“ถ้าคิดจะมาทำคะแนนไถ่บาปด้วยความสงสารล่ะก็... เก็บความเวทนาปลอมๆ นั่นแล้วไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันซะเถอะค่ะ ท่านประธานรสรินทร์!”
น้ำเสียงที่หวาดระแวงและเจือไปด้วยหยาดหยดแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องพักส่วนตัวปิดลง รินรดายืนกอดอกแน่น แผ่นหลังบางแนบชิดกับบานประตูราวกับต้องการสร้างเกราะกำบังจากโลกภายนอก ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววพยศและแข็งกร้าว บัดนี้กลับไหวระริกด้วยม่านน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามกะพริบไล่มันกลับเข้าไปอย่างสุดความสามารถ หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำด้วยความเจ็บแปลบผสมปนเปกับความอับ
รสาสะอفนเล็กน้อยกับถ้อยคำเชือดเฉือนที่พุ่งตรงมาปักกลางอก ร่างสูงสง่าในชุดสูทเข้ารูปสีเข้มหยุดยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเรียบเฉยไหววูบไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความโกรธที่ถูกต่อว่าอย่างไร้เยื่อใย แต่เป็นเพราะประกายความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเกรี้ยวกราดของอีกฝ่ายต่างหากที่กำลังทำลายเกราะกำแพงน้ำแข็งของเธอจนราบคาบ
“ริน...” เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดริมฝีปากอิ่มออกมาราวกับคนกระซิบ มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความลังเลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของผู้บริหารสาวผู้ทรงอิทธิพล รสาขยับตัวเข้าใกล้ชิดอีกนิดอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเสือสาวตรงหน้าจะกระโจนเข้าใส่ด้วยกรงเล็บที่แหลมคมอีกครั้ง “ฉันไม่ได้...”
“หยุดนะคะ!” รินรดายกมือขึ้นห้ามพร้อมกับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความรังเกียจเดียดฉันท์—ไม่ใช่รังเกียจตัวรสา แต่เป็นการรังเกียจความรู้สึก ‘น่าสมเพช’ ของตัวเองที่เผลอไผลไปกับความอ่อนโยนจอมปลอมนั่น “คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครคะ? นางเอกผู้เสียสละที่ต้องมารับผิดชอบเก็บกวาดซากปรักหักพังของยัยตัวแสบคนนี้เพราะความสงสารงั้นเหรอ? ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณมาดูแล! ไม่ได้ขอให้คุณต้องทำดีด้วยตอนที่ฉันตกอับแบบนี้!”
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในห้องชุดหรูหราจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัด รสานิ่งงันไปกับคำพูดที่เหมือนคมมีดกรีดแทงลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้หญิงคนนี้มักจะมีวิธีทำให้เธอรู้สึกจนมุมด้วยวาจาเสมอ แต่ครั้งนี้... มันลึกซึ้งและบาดลึกเกินกว่าที่เธอจะหาคำพูดใดมาโต้แย้ง
ความจริงแล้ว ในค่ำคืนนี้ รสาเพียงแค่ต้องการใช้เวลาอยู่ใกล้ๆ คนที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเธอกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเท่านั้น ความห่วงใยที่แสดงออกไปมันมาจากความรู้สึกข้างในลึกๆ ที่เธอเองก็เพิ่งจะตระหนักรู้ แต่มันกลับถูกตีความว่าเป็นเพียงแค่ ‘ความเวทนา’ จากคนเหนือกว่าที่มองลงมายังคนเพลี่ยงพล้ำ
“คุณคิดว่าฉันทำทั้งหมดนี่เพราะความสงสารจริงๆ เหรอคะ?” รสาเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำของรินรดาอย่างสื่อความหมาย “ริน... มองหน้าฉันสิคะ มองให้ชัดๆ ว่าผู้หญิงอย่างรสรินทร์คนนี้ เคยทำอะไรเพื่อใครอย่างไร้เหตุผลบ้างไหมในชีวิต?”
