“ถ้าของชิ้นนี้ข้ามพรมแดนไปถึงมือผู้ซื้อไม่ได้ สิ่งที่จะหายไปไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมห้าหลัก แต่มันคือลมหายใจของพวกคุณทั้งคู่”
เรย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในขวดเหล้าชั้นดี เขาไม่ได้มองหน้าชายฉกรรจ์สองคนที่นั่งตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า แต่สายตาของเขากลับจดจ้องไปที่ ‘หีบไม้จันทน์หอม’ ที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรึงวิญญาณสีสนิมบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องใต้ดินที่อับชื้น
ภายในหีบใบนั้นมีบางอย่างที่กำลังเต้นเร้า มันไม่ใช่เสียงหัวใจ แต่มันคือเสียงสะท้อนของความหิวโหยจากโลกหลังมิติ ดวงตาของเรย์ที่มองเห็น ‘ความมืด’ ในวัตถุ กำลังพร่าเลือนไปกับไอสีดำที่รั่วไหลออกมาจากรอยต่อของหีบ
“พวกเราพยายามเต็มที่แล้วครับคุณเรย์” หนึ่งในชายฉกรรจ์เอ่ยเสียงสั่น พลางเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนขมับ “แต่กลิ่นอายของมัน... มันดึงดูดพวกหน่วยตรวจการณ์มิติได้ง่ายเกินไป ยิ่งใกล้วันเปิดประตูมิติที่แปด แรงดึงดูดของของชิ้นนี้ยิ่งรุนแรงขึ้น เหมือนมันรู้อยู่แล้วว่ากำลังจะถูกส่งออกนอกเขตอำนาจของมาดามเซน”
จิน ซึ่งยืนพิงผนังอยู่มุมมืดของห้องขยับตัวเล็กน้อย กลิ่นอายของวิญญาณที่เขาสัมผัสได้ทำให้นิ้วของเขาที่พาดอยู่บนด้ามปืนสั่นน้อยๆ เขารู้ดีว่ามาดามเซนไม่ได้แค่ต้องการส่งของ แต่เธอกำลังใช้พวกเขาสองคนเป็นเครื่องมือทดสอบ ‘ความแข็งแกร่งของมิติ’ เพื่อเตรียมการบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น
“ถ้ามันควบคุมไม่ได้ ก็อย่าหวังค่าตอบแทน” เรย์ลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาทำให้อีกฝ่ายดูเล็กลงถนัดตา เขายื่นมือไปสัมผัสหีบไม้โดยตรง ทันใดนั้น เงาดำคล้ายหนวดปลาหมึกพุ่งออกมาจากเนื้อไม้หวังจะคว้านกินวิญญาณของเขา แต่เรย์เพียงแค่กระตุกมุมปาก เขาสะบัดนิ้วเบาๆ รอยผนึกสีแดงฉานปรากฏขึ้นกลางอากาศ กระแทกเงาดำนั้นจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวของไอเย็น
“จิน เตรียมรถ” เรย์สั่งโดยไม่หันกลับไปมอง “เราจะไปส่งของด้วยตัวเอง ขบวนการลักลอบนำเข้านี้... ถ้ามาดามเซนอยากได้นัก ผมก็จะทำหน้าที่เป็นพนักงานขนส่งให้เธอเอง แต่เธอต้องจำไว้ว่า ของที่ผ่านมือผมไปแล้ว ไม่เคยมีชิ้นไหนที่จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้เจ้าของเดิม”
จินก้าวออกมาจากเงามืด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล “เรย์ นายรู้ใช่ไหมว่ามาดามเซนเฝ้าดูเราอยู่ตลอด การที่นายยอมลงไปลุยเองแบบนี้เท่ากับการเปิดเผยจุดอ่อนของนายให้เธอเห็น นายเคยบอกเองไม่ใช่หรือว่าการมองเห็นความมืดของวัตถุคือกุญแจสู่การปลดปล่อยครอบครัวของนาย... ถ้าสิ่งนี้คือกับดักล่ะ?”
