เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องรับรองที่เย็นเฉียบ รินรดาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าภาพเบื้องหน้าจะกลายเป็นความจริงที่ต้องรับมือ บุคคลที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูเวลานี้ไม่ใช่แขกไม่ได้รับเชิญธรรมดา แต่เป็นตัวปัญหาชิ้นโบว์แดงที่พวกเธอพยายามหลบหน้ามาตลอดสัปดาห์
"นี่ฉันมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะ... ท่านประธานคนเก่ง กับคุณเลขาฯ จำเป็น ถึงได้ทำหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ แบบนั้น"
น้ำเสียงหวานหยดย้อยแต่วับด้วยพิษสงเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปที่ก้าวเข้ามาโดยไม่รอคำ
รสาหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบไร้อารมณ์ไหววับด้วยความตื่นตระหนก ร่างบางของท่านประธานสาวชะงักค้างอยู่กลางอากาศ มือเรียวที่เมื่อครู่เกือบจะเอื้อมไปแตะไหล่ของรินรดาถูกชักกลับราวกับโดนไฟลวก ปราการน้ำแข็งที่รสาเพียรสร้างมาทั้งชีวิตดูเหมือนกำลังจะละลายกลายเป็นจุลภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที เมื่อปัญหาใหญ่หลวงพุ่งเข้าชนพวกเธอแบบประชิดตัวในวินาทีที่หัวใจของทั้งคู่เพิ่งจะเริ่มเปิดรับความรู้สึกบางอย่างเข้าไป
"คุณ... เข้ามาได้ยังไง" รสาเค้นเสียงลอดไรฟัน ความเย่อหยิ่งถูกดึงกลับมาใช้เป็นเกราะกำบังอย่างรวดเร็ว แม้ปลายนิ้วจะยังเย็นเฉียบ
"ก็เดินเข้ามาด้วยขาตัวเองสคะท่านประธาน... พอดีได้ยินข่าววงในมาว่าโปรเจกต์ใหญ่กำลังจะล่ม ฉันในฐานะบอร์ดบริหารคนสำคัญ เลยต้องรีบมาดูให้เห็นกับตาว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่าง 'เจ้านาย' กับ 'ลูกน้อง' เขาพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว ถึงได้ละเลยงานในความรับผิดชอบ" รอยยิ้มเยาะหยันฉาบบนใบหน้าโฉบเฉี่ยวของแขกผู้มาเยือน
รินรดากัดฟันกรอด ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนร้อนผ่าวที่ปลายจมูก หญิงสาวขยับตัวก้าวขึ้นมาบังหน้ารสาไว้โดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตฉายแววแข็งกร้าวทันที ไม่มีหรอกความกลัว มีแต่ความพยศที่พร้อมจะสู้ตาตั๋วต่อตา
"ถ้าตาไม่บอดจนเกินไป คุณน่าจะเห็นนะคะว่าพวกเรากำลังเคร่งเครียดกับงาน ไม่ใช่มาเดินเล่นรับลม ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร เชิญป้ายหน้าค่ะ พื้นที่ตรงนี้ไม่ต้อนรับคนมารยาททราม" รินรดาตอกกลับเสียงเฉียบคม รอยยิ้มกวนประสาทถูกส่งไปให้อย่างไม่เกรงกลัว
แขกผู้มาเยือนหุบยิ้มฉับ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่โดนเด็กเมื่อวานซืนย้อนเกล็ด "ปากเก่งนักนะรินรดา ระวังเถอะ... เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ตอนนี้ มันไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิดหรอกนะ"
บรรยากาศในห้องคุกกรุ่นจนแทบหายใจไม่ออก รสาที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดตัดสินใจก้าวขาพ้นเงาของรินรดา มือเรียวยื่นไปจับข้อมือของคนตัวเล็กกว่าไว้เบาๆ เป็นสัญญาณเตือนให้หยุดปะทะ รสาสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความสุขุมเยือกเย็นกลับคืนมา แม้ข้างในจะปั่นป่วนราวกับพายุเข้าก็ตามที
"เชิญนั่งก่อนสิคะ... ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว เราจะได้คุยกันให้เคลียร์ทีเดียวเลยว่าคุณต้องการอะไรกันแน่" รสายกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทรงพลังและเยnชาจนอีกฝ่ายถึงกับชะงัก
การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มันคือเดิมพันครั้งใหญ่ที่เดิมพันด้วยหัวใจและความลับที่พวกเธอพยายามปิด
