กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคราบน้ำมันเครื่องเก่าๆ ลอยอบอวลจนแสบจมูก ท่ามกลางความเงียบงันของห้องใต้ดินที่ถูกปิดตาย มีเพียงแสงสีส้มสลัวจากตะเกียงพาราฟินที่สาดกระทบใบหน้าด้านข้างของเรย์ ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องอยู่กับวัตถุชิ้นเล็กๆ ในมือ—กุญแจกระดูกสีเหลืองหม่นที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ชีพจรของเขาเต้น มันราวกับว่ากุญแจดอกนั้นกำลังตอบสนองด้วยจังหวะที่สอดคล้องประหนึ่งมันมีชีวิต
"ระวังหน่อยนะครับเรย์... กลิ่นอายของมันเริ่มดึงดูดแมลงเม่าเข้าใกล้รังเข้าไปทุกทีแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำของจินดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อดีตสารวัตรหนุ่มกำลังยืนพิงผนังอิฐมอญที่ชื้นแฉะ ดวงตาเรียวรีมองลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเล็กขึ้นไปยังเบื้องบน ที่ซึ่งถนนของเมืองหลวงยังคงดำเนินไปอย่างปกติสุข โดยไม่ล่วงรู้เลยว่ามีสิ่งมีชีวิตจากมิติอื่นกำลังคืบคลานเข้ามา
เรย์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่หู นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามร่องรอยการแกะสลักรูปอสุรกายบนด้ามกุญแจอย่างเหม่อลอย ความทรงจำในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยความเย็นชา กลับถูกความเย็นของวัตถุชิ้นนี้กรีดซ้ำลงมาในแผลเก่า ภาพของกองเพลิงและเสียงกรีดร้องของครอบครัวยังคงชัดเจนในโสตประสาท ทุกครั้งที่เขาหยิบของต้องสาปขึ้นมา ความรู้สึกผิดบาปจะทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจว่า เขานี่แหละคือผู้เปิดประตูบานนั้นด้วยมือของตนเอง
"ปล่อยให้พวกมันมาสิครับจิน..." เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสความเยียบเย็นที่แม้แต่คนสนิทอย่างจินยังต้องลอบกลืนน้ำลาย "ผมเองก็เบื่อหน่ายกับการตามเก็บกวาดเศษซากความโลภของมนุษย์เต็มทนแล้วเหมือนกัน"
ทว่า ก่อนที่จินจะได้เอ่ยคำเตือนใดๆ เพิ่มเติม บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
อุณหภูมิภายในห้องใต้ดินลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอายของความตายและซากศพที่เน่าเปื่อยโชยมาเตะจมูก ร่างของจินสะดุ้งเฮือก มือแกร่งรีบเอื้อมไปแตะที่ด้ามปืนพกข้างเอวโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณดิบของอดีตตำรวจบอกเขาชัดเจนว่า มีบางสิ่งบางอย่าง—บางสิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป—กำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขา
"ความเงียบงันของตลาดมืด... ช่างน่ารื่นรมย์เสียจริงว่าไหมครับ คุณพ่อค้าหนุ่ม"
เสียงแหบพร่าคล้ายกระดาษทรายถูกเสียดสีดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวพ้นจากมุมอับที่แสงตะเกียงส่องไม่ถึง ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งบนถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากกระดูกสัตว์ป่าที่ผุกร่อน ดวงตาสสีแดงฉานคู่หนึ่งส่องประกายเรืองรองอยู่ภายใต้ความมืด มอตรงมาที่กุญแจกระดูกในมือของเรย์ด้วยความกระหายหิวอย่างไม่คิดจะปิดบัง
มาดามเซนไม่ได้ขยับตัวนาง เพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ ด้วยรอยยิ้มปริศนาบนมุมปากที่ถูกซ้อนไว้ใต้ความมืดของผ้าคลุม นางไม่ได้ช่วย และก็ไม่ได้ขัดขวาง—ราวกับกำลังนั่งชมละครสัตว์ที่นางเป็นผู้จัดฉากขึ้นมาเอง
เรย์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สายตาไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าที่ลุ่มลึกราวกับหลุมดำ เขาเก็บกุญแจกระดูกเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยถามผู้มาเยือนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
"นักสะสมจากสมาคมลับ... ไม่นึกเลยว่าของเล่นชิ้นนี้จะดึงดูดสุนัขรับใช้ระดับสูงอย่างคุณให้ต้องเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง"
ชายสวมหน้ากากหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและบาดหูราวกับเสียงโลหะขูดกัน "สุนัขรับใช้หรือครับ? ช่างเป็นการเปรียบเปรยที่ไร้เดียงสาเสียจริง... กุญแจดอกนั้นไม่ใช่ของที่คนธรรมดาจะครอบครองได้ มันคือสิทธิ์ในการเปิดประตูบานที่เก้า และนายเหนือของข้า... กำลังรอคอยการกลับมาของมันอย่างใจจดใจจ่อ ส่งมันมาให้ข้าเสียดีๆ แล้วข้าจะเมตตาให้พวกเจ้าตายอย่างไม่ทรมาน"
สิ้นคำพูด ร่างในชุดคลุมสีดำก็หายวับไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วเหนือมนุษย์!
