“ถอยไป... คินน์ ถ้าแกยังไม่หยุดทำตัวรุ่มร่ามในห้องทำงาน ฉันจะเอาแฟ้มฟาดหัวแกให้แตกจริงๆ ด้วย!”
พอร์ชขบกรามแน่น พยายามเบี่ยงตัวหลบสัมผัสที่จงใจลากไล้ไปตามแนวสันหลัง มือหนาของคินน์ไม่ได้เพียงแค่แตะต้อง แต่มันเหมือนพันธนาการที่ร้อนแรงจนลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด คินน์ไม่ได้สนใจคำขู่ขวัญนั้นเลยสักนิด เขายังคงต้อนคนตัวเล็กให้จนมุมกับผนังห้องที่บุด้วยหนังราคาแพง กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ของคนตรงหน้าปะทะเข้ากับจมูกจนพอร์ชแทบจะขาดใจ
“ฟาดเลยสิ” คินน์กระซิบเสียงต่ำ พลางใช้ปลายคางเกยไว้ที่ลาดไหล่ของอีกฝ่าย “ถ้าคิดว่าฟาดแล้วผมจะปล่อย... ก็ลองดู”
ดวงตาคมกริบของคินน์วาวโรจน์ด้วยความปรารถนาที่ซ่อนไม่มิด เขาเชิดหน้าพอร์ชขึ้นเพียงเล็กน้อย นิ้วโป้งคลึงวนอยู่ที่ริมฝีปากล่างที่มักจะพ่นคำด่าทอใส่เขาเสมอ พอร์ชที่เคยดื้อรั้นกลับนิ่งงัน อุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะสูงขึ้นจนน่าประหลาด เสียงหัวใจของทั้งสองเต้นรัวจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกันในความเงียบงัน
“ฉันเกลียดเวลาที่แกทำตัวแบบนี้” พอร์ชเค้นเสียงลอดไรฟัน ถึงปากจะบอกว่าเกลียด แต่ดวงตากลับหรี่ปรือและยอมโอนอ่อนไปกับสัมผัสนั้นโดยไม่รู้ตัว
“เกลียดแต่ก็ไม่เคยผลักออก... ร้ายนักนะพอร์ช” คินน์แค่นยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะก้มลงประทับรอยจูบหนักๆ ลงบนต้นคอขาว ความดิบเถื่อนที่แฝงมากับความหลงใหลทำให้พอร์ชสะดุ้งเฮือก มือที่เคยถือแฟ้มเอกสารกำแน่นจนยับยู่ยี่
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องทำงาน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนจังหวะหนักแน่นที่ทำให้คนทั้งคู่สะดุ้งโหยง ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์แห่งความมืดมิด
“ไอ้คินน์! อยู่ข้างในหรือเปล่า?” เสียงของธีร์ดังแทรกผ่านประตูเข้ามา มันไม่ใช่แค่เสียงเรียกธรรมดา แต่มันคือการประกาศตัวว่าเขากำลังจะก้าวเข้ามา
คินน์รีบผละตัวออกทันที สีหน้าเย็นชาถูกสวมทับกลับมาภายในเสี้ยววินาที ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาดึงเนกไทให้เข้าที่พลางหันไปมองประตูด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่าพอร์ชกลับทำอะไรไม่ถูก มือไม้สั่นเทาขณะพยายามจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ ลมหายใจที่หอบถี่พยายามถูกปรับให้เป็นปกติ
“เข้ามา” คินน์ตะโกนตอบ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว
ประตูห้องเปิดผางออก ธีร์ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องอย่างจับผิด ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าของพอร์ชที่ยังคงขึ้นสีระเรื่อ
“ทำอะไรกันอยู่เหรอ? หน้าแดงเชียวนะพอร์ช... หรือว่างานที่คินน์มอบหมายให้ทำมันหนักหนาจนต้องเรียกเหงื่อขนาดนี้?” ธีร์เดินเข้ามาใกล้พลางเลิกคิ้ว สายตาของเขาสังเกตเห็นรอยแดงจางๆ ที่ซอกคอของพอร์ชได้ในพริบตาเดียว
พอร์ชรีบยกมือขึ้นปิดลำคอตัวเองโดยสัญชาตญาณ ใจเขาสั่นรัวเหมือนกลองรบ “เปล่า... แค่เครื่องปรับอากาศมันเสีย อากาศในนี้เลยอบอ้าวไปหน่อย”