“ชีวิตผมก็คือกับดักมาตั้งแต่เริ่มแล้ว จิน” เรย์ตอบพลางคว้าเสื้อโค้ทตัวยาวขึ้นมาสวม “ถ้าไม่ลองก้าวลงไปในหลุมพราง เราจะรู้ได้ยังไงว่าข้างล่างนั่นมีสมบัติหรือมีคมมีดรออยู่”
รถยนต์สีดำสนิทแล่นออกจากโกดังมุ่งหน้าสู่เขตพรมแดนที่รอยต่อของมิติบางเฉียบ ตลอดทางสายตาของเรย์ไม่ได้มองถนน แต่มองออกไปนอกหน้าต่างที่ความว่างเปล่าเริ่มบิดเบี้ยว เขามองเห็น ‘ประตูมิติที่แปด’ ที่กำลังสั่นไหวเหมือนผิวน้ำที่ถูกหย่อนหินลงไป มาดามเซนกำลังเล่นตลกกับกฎของธรรมชาติ และเขาก็คือเบี้ยตัวสำคัญที่เธอกำลังจะสละทิ้ง
เมื่อมาถึงจุดนัดพบกลางป่าลึกที่ไร้เงาผู้คน มีเพียงรถบรรทุกหนักที่จอดรออยู่ท่ามกลางหมอกหนา มาดามเซนยืนรออยู่ตรงนั้น เธอไม่ได้มาคนเดียว รอบตัวเธอมีกลุ่มเงาร่างที่ไร้ลมหายใจขนาบข้าง ผิวหนังของพวกมันซีดเผือดราวกับศพที่ถูกแช่แข็งในมิติที่ไม่มีวันล่วงเลย
“ของสำคัญมาถึงแล้วสินะ พ่อค้าหนุ่มผู้เย็นชา” มาดามเซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาของเธอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าดูเหมือนจะจ้องทะลุเข้าไปถึงวิญญาณของเรย์
เรย์ก้าวลงจากรถพร้อมกับหีบไม้ในมือ เขาสังเกตเห็นว่าที่ฐานของรถบรรทุกนั้นมีตราประทับของ ‘ตลาดมืดระดับสูง’ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือตราประทับที่ใช้สำหรับขนส่งสิ่งของต้องสาปข้ามทวีปโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ดูแลประตูมิติคนอื่น
“งานนี้มีคนจ่ายหนักกว่าเดิมใช่ไหมครับ มาดาม?” เรย์ถามพลางส่งหีบให้คนของเธอ “หรือจริงๆ แล้วสิ่งที่อยู่ข้างในนี้... คือกุญแจที่จะช่วยให้ท่านก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองกันแน่?”
มาดามเซนหัวเราะเบาๆ เสียงของเธอฟังดูคล้ายเสียงแก้วแตกที่ถูกบดขยี้ “เรย์... เธอฉลาดเสมอ แต่ความฉลาดนั่นแหละที่จะทำลายเธอ”
ทันใดนั้นเอง เรย์รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ เสียงร้องโหยหวนที่ดังมาจากหีบไม้ไม่ได้เงียบลง แต่มันกลับดังระงมอยู่ในหัวของเขา หีบไม้เริ่มเปลี่ยนรูปจากไม้เป็นเนื้อเยื่อที่ขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต เรย์เพ่งมองด้วยดวงตาที่มองเห็นความมืด และสิ่งที่เขาเห็นทำเอาเขาต้องหยุดชะงัก
มันไม่ใช่ของวิเศษ แต่มันคือ ‘ชิ้นส่วนความทรงจำ’ ของครอบครัวเขาที่หายไปเมื่อสิบปีก่อน
ในเสี้ยววินาทีนั้น รถบรรทุกคันใหญ่ตรงหน้าก็เริ่มสลายตัวกลายเป็นฝุ่นผงของมิติ เผยให้เห็นว่าจริงๆ แล้วไม่มีรถบรรทุกอยู่ตรงนั้นเลย สิ่งที่มาดามเซนนำมาด้วยมีเพียงความว่างเปล่า และตัวเธอที่ยืนยิ้มเยาะอยู่บนกองซากศพที่เริ่มฟื้นคืนชีพล้อมรอบตัวเขาและจินไว้
“ของชิ้นนี้ไม่ได้จะข้ามพรมแดนไปไหนหรอก เรย์” มาดามเซนกระซิบข้างหูเขาที่ขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ “แต่มันคือการเรียกสิ่งที่คุณทำหายไปกลับมา เพื่อที่จะได้ทำลายมันทิ้งอีกครั้งต่อหน้าต่อตาคุณ”
แสงสีดำสว่างวาบขึ้นจากหีบที่เปิดอ้าออก เรย์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่เขาคุ้นเคยที่สุด กลิ่นของแม่... กลิ่นของบ้านที่มอดไหม้ และในจังหวะที่เขาจะคว้าปืนขึ้นมาป้องกันตัว จินกลับทรุดเข่าลงกับพื้น พร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีสนิมเหมือนโซ่ตรึงวิญญาณเส้นนั้น เขากระซิบด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงของเพื่อนเขาอีกต่อไป
“เรย์... ฉันขอโทษ แต่นายต้องตายตรงนี้ เพื่อให้ประตูที่แปดเปิดออกอย่างสมบูรณ์”
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับความมืดมิดในตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ประตูมิติที่แปด
ชุมนุมมนตรามิติลี้ลับ: พันธสัญญาของวิเศษต้องสาป•ตอนที่ 36
ขบวนการลักลอบนำเข้า
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชุมนุมมนตรามิติลี้ลับ: พันธสัญญาของวิเศษต้องสาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!