จินเบิกตากว้าง ตะโกนลั่น "เรย์! ระวังตัว!"
พริบตานั้น กรงเล็บแหลมคมที่อาบด้วยควันสีดำทมิฬก็พุ่งตรงเข้าสู่ลำคอของเรย์จากด้านหลังโดยไร้ซึ่งเสียงเตือนใดๆ เรย์เบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แรงลมจากการโจมตีเฉียดผ่านผิวแก้มจนเกิดรอยแผลถลอกเล็กๆ เลือดสีแดงสดซึมออกมา แต่เจ้าตัวกลับไม่มีทีท่าว่าจะตกใจแม้แต่น้อย
เรย์สะบัดมือขวา มีดสั้นอาคมที่สลักอักขระโบราณปรากฏขึ้นพร้อมกับประกายไฟสีฟ้าคราม เขาแทงสวนกลับไปในความมืดทันทีโดยไม่ต้องหันไปมอง เสียงโลหะกระทบกับเกราะล่องหนดังสนั่นสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดิน แรงปะทะทำให้ร่างของนักสะสมลึกลับต้องถอยหลังไปสามก้าว แต่เขาก็ยังคงส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา
"ร้ายกาจไม่เบานี่... สมกับที่เป็นผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน" ชายสวมหน้ากากเอ่ยเยาะเย้ย พร้อมกับดึงกริชสีดำสนิทออกมาจากใต้ผ้าคลุม "แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า เด็กน้อยที่ไร้พลังอย่างเจ้า จะปกป้องกุญแจดอกนั้นจากความตายที่แท้จริงได้?"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นเลือด จินพยายามเล็งปืนไปที่ร่างของศัตรู แต่ความเร็วของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่สามารถหาจังหวะเหนี่ยวไกได้เลย มาดามเซนที่ยืนดูอยู่เงียบๆ เริ่มขยับตัว นางยกไม้เท้าหัวกะโหลกขึ้นเคาะพื้นเบื้องล่างเบาๆ สามครั้ง เกิดระลอกคลื่นพลังงานสีม่วงแผ่ขยายออกไป ปิดกั้นทางหนีทีไล่ของทุกคนในห้องราวกับต้องการขังพวกมันไว้ในสังเวียนมรณะแห่งนี้
เรย์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอายความมืดในตัวเขาเริ่มตื่นขึ้น ดวงตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นประกายสีอำพันน่าสะพรึงกลัว เขารู้ดีว่าศัตรูรายนี้ไม่ใช่แค่โจรทั่วไป แต่นี่คือตัวแทนจากองค์กรลับที่ตามล่าของวิเศษต้องสาปมานานนับศตวรรษ และพวกมันจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้กุญแจในมือเขาไป
"ถ้าอยากได้นัก..." เรย์เอ่ยเบาๆ พร้อมกับดึงกุญแจกระดูกออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไอความเย็นของมันแผ่ขยายจนน้ำแข็งเกาะตามพื้นห้อง "ก็เข้ามาเอาเองสิครับ... ถ้ามั่นใจว่ามือของพวกคุณจะไม่เน่าเปื่อยเสียก่อน"
แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะพุ่งเข้าปะทะกันเป็นรอบตัดสิน ประตูเหล็กบานใหญ่ของห้องใต้ดินก็ถูกกระชากให้เปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือปริศนา แสงไฟจ้าจากภายนอกสาดส่องเข้ามาจนทุกคนต้องหรี่ตาลง
ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวเปื้อนโคลนก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายของเรย์ต้องเย็นเฉียบ นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายสมาธิของทุกคนลงในพริบตา
"คุณพ่อฝากบอกว่า... กุญแจดอกนั้นไม่ใช่ของท่าน แต่เป็นของฉันต่างหากล่ะคะ พี่ชาย"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดในประตูที่แปดไปพร้อมกับผมนะครับ
ประตูมิติที่แปด
ชุมนุมมนตรามิติลี้ลับ: พันธสัญญาของวิเศษต้องสาป•ตอนที่ 10
นักสะสมผู้หิวกระหาย
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชุมนุมมนตรามิติลี้ลับ: พันธสัญญาของวิเศษต้องสาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!