว่าผมมาเยาะเย้ย” คินกระซิบเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มมุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตา “ผมมาในฐานะ ‘คนอื่น’ ต่างหากล่ะคะ”
คำว่า ‘คนอื่น’ กระแทกเข้ากลางใจของธามอย่างจัง ราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำแผลเก่าที่ยังไม่ทันตกสะเก็ด ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดุจพญาอินทรีย์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่สวย “หึ... คนอื่นงั้นเหรอ? นายไม่มีสิทธิแม้แต่จะเหยียบเข้ามาที่นี่ด้วยซ้ำ คิน”
“มีสิทธิสิคะ ทำไมจะไม่มี” คินยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่หนาเตอะออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวนอก แล้วโยนมันลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าธาม เสียงกระแทกเบาๆ แต่กลับมีน้ำหนักมากพอจะทำให้ธามขมวดคิ้วมุ่น
“นี่อะไร”
“เปิดดูสิคะ คนฉลาดอย่างคุณธาม น่าจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษออกนะ” คินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ถอยหลังไปยืนกอดอกพิงโซฟาหนังตัวยาว ปล่อยให้ธามจัดการเปิดซองเอกสารนั้นด้วยความสงสัยระคนระแวง
นิ้วเรียวของธามจัดการดึงเอกสารด้านในออกมา สายตากวาดมองตัวอักษรแต่ละบรรทัดด้วยความเร็วสูง ทว่ายิ่งอ่าน ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นทีละน้อย สันจมูกโด่งกระตุกเกร็ง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะเมื่อสมองประมวลผลสิ่งที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น
มันคือสัญญาค้ำประกันหนี้ก้อนโต และการเข้าซื้อหุ้นสาม십เปอร์เซ็นต์ของบริษัทธามวิกฤต โดยมีชื่อผู้ถือหุ้นรายใหม่ปรากฏหราอยู่ด้านล่าง... ชื่อของบุคคลที่ธามไม่มีวันคาดคิดว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้
“นาย... นายเอาเงินมาจากไหนมหาศาลขนาดนี้” ธามเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าด้วยความตกตะลึงระคนไม่เข้าใจ หุ้นจำนวนนี้มีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่เด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งจะหามาได้ต่อให้ทำงานไปทั้งชีวิต
คินเพียงแค่ยิ้มรับ รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและความเย็นชา ซึ่งเป็นเกราะป้องกันตัวที่อีกฝ่ายมักจะหยิบมาใช้เวลาต้องการปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง
“เรื่องนั้นไม่สำคัญหว่าผมเอามาจากไหนหรอกค่ะ สำคัญที่ว่า... ตอนนี้บริษัทของคุณรอดพ้นจากการล้มละลายแล้ว... ด้วยมือของ ‘คนอื่น’ อย่างผมนี่แหละ”
“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากนาย!” ธามตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนร่างสูงใหญ่แผ่รังสีคุกคาม ความหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีทำให้เขาไม่อาจยอมรับความช่วยเหลือจากคนที่เพิ่งประกาศตัดขาดกันไปได้ “เก็บเอกสารพวกนี้แล้วไสหัวไปซะ! นายคิดว่าฉันเป็นขอทานรึไง ถึงต้องมารับความเวทนาจากนาย!”
“เวทนาเหรอคะ?” คินแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกๆ แต่ถูกกลบไว้ด้วยความยโสไม่แพ้กัน ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวธามอย่างไม่เกรงกลัว “คุณคิดว่าฉันว่างมากเหรอถึงเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาละลายเล่นกับบริษัทใกล้ตายของคุณ? ฉันไม่ได้มาเวทนาคุณค่ะ ธาม... ฉันมาเพื่อทวงสิทธิ์”
“สิทธิ์อะไรของนาย!”
“สิทธิ์ในฐานะเจ้าหนี้ไงคะ” คินเงยหน้าขึ้นสบตากับธามโดยไม่หลบเลี่ยง ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยดน้ำใสบางๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้สุดชีวิต “ในเมื่อคุณบอกว่าเราเป็นคนอื่น... งั้นเราก็มาคุยกันด้วยธุรกิจสิคะ คุณธาม เซ็นสัญญาฉบับนี้ซะ แล้วคุณจะรอด... หรือไม่ก็ปล่อยให้บริษัทที่คุณรักพินาศไปต่อหน้าต่อตา แล้วไปนั่งกอดศักดิ์ศรีโง่ๆ ของคุณซะ!”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามในอกของคนทั้งคู่ ธามมองหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า หัวใจที่เคยแข็งกระด้างบัดนี้กลับเจ็บแปลบจนแทบทนไม่ไหว เขารู้ดีว่าคินไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้น แต่ทำเพราะ... ยังแคร์
ทว่าความอีโก้จัดทำให้ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่น มือหนายื่นออกไปหมายจะหยิบปากกาบนโต๊ะเพื่อเซ็นชื่อตามที่อีกฝ่ายต้องการให้เรื่องมันจบๆ ไป แต่ทว่า...
แอด...
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด ร่างบางของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดที่ชวนให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้ว
“พี่ธามคะ... แนนเอาเอกสารบัญชีชุดใหม่มาให้ค่ะ เอ๊ะ... มีแขกอยู่ด้วยเหรอคะเนี่ย?”
ธามชะงักค้าง มือที่กำลังจะเอื้อมหยิบปากกาหยุดนิ่งสนิท ขณะที่คินหันขวับไปมองผู้มาใหม่ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะเย้ยถูกจุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้งอย่างรวดเร็วกว่าเดิม
“อ้อ... ขอโทษที่ขัดจังหวะ ‘คนสำคัญ’ ของท่านประธานนะคะ งั้นฉันขอตัวกลับไปรับบท ‘คนอื่น’ ต่อดีกว่าค่ะ” คินสะบัดหน้าหนี เตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้องทันทีโดยไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น
“เดี๋ยวก่อน คิน!” ธามร้องเรียกเสียงดังลั่น พยายามจะก้าวตามแต่ถูกร่างของแนนขวางไว้
“พี่ธามคะ แนนว่ารีบเซ็นเอกสารของแนนก่อนดีกว่านะคะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” แนนเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอعอ้น พลางยื่นเอกสารอีกชุดเข้ามาใกล้
ธามหันกลับมามองคินที่กำลังก้าวออกไปที่ประตูด้วยหัวใจที่หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารู้ว่าถ้าปล่อยให้คินเดินพ้นประตูบานนั้นไปในสถานการณ์นี้... เขาจะไม่มีวันได้อีกฝ่ายคืนมาอีกเลยตลอดกาล
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันนะคะ ❤️
ดีลลับฉบับปราบเซียน•ตอนที่ 27
จุดแตกหัก
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับปราบเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!