“งั้นเหรอ?” ธีร์ยิ้มกว้างขึ้น เขาก้าวประชิดตัวพอร์ชจนคินน์ต้องก้าวขวางเอาไว้ “พอดีผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาพอร์ชหน่อย เห็นว่าพรุ่งนี้ว่างอยู่ไม่ใช่เหรอ? ไปทานมื้อค่ำกับผมหน่อยสิ ผมมีเรื่อง ‘ลับ’ ที่อยากจะแชร์ให้ฟัง”
คินน์ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ความหึงหวงพุ่งพล่านอยู่ในอก แต่เขาทำได้เพียงยืนนิ่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ “มันไม่ว่างหรอก ธีร์ พอร์ชต้องทำงานเอกสารให้ผมจนถึงดึก”
“งั้นเหรอครับ?” ธีร์เลิกคิ้วมองพอร์ช สายตาคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพอร์ชเหมือนจะค้นหาความลับบางอย่าง “แต่เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง... เหมือนเสียงคนขยับตัว หรือเสียงใครบางคนกำลังขัดขืน... จริงไหมพอร์ช?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน บรรยากาศกดดันจนพอร์ชแทบหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าถ้าธีร์จับได้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับคินน์มันเกินเลยไปไกลกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง ทุกอย่างที่เขาสร้างมาจะพังพินาศ
“ฉันบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร!” พอร์ชสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว
ธีร์หรี่ตาลง เขาก้าวเดินวนรอบตัวพอร์ชเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าแล้วยื่นมือไปจับปลายคางของพอร์ชให้เงยขึ้น “งั้นเหรอ? แต่รอยที่คอนั่น... ดูเหมือนจะเป็นรอยของ ‘เจ้าของ’ ที่แสดงความเป็นเจ้าของไว้อย่างชัดเจนเลยนะ”
คินน์คว้าข้อมือธีร์ไว้แน่น กระชากออกอย่างแรงจนคนถูกกระทำเซไปด้านหลัง “ออกไปซะธีร์ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน!”
“หึ... เห็นอาการร้อนตัวแบบนี้แล้วผมยิ่งมั่นใจ” ธีร์หัวเราะในลำคอ สายตาเลื่อนไปเห็นกระดุมเสื้อเชิ้ตของพอร์ชที่ติดผิดรูไปหนึ่งเม็ด เขายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ “ดูเหมือนผมจะไม่ได้มาขัดจังหวะงาน... แต่ผมกำลัง ‘เปิดโปง’ อะไรบางอย่างอยู่สินะ?”
พอร์ชหน้าซีดเผือด เขาเม้มปากแน่นจนห้อเลือด ในขณะที่คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวธีร์ บรรยากาศในห้องคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
ธีร์ก้มลงกระซิบข้างหูคินน์ด้วยเสียงที่พอจะทำให้พอร์ชได้ยิน “ถ้าพอร์ชรู้ว่าคืนนั้นที่คุณทิ้งเขาไป... คุณทำอะไรไว้บ้าง เขาจะยังอยากอยู่ข้างคุณแบบนี้ไหมนะ?”
พอร์ชชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เต้นรัวเริ่มสั่นคลอนด้วยความสงสัย หรือนี่คือความลับที่คินน์พยายามปิดบังเขามาตลอด? ความเงียบที่น่าอึดอัดนี้กำลังกัดกินความเชื่อใจที่พวกเขามีต่อกันทีละน้อย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้แบล็กเวลเวตเสมอนะคะ
คุณหนูครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นโบ้ดีกว่า•ตอนที่ 10
ความลับที่เกือบหลุดรอด
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นโบ้ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!