คราบโลหิตแห้งกรังบนธรณีประตูเรือนพักศิษย์สาย外ยังไม่ทันจางหาย หยาดน้ำค้างยามราตรีก็ถูกแผดเผาจนระเหยกลายเป็นไอด้วยคลื่นความร้อนที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของหลี่ชิงหยุน
"นายท่าน... คนของ 'แดนบูรพา' เคลื่อนไหวแล้วครับ..."
น้ำเสียงของเงาอสูรผู้รายงานยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด ทว่าเวลานี้ หลี่ชิงหยุนหาได้มีเวลาใส่ใจกับหมากบนกระดานยุทธภพเหล่านั้นไม่ ดวงตาดำขลับของเขากวาดมองไปเบื้องหน้าด้วยประกายตาดุดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะสับ
ภายในห้วงจิตวิญญาณอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต ซึ่งมีเพียงหมอกควันสีเทาหม่นและเศษเสี้ยวพลังปราณอันรกร้าง บัดนี้กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พื้นดินวิญญาณที่แห้งแล้งมานับร้อยปีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว ใจกลางมหาสมุทรจิตปราณปรากฏเปลวเพลิงสีชาดพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ความร้อนระอุระดับที่จะหลอมละลายเหล็กไหลให้กลายเป็นของเหลวแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน
*ครืนนน—!*
เสียงคำรามทุ้มต่ำดังก้องกังวานมาจากห้วงลึก มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงคำรามของเจ้าแห่งสรรพสัตว์ผู้ครองบรรพกาล
"ฮ F หึๆ... หลับใหลมานานหลายภพหลายชาติ ในที่สุดก็มีเศษสวะ... เอ่อ ไม่สิ มีนายท่านผู้ทรงเกียรติมาปลุกข้าตื่นขึ้นจากนิทราเสียที!"
น้ำเสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ เบื้องหน้าของจิตสำนึกหลี่ชิงหยุน ร่างอ้วนกลมราวกับลูกบอลขนสีเพลิงกำลังกลิ้งไปมาอย่างไม่สำรวม ก่อนที่มันจะดีดตัวลอยขึ้นกลางอากาศ ขาสั้นป้อมกอดอกทำท่าทางวางอำนาจ ทั้งที่ดวงตากลมโตกำลังกวาดมองสำรวจเจ้าของร่างใหม่อย่างพินิจพิเคราะห์
"เจ้าอ้วนเปา?" หลี่ชิงหยุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววขบขันระคนสมเพชเวทนา "สัตว์อสูรบรรพกาลนามกระเดื่อง 'พยัคฆ์อัคคีเพลิงทมิฬ' ผู้เคยแผดเผาเก้าชั้นฟ้าจนจุลจุน ไฉนสภาพเจ้าตอนนี้จึงดูคล้ายหมูตอนขนฟูที่กินอิ่มแล้วนอนรอความตายเช่นนี้เล่า?"
เจ้าอ้วนเปาถึงกับสะดุ้งโหยง ขนสีเพลิงทั่วร่างพองฟูขึ้นทันที มันชี้หน้า (อุ้งเท้า) มาทางหลี่ชิงหยุนแล้วส่งเสียงแหลมสูงโวยวาย
"สามหัน! สามหันเกินไปแล้วไอ้หนุ่ม! นี่คือร่างจำแลงอันทรงภูมิและสง่างามที่สุดในสามโลกต่างหาก! ตาถึกหรืออย่างไรจึงมองไม่ออกว่าความอวบอ้วนนี้คือเคล็ดวิชา 'กลืนกินดารา' ระดับบรรพกาล! ว่าแต่... เจ้ามีเนื้อย่างเกลือวิญญาณติดตัวมาด้วยหรือไม่ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว รีบถวายมาให้ข้าเสียดีๆ!"
