"นายมาทำอะไรที่นี่... ธีร์"
น้ำเสียงของพอร์ชไม่ได้ราบเรียบอย่างที่เจ้าตัวพยายามควบคุม ปลายเสียงมีความสั่นพร่าเล็กน้อยเจือความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนในบรรยากาศที่เปราะบางที่สุด คินน์ที่ยืนซ้อนหลังอยู่พลันขยับกาย ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับลงมาปกคลุมแผ่นหลังบางจนมิด ความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่ายแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามา ราวกับกำแพงมนุษย์ที่พร้อมปกป้องแต่ก็พร้อมจะแผดเผาไปพร้อมกัน
แขกผู้มาเยือนอย่าง ‘ธีร์’ ปรากฏตัวขึ้นกลางห้องพักส่วนตัวอย่างไร้ซึ่งมารยาท รอยยิ้มมุมปากที่อีกฝ่ายส่งมาให้ช่างกวนประสาทและเต็มไปด้วยความท้าทาย ดวงตาคู่คมกวาดมองสภาพความใกล้ชิดของคนทั้งคู่ด้วยแววตาระรื่น ชวนให้คนมองรู้สึกราวกับมีหนามแหลมมาทิ่มแทงใต้ผิวหนัง
"ฉันแค่ผ่านมาแถวนี้... แล้วบังเอิญเห็นประตูห้องมันไม่ได้ล็อกสนิท" ธีร์ไหล่งับเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือความเยาะหยันฉายชัด "ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพเด็ด... นึกว่านายเกลียดขี้หน้ามันซะอีกนะพอร์ช ถึงได้ยอมให้มันกอดซะแน่นขนาดนั้น"
คินน์ยังคงไม่ปริปากพูดสักคำ ร่างกายของเขายังคงเกร็งเครียด กล้ามเนื้อทุกมัดใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มือหนาที่ก่อนหน้านี้โอบกอดเอวบางไว้ ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาวางทาบอยู่บริเวณสะโพกมนอย่างแสดงความเป็นเจ้าของอย่างอารุกขะ ความเงียบระหว่างพวกเขาสามคนหนักอึ้งเสียจนแทบจะได้ยินเสียงหัวเต้นระรัวในอก
"ออกไปจากห้องฉันซะ ธีร์" พอร์ชแค่นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตตวัดมองเพื่อนสนิทตัวแสบของคินน์ด้วยความกรุ่นโกรธ "ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่นายจะเดินเข้าออกตามใจชอบ"
"ใจร้ายจังนะ... ฉันแค่วิตกกังวลว่านายจะโดนหมาบ้าแถวนี้กัดเอาต่างหาก" ธีร์ยังคงลอยหน้าลอยตาพูดจาเย้าแหย่ สายตาเจ้าเล่ห์เหลือบมองไปยังคินน์ที่ยืนจ้องเขม็งราวกับเสือร้ายพร้อมขย้ำเหยื่อ "จริงไหมล่ะ... คินน์? หรือว่านายกำลังโดนแมวข่วนจนเสียอาการ ถึงได้ยืนใบ้กินอยู่แบบนั้น"
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงจนเยียบเย็น คินน์ขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างของพอร์ชไว้มิดชิด รังสีความดุดันแผ่พุ่งออกมาจากตัวจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบของทายาทนักธุรกิจอิทธิพลจดจ้องไปยังเพื่อนสนิทราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ถ้าไม่อยากให้ฉันลากคอออกไปเอง ก็ไสหัวออกไปจากห้องของพอร์ชซะ" คินน์เค้นเสียงต่ำลอดไรฟัน น้ำเสียงเย็นเยียบไร้ซึ่งความปรานี "แล้วก็จำใส่สมองไว้ด้วยว่า พื้นที่ตรงนี้... ไม่มีที่ยืนให้คนอย่างแก"
ธีร์หัวเราะในลำคอเบาๆ สีหน้าไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... แววตาของเขากลับประกายความสนุกสนานราวกับเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่
"ปากดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน... งั้นก็ตามใจนายเถอะ" ธีร์ยกมือขึ้นระดับอกเชิงยอมแพ้ถอยร่น แต่ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินพ้นประตู สายตาเจ้าเล่ห์ก็ยังไม่วายส่งวิบวับมาให้คนด้านหลัง "ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะพอร์ช... คนบางคน ปากบอกว่าเกลียด แต่ลับหลังอาจจะคลั่งรักจนโหัวไม่ขึ้นก็ได้"
ปัง!
