กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ ที่ติดอยู่บนปลายนิ้วยังคงชัดเจนราวกับเข็มพิษที่ตอกย้ำถึงการมีอยู่ของเขา... คาร์ลอส วินเซนโซ่
เรนิสาหยิบแก้ววิสกี้ราคาแพงที่รินทิ้งไว้จนน้ำแข็งละลายหมดแล้วขึ้นมาจิบ ของเหลวสีอำพันร้อนผ่าวลวกผ่านลำคอ แต่มันก็ยังไม่ร้อนแรงเท่าสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่เคยลากไล้ไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน รถแท็กซี่ที่เธอนั่งอยู่วิ่งผ่านแสงไฟนีออนของเมืองหลวงที่สั่นไหวราวกับภาพหลอน เธอหมุนสร้อยข้อมือทองคำบนข้อมือเรียวเล็กไปมา แสงไฟจากท้องถนนตกกระทบผิวโลหะจนเกิดประกายแสบตา
“คนสวย... จะไปที่ไหนต่อดีครับ? สี่แยกหน้าเลี้ยวขวาจะเข้าเขตโรงแรมหรูแล้วนะ” เสียงคนขับรถดังแทรกเข้ามาท่ามกลางความเงียบที่กดทับ
“ไม่ค่ะ... ขับไปเรื่อยๆ จนกว่าฉันจะบอกให้หยุด” เสียงของเธอราบเรียบ แต่ภายในกลับปั่นป่วนดั่งพายุที่กำลังก่อตัว
ความเหงาไม่ได้มาในรูปแบบของความเงียบ แต่มันมาในรูปแบบของ "ความว่างเปล่า" ที่แสนจะรุนแรง เรนิสาหลับตาลง ภาพของคาร์ลอสในค่ำคืนที่ผ่านมาผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ แววตาสีเข้มดุจมหาสมุทรที่มองเธอราวกับเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขาต้องการครอบครอง ร่างกายกำยำที่เบียดชิดจนไม่มีช่องว่างให้อากาศหายใจ ปลายนิ้วกร้านที่บีบเค้นสรีระของเธอด้วยจังหวะที่เร่งเร้าจนลมหายใจขาดห้วง... ทุกอย่างมันดูจริงจังและรุนแรงเกินกว่าจะเรียกว่าเกม
เธอหวนนึกถึงสัมผัสที่ซอกคอ... จุมพิตที่เร่าร้อนและกดดันราวกับจะสูบเอาวิญญาณเธอไปกักขังไว้ในกรงขังของเขาเพียงผู้เดียว เธอเกลียดตัวเองที่ยังคงถวิลหาความดิบเถื่อนนั้น เธอเกลียดที่รู้ตัวว่าการหนีออกมาครั้งนี้ คือการเปิดทางให้เมธาได้ก้าวเข้ามาในช่องว่างที่เขาทิ้งไว้
ณ เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง คาร์ลอสยืนอยู่หน้าหน้าต่างบานยักษ์ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพของเมืองทั้งเมืองภายใต้ความมืด เขาไม่ได้เปิดไฟ แม้แต่แสงจากโคมไฟระย้าก็ดูจะรบกวนอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในอก เขากำแก้วคริสตัลแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"คุณหนีไปไหนไม่ได้หรอก เรนิสา" เขาพึมพำกับความว่างเปล่า
คาร์ลอสทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้ ความเย็นของมันแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง แต่ในห้วงคำนึง เขายังคงสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนของเรือนร่างเธอ กลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมของเธอที่ยังติดจมูก เขาหลับตาลง เห็นภาพเรนิสาในยามที่เธอพ่ายแพ้ให้กับความปรารถนา... เสียงครางกระเส่าที่เปล่งออกมาในยามที่เขาสอดประสานกายเข้าหาเธออย่างหนักหน่วงและเร่าร้อน ความร้อนแรงที่เผาไหม้ทุกเหตุผลให้มอดไหม้เหลือเพียงสัญชาตญาณสัตว์ป่า
เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองช้าๆ ความเหงาที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังกัดกินหัวใจที่เคยเยือกเย็น เกมที่เขาสร้างขึ้นเพื่อทำลายเธอ บัดนี้กลับย้อนกลับมาทำลายความสงบในใจของเขาเอง
ในขณะเดียวกัน ที่ล็อบบี้โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง เรนิสาก้าวลงจากรถแท็กซี่ด้วยชุดราตรีที่เริ่มยับย่น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะต้องตัดไฟแต่ต้นลม เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเมธา
"เร... ผมรอคุณอยู่" เสียงปลายสายตอบกลับทันทีราวกับรู้ตัวว่าเธอจะโทรมา "คุณเลือกทางผิดแล้วนะ การอยู่กับคาร์ลอสไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการกลับมาหาผมหรอก"
"อย่าสำคัญตัวผิดไป เมธา" เรนิสาแค่นยิ้ม แววตาแข็งกร้าวขึ้น "ฉันแค่ต้องการให้คุณช่วยเรื่องเอกสารสัญญาที่คาร์ลอสกำลังจะใช้เล่นงานฉัน... อย่าคิดว่าฉันจะกลับไปหาคุณ"
"งั้นเหรอ? แต่คุณกำลังเดินมาหาหายนะนะเร" เสียงของเมธาดูมีเลศนัย "รู้ไหมว่าทำไมเขาถึงยอมให้คุณเดินออกมาง่ายๆ ในคืนนี้?"
เรนิสาชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเข้าสู่ลิฟต์ หัวใจกระตุกวูบ
"เพราะเขาไม่ได้ต้องการขังคุณไว้ที่ห้องนอน" เมธาหัวเราะเบาๆ "เขาต้องการขังคุณไว้ในเกมที่เขาสร้างขึ้น และตอนนี้... ทุกย่างก้าวของคุณถูกจับจ้องโดยคนที่คุณเรียกว่าคนรักมาตลอดทั้งคืน"
เรนิสารีบหันกลับไปมองรอบด้าน ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาในชุดสูทสีเข้มก็ปรากฏขึ้นจากมุมมืดของพุ่มไม้ตกแต่งในล็อบบี้ ดวงตาคมกริบของคาร์ลอสจ้องมองมาที่เธอ... เขาไม่ได้อยู่เพนต์เฮาส์ เขากำลังเดินตรงเข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
เขากระซิบข้างหูเธอขณะที่มือหนาคว้าเอวเธอไว้แน่น "เกมนี้ไม่มีคำว่าถอยหรอกนะ เรนิสา... เพราะของที่ฉันตีตราไปแล้ว ต่อให้ตาย ก็ต้องกลับมาอยู่ในกรงของฉัน"
ขอบพระคุณนักอ่านที่รักทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความลุ่มลึกของอารมณ์ในบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ชฎาพรายไวน์แดง
เล่ห์ร้ายซ่อนพิษสวาท (The Velvet Trap)•ตอนที่ 39
เมื่อความเหงาเข้าครอบงำ
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์ร้ายซ่อนพิษสวาท (The Velvet Trap) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!