หลังจากผ่านพ้นมรสุมชั่วคราวจากการปะทะคารมในห้องรับรอง รสาและรินรดาตัดสินใจหนีความอึดอัดทั้งหมดมายังคอนโดมิเนียมส่วนตัวของท่านประธาน บรรยากาศภายในห้องกว้างขวางตกแต่งด้วยโทนสีเข้มดูเคร่งขรึม แต่ในยามค่ำคืนนี้ กลับเต็มไปด้วยความเงียบงันที่ชวนให้อึดอัด ยิ่งคิดถึงสายตาจับผิดของคนคนนั้น รสายยิ่งขมวดคิ้วแน่น
รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวนุ่มอย่างหมดแรง หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นเจ้านายที่ยืนเหม่อมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ ทัศนียภาพแสงสีของเมืองหลวงยามค่ำคืนสะท้อนลงบนนัยน์ตาคู่สวยที่ฉายแววเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
"คุณรสา..." รินรดาเรียกเสียงแผ่ว ความรู้สึกบางอย่างที่อัดอั้นทำให้เธอทนเห็นอีกฝ่ายแบกรับไว้คนเดียวไม่ไหว
รสาหันกลับมามอง ชั่วพริบตาเดียวที่แววตาแข็งกระด้างอ่อนแสงลง ร่างเพรียวเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน แต่เว้นระยะห่างไว้พอสมควรตามนิสัยเจ้าระเบียบ
"เหนื่อยไหมคะ" รินรดาเอ่ยถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างที่แทบไม่เคยหลุดออกมาให้ใครเห็น หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่แทบจะชิดกัน "หมายถึง... เหนื่อยกับการต้องสร้างกำแพงแข็งๆ ไว้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทำร้าย"
รสาชะงัก นัยน์ตาไหววับวูบหนึ่ง หญิงสาวเบือนหน้าหนีเล็กน้อยราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองเห็นความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ข้างใน "ฉันชินแล้วค่ะ... คนอย่างรสา ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น"
"แต่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนอื่นนี่คะ" รินรดาแย้งเสียงเบา มือเรียวเอื้อมไปแตะหลังมือของท่านประธานสาวที่วางอยู่บนตักอย่างถือวิสาสะ "เราอยู่ด้วยกัน... ในพื้นที่ของเรา"
สัมผัสอุ่นๆ จากมือของรินรดาทำเอารสาใจกระตุกวูบ ความอุ่นซ่านแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างน่าประหลาด รสาไม่ได้ชักมือหนี ปล่อยให้อีกฝ่ายกุมไว้อย่างนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนก่อนหน้า กลับเป็นความเงียบที่อบอวลไปด้วยความเข้าใจและความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
เพื่อเป็นการเยียวยาความตึงเครียดตลอดทั้งวันที่ผ่านมา และเพื่อใช้เวลาร่วมกันเหมือนคู่รักจริงๆ ตามที่ใจเรียกร้อง รสาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นปกติที่สุด
"ถ้าไม่รังเกียจ... คืนนี้ ช่วยทำอะไรให้ฉันกินหน่อยสิคะ ฝีมือคุณเมื่อคราวก่อน รสชาติยังติดลิ้นอยู่เลย"
รินรดากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ "แหม ท่านประธานคนเก่ง คิดจะใช้งานฉันนอกเวลางานอีกแล้วเหรอคะ ค่าจ้างโอทีแพงนะบอกไว้ก่อน"
"อยากได้อะไรล่ะคะ... เงินเดือน หรือจะเอาตัวฉันไปขัดดอกแทนดีล่ะ" รสาหันมาเลิกคิ้วมอง พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เจือความขี้เล่น ซึ่งนานๆ ทีจะได้เห็น ทำเอารินรดาใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก
"ยัยประธานเจ้าเล่ห์!" รินรดาแกล้งค้อนใส่ วงหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด "ลุกเลยค่ะ ไปเป็นลูกมือฉันที่ครัวเดี๋ยวนี้เลย อย่ามานั่งลอยหน้าลอยตา"
บรรยากาศในห้องครัวกว้างขวางเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีชมพูขนาดย่อม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องปรุงและอาหารไทยฟุ้งกระจายไปทั่ว รสาที่ปกติจับแต่ปากกาเซ็นเอกสารและเคาะตัวเลข ตอนนี้กลับยืนเก้ៗกังๆ อยู่หน้าเคาน์เตอร์ตามคำบัญชาของเชฟจำเป็นอย่างรินรดา
"จับมีดแบบนั้นได้ที่ไหนกันคะ เดี๋ยวก็หั่นโดนนิ้วสวยๆ ของท่านประธานหรอก" รินรดาบ่นอุบเมื่อเห็นรสาถือมีดหั่นผักด้วยท่าทางเงอะงะ หญิงสาวตัดสินใจขยับเข้าไปประชิดด้านหลัง วงแขนเรียวอ้อมไปกุมมือบางของรสาไว้เพื่อจัดท่าทางให้ถูกต้อง
รสาตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับอกอحอุ่นของรินรดา ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่บริเวณต้นคอทำเอาสติกระเจิดกระเจิง หัวใจเต้นรัวระรัวจนดังแข่งกับเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า
"อะ... แบบนี้เหรอ" รสาเค้นเสียงถาม พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
"ค่ะ... ตั้งสมาธิสิคะ มองที่ผัก ไม่ใช่มามองหน้าฉัน" รินรดาแกล้งกระซิบชิดใบหู ร ่างบางแนบชิดยิ่งขึ้นจนแทบไม่มีช่องว่าง รสาซึมซับความอบอุ่นนั้นไว้โดยไม่คิดจะขัดขืน ปล่อยให้ช่วงเวลาธรรมดาๆ กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษที่หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
อาหารมื้อค่ำผ่านไปท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม รสาพบว่าการได้ใช้เวลาแบบนี้กับรินรดา—คนที่ไม่เคยกลัวเธอเลยสักนิด—มันทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจมานานค่อยๆ เลือนหายไป ทั้งสองช่วยกันเก็บล้างก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างกันที่โซฟาตัวเดิม สายตาประสานกันโดยบังเอิญและความเงียบก็โรยตัวลงอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความหมาย
รสายื่นมือไปเกลี่ปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มของรินรดาก่อนจะแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้รินรดานิ่งงั้น ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของอีกฝ่ายที่ฉายแววความรู้สึกมากมายที่ยังไม่ได้พูดออกมา
"ริน..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกแผ่วเบา "ขอบคุณนะคะที่อยู่ข้างๆ... ในวันที่ฉันเกือบจะล้ม"
รินรดายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่รสาเคยได้รับ หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนริมฝีปากแทบจะชิดกัน "บอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ได้ไปไหน... ต่อให้ใครจะเข้ามาขัดขวาง หรือมีอุปสรรคอะไรรออยู่ข้างหน้า ฉันก็จะไม่ปล่อยมือคุณเด็ดขาด"
รสาใจกระตุกวาบกับคำพูดที่หนักแน่นและจริงใจนั้น ความกลัวที่เคยมีมลายหายไปสิ้น รสาเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ร่างกายโน้มเข้าหาอย่างห้ามใจไม่ไหว ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงลมหายใจกั้น
ดวงตาทั้งคู่ประสานกันอย่างสื่อความหมาย ปลายจมูกเกือบจะแตะกันอยู่รอมร่อ รสากำลังจะหลับตาลงเพื่อรับสัมผัสที่โหยหา แต่ทว่า...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าห้องดังแผดเสียงขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกจนย่อยยับ รสาและรินรดาสะดุ้งเฮือกผละออกจากกันแทบไม่ทัน รินรดาลอบถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ขณะที่รสาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ดวงตาคู่คมฉายแววระแวงขึ้นมาทันที
ใครกันที่มาOานวิกาลแบบนี้?
รสายืนขึ้นเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ไปที่ประตูหน้าห้องด้วยความไม่พอใจ มือเรียวบิดลูกบิดแล้วกระชากประตูเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ
ทว่า... ร่างที่ยืนยิ้มระรื่นอยู่หน้าห้องกลับทำให้รสาถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหินในเสี้ยววินาที
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมฟินไปด้วยกันนะคะ!
ยัยตัวแสบกับท่านประธานสายโหด (ขอโทษครับ...ผมโบ้เอง)•ตอนที่ 20
ความหวังครั้งใหม่
ผลงานโดย ควีนบีทูโก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควีนบีทูโก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยัยตัวแสบกับท่านประธานสายโหด (ขอโทษครับ...ผมโบ้เอง) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!