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นผิดจังหวะกับแววตาจริงจังที่อีกฝ่ายส่งมา แต่วิทยาการป้องกันตัวทางความรู้สึกกลับสั่งให้เธอยังคงตั้งกำแพงสูงลิ่ว
“ฉันจะไปรู้เหรอคะ? คุณอาจจะแค่ว่างมากจนอยากหาความบันเทิงราคาถูกด้วยการเล่นเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ กับยัยตกอับคนนี้ก็ได้!” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเอง “ขอบคุณนะคะสำหรับความหวังดีปลอมๆ แต่เชิญคุณกลับห้องไปเถอะค่ะ ฉันอยากอยู่คนเดียว!”
รสาเม้มริมฝีปากแน่น ความอดทนที่มีต่อพายุอารมณ์ของรินรดาพุ่งชนขีดจำกัด แต่แทนที่จะถอยหลังกลับและปล่อยให้ความเข้าใจผิดนี้กัดกินความสัมพันธ์ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น ร่างสูงกลับตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว
พรึบ!
“ปล่อยนะคะ! คุณจะทำอะไร... อื้อ!”
คำประท้วงทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อรสารวบเอวบางเข้าหาตัวด้วยเรียวแรงที่เหนือกว่า ก่อนจะกดริมฝีปากลงบนเรียวปากที่เอาแต่ต่อล้อต่อเถียงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด มันไม่ใช่จูบแห่งการลงทัณฑ์ แต่มันคือการประกาศก้องด้วยการกระทำ—จูบที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ความเจ็บปวดจากความเข้าใจผิด และความจริงใจที่เอ่อล้นจนทะลักทลาย
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยและสัมผัสอุ่นวาบที่ริมฝีปากกำลังละลายเกราะป้องกันทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก มือเล็กที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทของอีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความวูบวาบที่ตีรวนขึ้นมาในอกจนหายใจแทบไม่ทัน
รสาทอดถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้รินรดายืนหอบหายใจจนตัวโยน ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำลามไปถึงใบหู ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกและสับสนระคนกัน
“ถ้าฉันสงสารคุณ... ฉันคงไม่รู้สึกเจ็บเวลาที่คุณผลักไสฉันแบบนี้หรอกนะคะ รินรดา” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ชิดริมใบหู ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใสจนขนลุกซู่ รสาสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงจังที่ไร้ซึ่งการเสแสร้ง “และจำใส่ใจไว้นะคะว่า... ผู้หญิงอย่างรสรินทร์ ไม่เคยเสียเวลาทำดีกับใคร ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่... คนสำคัญ”
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของท่านประธานสาวนิ่งสนิท ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมรุนแรงในความรู้สึกของคนทั้งคู่ รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน คำว่า ‘คนสำคัญ’ วนเวียนก้องอยู่ในหัวสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศที่กำลังระอุและเปราะบางลงในเสี้ยววินาที รสาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ ในขณะที่รินรดาสดุ้งสุดตัวและรีบผลักร่างสูงให้ออกห่างทันที
แกร็ก!
ประตูดังกล่าวถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ ร่างของเลขานุการส่วนตัวของรสาพุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด โดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาตแม้แต่น้อย
“ท่านประธานคะ!แย่แล้วค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ที่บริษัทแล้วค่ะ! คลิปเสียงการประชุมลับเมื่อตอนบ่ายถูกปล่อยว่อนในโลกออนไลน์ และตอนนี้... นักข่าวแห่กันไปันที่ล็อบบี้คอนโดนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ!”
รสาหน้าถอดสีทันที ดวงตาคมหันกลับมามองรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหลัง ความตึงเครียดสายใหม่พุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรงในทันที
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและจิกหมอนไปด้วยกันในตอนนี้ แล้วเตรียมตัวรับแรงกระแทกในตอนหน้าไปพร้อมกับควีนบีทูโกได้เลยนะคะ!
ยัยตัวแสบกับท่านประธานสายโหด (ขอโทษครับ...ผมโบ้เอง)•ตอนที่ 22
ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่
ผลงานโดย ควีนบีทูโก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควีนบีทูโก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยัยตัวแสบกับท่านประธานสายโหด (ขอโทษครับ...ผมโบ้เอง) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!