คราบน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนโครงหน้าคมคายของธาม ไม่ใช่สิ่งที่คินคาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายปากร้ายที่มักจะใช้ความหยิ่งผยองเคลือบไว้ทุกอณู ความเงียบงันภายในห้องพักของรีสอร์ทหรูริมทะเลสาบหนักอึ้งเสียจนได้ยินเสียงหัวดิ่งวูบของตัวเอง รังสีความหึงหวงและโทสะที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่ มลายหายไปเหลือเพียงความเปราะบางที่น่าใจหาย
“มองอะไรเล่า”
น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยลอดริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น ธามเบือนหน้าหนีไปทางกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพแสงไฟระยิบระยับจากผืนน้ำด้านนอก มือหนายกขึ้นปาดคราบชื้นออกจากแก้มลวกๆ ทว่าความสั่นเทาปลายนิ้วนั้นไม่สามารถซ่อนเร้นจากสายตาคมกริบของคินได้เลย
“เปล่า” คินตอบสั้นๆ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ขาเรียวก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างอีกนิดโดยไม่รู้ตัว “แค่แปลกใจ... คนอย่างคุณธามก็มีมุมนี้นี่นา นึกว่าเก่งแต่จะหาเรื่องคนอื่นไปทั่วเสียอีก”
ธามหันขวับกลับมามองทันที ดวงตาคมดุแดงก่ำเล็กน้อยจากการกักเก็บอารมณ์ “นายไม่มีสิทธิ์มาแซะฉันในเวลานี้ คิน”
“แล้วเวลาไหนล่ะที่คุณจะยอมเลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจสักที” คินสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณความปากไว ทว่าน้ำเสียงกลับปราศจากรังสีการเอาชนะเช่นเคย มันเจือไปด้วยความนุ่มนวลประหลาดที่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำอธิบาย “ผมไม่ได้จะมาหาเรื่อง... แค่เห็นว่าคุณดูเหมือนคนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็เท่านั้น”
คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้ธามชะงัก ร่างสูงก้าวถอยหลังเล็กน้อยจนสะโพสอบชนเข้ากับขอบหน้าต่าง แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความสับสนและดื้อรั้น เหมือนแมวป่าตัวโตที่บาดเจ็บแต่ยังพยายามแยกเขี้ยวใส่ผู้คน
“ฉันไม่ได้แตกเป็นเสี่ยงๆ” ธามเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ เย็นชา ทว่าสั่นเครือ “ฉันแค่... เหนื่อย เหนื่อยที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว เหนื่อยที่ต้องคอยระแวงว่าใครจะเข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์ เหนื่อยจนบางที... ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเหลือตัวตนอะไรอยู่บ้าง”
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาแผ่วเบາ ราวกับมันเป็นความลับที่ธามไม่เคยปริปากบอกใครมาก่อนตลอดชีวิตการเป็นทายาทนักธุรกิจผู้เพียบพร้อม คินนิ่งงิ่งไป ภาพของชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง จองหอง และพร้อมจะปะทะกับเขาทุกวินาที ทับซ้อนกับเด็กผู้ชายโดดเดี่ยวคนหนึ่งในความทรงจำ
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้อึดอัด... มันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ค่อยๆ กัดเซาะกำแพงน้ำแข็งซึ่งทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นมาป้องกันตัว
คินสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงที่สูงกว่าตนเกือบหนึ่งช่วงหัวไหล่ กลิ่นน้ำหอมบุรุษเจือจางผสมกับกลิ่นอายความเศร้าสร้อยลอยแตะจมูก ธามขยับตัวเล็กน้อยอย่างระแวง ทว่าไม่ได้ถอยหนีปล่อยให้คินยืนประชิดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“ถ้ามันเหนื่อยนัก...” คินเงยหน้าขึ้นสบตาโดยตรง ดวงตากลมโตฉายแววแน่วแน่และจริงจังอย่างที่หาดูได้ยาก “ทำไมไม่ลองวางมันลงบ้างล่ะครับ... ไม่ใช่สิ ทำไมไม่ลองพักดูสักวัน”
“นายไม่เข้าใจหรอก คิน” ธามหลุบตาลงมองริมฝีปากที่ขยับพูด คำพูดของอีกฝ่ายอุ่นวาบจนน่ากลัว “โลกที่ฉันยืนอยู่มันไม่มีที่ให้ล้ม ถ้าฉันพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ทุกคนพร้อมจะเหยียบฉันให้จมดิน”
“งั้นก็ไม่ต้องยืนคนเดียวสิ”
คินสวนกลับทันควันโดยไม่ทันคิด ไอร้อนแผ่ซ่านขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียนเมื่อตระหนักว่าตัวเองเพิ่งพูดอะไรออกไป ทว่าความจริงใจที่สะท้อนผ่านแววตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งการเสแสร้ง ธามเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานานนับปีสะท้านเฮือกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วาบผ่าน
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เปลี่ยนไป ความตึงเครียดแปลงเปลี่ยนเป็นความใกล้ชิดที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม ระยะห่างเพียงคืบทำให้คินรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย รang ความเร่าร้อนที่มักจะใช้ฟาดฟันกันในสนามธุรกิจหรือการปะทะฝีปาก บัดนี้กลับหลอมรวมเป็นความเย้ายวนที่ยากจะต้านทาน
ธามยกมือขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนเส้นผมสีเข้มของคินอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราดทำให้คินตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกักค้างไว้ในลำคอ ดวงตาคมกริบของธามพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนละเอียดราวกับกำลังสำรวจสมบัติล้ำค่าที่เพิ่งค้นพบ
“นายกำลังทำให้ฉันบ้า, คิน...” เสียงทุ้มต่ำพร่าลึกลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนหน้าผากแทบจะชนกัน “รู้ตัวไหม...”
คินไม่ตอบ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงเหลือเพียงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดกันและกัน หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ความรู้สึกหวาดหวั่นผสมผสานกับความตื่นเต้นพุ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
นิ้วมือของธามเลื่อนจากกลุ่มผมลงมาสัมผัสกรอบหน้าเนียนอย่างทะนุถนอมเป็นครั้งแรก ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่โหนกแก้ม ทำเอาคินเผลอหลับตาลงรับสัมผัสวาบหวามนั้นโดยไม่รู้ตัว กำแพงที่เคยสร้างกั้นระหว่างกันกำลังพังทลายลงทีละน้อย...
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะทาบทับเข้าหากัน ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหอมหวานและเปราะบางถึงขีดสุด—
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงทุบประตูห้องพักด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบงันทั้งหมดลงในพริบตา ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายที่คุ้นเคยจนน่าหงุดหงิด
“คุณธามครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับคุณธาม! เอกสารโปรเจกต์สำคัญที่ล็อคไว้ในเซฟ... หายไปครับ!”
ธามชะงักกึก ดวงตากลับมาคมกริบและเย็นเยียบในเสี้ยววินาที เช่นเดียวกับคินที่สะดุ้งสุดตัวผละถอยหลังออกห่างจากร่างสูงทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความกรุ่นโกรธผสมความกระอักกระอ่วน
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและอยู่เคียงข้าง "กำมะหยี่สีแดง" เสมอมานะคะ
ดีลลับฉบับปราบเซียน•ตอนที่ 15
กำแพงที่เริ่มพัง
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับปราบเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!