คุณหนูครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นโบ้ดีกว่า•ตอนที่ 14

ไปไหนมาไหนด้วยกัน

ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
เอกสารปึกหนาในมือสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงบีบปลายนิ้วของพอร์ช ขณะที่ประโยคสุดท้ายจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“หวังว่าความลับเรื่องพินัยกรรมชิ้นนั้น... คงจะยังไม่สายเกินไปที่จะเปิดเผยตอนนี้หรอกนะ”* คำพูดของธีร์ไม่ได้ทิ้งแค่ความสงสัย แต่มันคือระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนขึ้นกลางวงล้อมของความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างเขากับคินน์ ทว่าก่อนที่สมองของพอร์ชจะทันได้ประมวลผลความหมายเบื้องหลังพินัยกรรมฉบับนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษของคินน์ก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วราวกับเสือดาวที่จ้องตะครุบเหยื่อ มือหนาคว้าข้อมือเขาไว้แน่นด้วยแรงที่มากพอจะทำให้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่เบาพอที่จะไม่สร้างรอยช้ำ—ความรุนแรงแบบที่อีกฝ่ายมักใช้กลบเกลื่อนความกระวนกระวายใจอยู่เสมอ “เลิกทำหน้าโง่แล้วหยิบสูทสีเทาเข้มตัวนั้นใส่ซะ” คินน์สั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเอกสารบนโต๊ะก่อนจะปรายตามองพอร์ชด้วยความหงุดหงิดระคนระแวง “เราต้องไปงานเลี้ยงตระกูลสิบทิศคืนนี้ และนายต้องไปในฐานะคนสนิทของฉัน... ไม่ใช่แค่เด็กฝึกงานปากดีที่ยืนรับแขก” พอร์ชแค่นหัวเราะในลำคอ สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยพิษสงของคำว่า ‘พินัยกรรม’ ที่ธีร์เพิ่งหย่อนไว้ “คนสนิท?” พอร์ชทวนคำ ปรับสีหน้าให้กวนประสาทที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก “คุณคินน์คะ... อ้อ ไม่สิ คุณคินน์ครับ... พูดผิดค่ะ พอดีติดปากกับพวกเด็กเสิร์ฟแถวผาร์ลูบคม คุณคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือไงถึงคิดว่าฉันจะว่างไปยืนยิ้มรับคำดูถูกจากบรรดาญาติแก่ๆ ของคุณในงานเลี้ยงน่าเบื่อแบบนั้น” “ฉันไม่ได้มาขอร้อง นายไม่มีสิทธิ์เลือกพอร์ช” คินน์ก้าวเข้ามาอีกก้าว จนแผ่นหลังของพอร์ชชนเข้ากับชั้นหนังสือเสียงดังทึบ ร่างสูงทาบทับลงมา กักขังเขาไว้ด้วยวงแขนและไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัว “นายคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าไอ้ธีร์มันคาบข่าวอะไรมาบอกนาย มันก็แค่หมาตัวหนึ่งที่พยายามจะเห่าไล่เจ้าของเก่าเพื่อแย่งกระดูกชิ้นใหม่... แต่นายจำใส่สมองไว้ พอร์ช นายเป็นคนของฉัน ต่อให้พินัยกรรมบ้านั่นจะมีชื่อใครตายโหงอยู่ก็ตาม นายก็ไม่มีวันหลุดไปจากกรงนี้ได้” กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมกับความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศตีรวนอยู่ใน1บทสนทนาอันตึงเครียด พอร์ชเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ลึกๆ แล้วความใกล้ชิดนี้จะทำให้ระบบหายใจของเขาเริ่มรวนเร เคมีที่ปะทะกันระหว่างความดิบเถื่อนดุดันของคินน์และความพยศเย่อหยิ่งของเขามันรุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเจือด้วยประกายไฟ “มั่นใจจังนะคะ ระวังเถอะค่ะว่ากรงที่คุณขังฉันไว้ มันจะพังลงเพราะความปากดีของคุณเอง” พอร์ชกระซิบชิดริมฝีปากอีกฝ่าย รอยยิ้มท้าทายปรากฏขึ้นที่มุมปาก “แล้วก็... เรื่องพินัยกรรม ฉันว่าคุณนั่นแหละที่กำลังกลัวว่าความลับบางอย่างมันจะหลุดออกมาจากปากคนตาย” คินน์ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที นัยน์ตาดำสนิทไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความกร้าวร้าวตามแบบฉบับ มือหนาเอื้อมขึ้นบีบคางฉ่ำน้ำของพอร์ชให้เงยรับสัมผัสที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง รถยนต์หรูสีดำสนิทก็แล่นเข้ามาจอดสนิทหน้าคฤหาสน์สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลที่ประดับประดาด้วยไฟสว่างไสว งานเลี้ยงตระกูลสิบทิศจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะผู้ทรงอิทธิพลลำดับต้นๆ ของประเทศ เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ แขกเหรื่อในชุดราตรีและสูทหรูเดินกันให้ขวักไขว่ แต่ทันทีที่คินน์ก้าวลงจากรถโดยมีพอร์ชเดินเคียงข้างในชุดสูทสีเทาเข้มเข้ารูป รัศมีกดดันบางอย่างก็แผ่ซ่านจนรอบบริเวณเงียบเสียงลงไปถนัดตา พอร์ชรักษาท่าทีนิ่งสงบ ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางเบาแบบนักธุรกิจมืออาชีพ แม้ในใจจะนึกอยากกระทืบเท้าคนข้างกายที่จูงมือเขาเดินเข้างานราวกับกลัวว่าจะวิ่งหนีหายไปไหนก็ตาม ฝ่ามือใหญ่ที่กุมข้อมือเขาไว้แน่นไม่ได้คลายออกเลยตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าประตูงาน มันคือการประกาศความเป็นเจ้า Mปของคินน์ที่ทำเอาบรรดาสายตาจากญาติผู้ใหญ่หลายคู่มองมาด้วยความไม่พอใจ “ทำตัวให้มันเรียบร้อย อย่าไปกัดใครเข้าล่ะ เว้นแต่จะเป็นฉัน” คินน์กระซิบเสียงต่ำชิดใบหู ขณะพาเขาเดินผ่านโถงทางเดินประดับด้วยภาพวาดโบราณ “ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหาเรื่องให้ฉันกัดก่อนหรือเปล่าค่ะ” พอร์ชตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยดแต่สายตากลับคมกริบไม่แพ้กัน ตลอดค่ำคืนนั้น พอร์ชต้องรับมือกับสายตารังเกียจเดียดฉันท์จากป้าและลูกพี่ลูกน้องของคินน์ที่พยายามเข้ามาแซะด้วยคำพูดเชือดเฉือน แต่ด้วยความปากเก่งและทันคนของพอร์ช เขากลับสวนกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่เจ็บแสบจนอีกฝ่ายหน้าชาไปหลายรอบ โดยมีคินน์ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังราวกับปีศาจรับMที่พร้อมจะฉีกทุกคนเป็นชิ้นๆ หากกล้าแตะต้องคนของตัวเอง จนกระทั่งงานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงเวลาสำคัญเมื่อประมุขของบ้านประกาศเชิญแขกคนสำคัญขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ คินน์ถูกเรียกตัวให้ไปพบผู้ใหญ่ทางมุมห้องรับรองส่วนตัว ปล่อยให้พอร์ชยืนถือแก้วแชมเปญอยู่ริมระเบียงที่มองเห็นสวนกุหลาบด้านนอก ทว่าความเงียบสงบนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเงาร่างคุ้นเคยของใครบางคนทาบทับลงมา “ดูเหมือนคุณจะปรับตัวเข้ากับกรงของคินน์ได้ดีกว่าที่ฉันคิดนะ พอร์ช” พอร์ชหันกลับไปมอง พบว่าเป็นธีร์ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยรอยยิ้มเจ้าเลิศ รอยยิ้มที่ทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนภัยเสียงดัง “ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องไร้สาระ ฉันแนะนำให้ไปหาปีِ๊บคลุมหัวซะดีกว่าค่ะ เพราะฉันไม่มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำกับหมาลอบกัด” พอร์ชตอบเสียงเรียบ ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบ ธีร์หัวเราะในลำคอ ก้าวเข้ามาใกล้จนพอร์ชต้องถอยหลังไปชิดราวระเบียง “ปากเก่งดีนี่... แต่น่าเสียดาย ที่ความลับเรื่องพินัยกรรมที่พ่อของคินน์ทิ้งไว้ก่อนตาย มันไม่ได้จบแค่กระดาษแผ่นเดียวที่นายเห็นหรอกนะ” พอร์ชหรี่ตาลง “คุณหมายความว่ายังไง” “หมายความว่า... จริงๆ แล้วคนที่ควรจะได้ถือครองหุ้นทั้งหมดครึ่งหนึ่งของตระกูลสิบทิศ ไม่ใช่คินน์” ธีร์โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “แต่เป็น ‘นาย’ ต่างหากล่ะ พอร์ช... ทายาทคนรองที่ถูกซ่อนไว้ใต้เงาของตระกูลคู่แข่ง” โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนไปชั่วขณะ หัวใจของพอร์ชกระหน่ำรัวด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ประตูระเบียงด้านหลังจะถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราดจนน่ากลัว “แกกำลังพูดเรื่องบ้าอะไรกับคนของฉัน, ธีร์?” คินน์ยืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ขณะที่บรรยากาศรอบตัวพุ่งดิ่งสู่จุดเยือกแข็งในพริบตาเดียว ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นโบ้ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%