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างของธีร์ที่ลับตาไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ประเดประดอนเข้ามาในห้องอีกครั้ง พอร์ชผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกทางปาก พยายามดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ แต่ทว่า... สัมผัสอุ่นร้อนที่ยังคงโอบล้อมอยู่รอบกายกลับทำให้เขาไม่อาจทำใจให้สงบลงได้เลย
คินน์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งค่อยๆ ผ่อนคลายลง แต่ทว่าอ้อมแขนที่โอบกอดอยู่กลับไม่ได้คลายออก กลับกัน... มันยิ่งกระชับแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าหากเผลอไผล ร่างบางในอ้อมแขนจะหายวับไปกับตา
"ปล่อยได้แล้วมั้ง..." พอร์ชพึมพำเสียงเบา ดวงตาคู่สวยหลบมุมมองต่ำลงเมื่อสัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกฝ่ายที่ดังสะท้อนผ่านแผ่นหลัง "เพื่อนมาเห็นเข้าขนาดนั้นแล้ว นายยังจะมากอดฉันให้อายทำไมอีก"
"ช่างหัวมันสิ" คินน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าคมคายโน้มลงมาซบลงที่ลาดไหล่บาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนพอร์ชสะท้านเฮือก ขนลุกชันไปทั้งร่าง "ฉันไม่ได้สนใจว่าใครจะเห็น... ฉันสนใจแค่นายคนเดียว"
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนซึนแตก ดูเหมือนจะไร้ชั้นเชิงและตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ พอร์ชชะงัก หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าเดิม ความรู้สึกแปลกประหลาดพรั่งพรูเข้ามาในอก พื้นที่ส่วนตัวที่เคยหวงแหนนักหนา บัดนี้กลับถูกคนใจร้ายคนนี้ก้าวล้ำเข้ามาทีละนิด จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ
"นายพูดอะไรของนายเนี่ย..." พอร์ชพยายามดึงมือที่โอบเอวเขาไว้ออก แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดจะสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้ คินน์กลับยิ่งรั้งเอวเขาเข้าไปแนบชิดจนแทบไม่มีอากาศแทรก
"ฉันพูดจริง" คินน์กระซิบชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความสั่นไหวเล็กน้อยที่หาได้ยากยิ่งจากคนอย่างเขา "พอร์ช... อยู่เฉยๆ แบบนี้สักพักเถอะนะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด... มันคือความนุ่มนวลที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย พอร์ชเม้มริมฝีปากแน่น ความลังเลในใจตีกันยุ่งเหยิง เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามันเกินเลยคำว่า ‘คู่กัด’ หรือ ‘คนคุย’ ไปไกลโขแล้ว และการยอมเปิดใจให้คินน์เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวครั้งนี้ ก็เท่ากับเป็นการเอาหัวใจตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย
แต่ทว่า... ความอบอุ่นที่ได้รับจากอ้อมกอดนี้ มันกลับชวนให้เสพติดเสียจนไม่อยากผลักไส
นิ้วเรียวของพอร์ชที่พยายามแกะมือของอีกฝ่ายออก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตด้านหน้าของคินน์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมโตหลับลงช้าๆ ยอมปล่อยให้ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ก้นบึ้งของหัวใจได้แสดงออก It was a silent surrender — การยอมจำนนโดยไม่ต้องเอื้อMคำพูดใดๆ
คินน์ระบายยิ้มบางเบาที่มุมปากเป็นครั้งแรก แววตาคมกلاستอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของอีกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกับตัวเอง ความเย็นชาและปากร้ายที่เคยมีมลายหาย WENT ทิ้งไว้เพียงความคลั่งรักที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ
บรรยากาศกำลังดำเนินไปในทิศทางที่หวานล้ำและเปี่ยมด้วยเคมีฟุ้งกระจาย แต่ทว่า... ในจังหวะที่พอร์ชกำลังจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนด้านหลัง เสียงเคาะประตูก็ห้วนๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำลายความเงียบสงบลงในทันที
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ส่วนพอร์ชรีบดันอกอีกฝ่ายให้ออกห่าง ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัว ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้
"พี่คินน์คะ... คุณพ่อให้มาตามค่ะ บอกว่ามีเรื่องด่วนมาก"
ร่างระหงของหญิงสาวสวยสะดุดตาปรากฏขึ้นที่กรอบประตู พร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดที่ทำเอาคินน์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่พอร์ชชะงักค้าง ร่างกายเย็นเฉียบลงในพริบตาเมื่อสบเข้ากับใบหน้าของผู้มาใหม่
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ!
คุณหนูครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นโบ้ดีกว่า•ตอนที่ 24
สถานะที่มากกว่าคนคุย
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ... เลิกปากร้ายแล้วมาเป็นโบ้ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!