"อยากกินเนื้อย่าง?" หลี่ชิงหยุนแค่นหัวเราะในลำคอ รัศมีกระบี่รอบกายแผ่พุ่งออกไปกดดันจนบรรยากาศในห้วงจิตบิดเบี้ยว "ข้ามิใช่คนเลี้ยงสัตว์ และที่นี่ก็มิใช่โรงครัว หากเจ้าคิดจะพึ่งพาอาศัยพลังของข้าเพื่อฟื้นคืนชีพ ก็จงแสดงคุณค่าของเจ้าออกมา มิฉะนั้น... ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ถลกหนังเจ้ามาทำเป็นพรมเช็ดเท้าหน้าเรือน!"
บรรยากาศในห้วงจิตพลันเงียบงันลงชั่วขณะ เจ้าอ้วนเปาหูตั้งชัน ดวงตากลมโตจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของหลี่ชิงหยุน มันพบแต่ความเยือกเย็น ดุดัน และเด็ดเดี่ยวราวกับเทพสงครามผู้ผ่านศึกมานับหมื่นปี ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อพลังระดับบรรพกาลของมันแม้แต่น้อย
ริมฝีปากของพยัคฆ์อัคคีจอมกวนประสาทกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนที่มันจะหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่น
"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีเยี่ยม! สมแล้วที่เป็นผู้ถือครอง 'วิถีกระบี่ไร้พ่าย' ในตำนาน ข้าเลือกนายไม่ผิดคนจริงๆ!"
เจ้าอ้วนเปาประสานอุ้งเท้าทั้งสองข้างเข้าหากัน ทันใดนั้น เปลวเพลิงสีชาดรอบกายก็หลอมรวมเข้ากับจุดตันtian (จุดศูนย์Iกลางพลังปราณ) ของหลี่ชิงหยุน เกิดเป็นอักขระโบราณรูปพยัคฆ์คำรามประทับลึกลงบนกระดูกสันหลังของชายหนุ่ม คลื่นพลังมหาศาลทะยานทะลวงผ่านจุดชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าจุดในชั่วพริบตา!
*เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!*
เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นหวั่นไหว ขอบเขตพลังของหลี่ชิงหยุนที่ติดค้างอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นต้น พุ่งทะยานขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด สู่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นกลาง... ขั้นปลาย... และทะลวงผ่านเข้าสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้ลมปราณ' อย่างสะเทือนเลื่อนลั่น!
ภายนอกโลกความเป็นจริง ณ เรือนพักศิษย์สาย外 ห้วงมิติรอบด้านพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนศิษย์สำนักรอบข้างต่างพากันตื่นตระหนก วิ่งหนีตายอลหม่านเพราะคิดว่าเกิดเพลิงบรรพกาลเผาสำนัก
ทว่า ในขณะที่หลี่ชิงหยุนกำลังหลอมรวมพลังกับเจ้าอ้วนเปาจนสมบูรณ์ ประตูเรือนพักก็ถูกถีบกระเด็นด้วยแรงปราณอันรุนแรง!
"หลี่ชิงหยุน! เจ้าสวะชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไรจึงก่อความวุ่นวายในเขตสำนัก!"
ร่างของผู้อาวุโสรองก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่เบิกฟ้าในมือ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารเข้มข้น ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ชิงหยุนต้องหรี่ตาลงมิใช่ตัวของผู้อาวุโสรอง หากแต่เป็นเงาร่างบอบบางในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวตามเข้ามาติดๆ
ไป๋จื่อรั่ว... นางเซียนน้ำแข็งผู้เย็นชาต่อคนทั้งหล้า บัดนี้แววตาคู่สวยคู่นั้นกำลังสั่นระริก ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อกวาดสายตามาพบว่าเขายังคงปลอดภัย ทว่าเบื้องหลังของนาง กลับมีกลุ่มมือสังหารชุดดำจาก 'แดนบูรพา' ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในความมืด พร้อมที่จะลงทัณฑ์สังหารได้ทุกเมื่อ
"ชิงหยุน..." เสียงหวานใสเอ่ยแผ่วเบาราวกับสายลมหนาว แต่นัยน์ตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะเผาIผลาญผืนฟ้าหากใครกล้าแตะต้องชายหนุ่ม
"ภรรยาข้า..." หลี่ชิงหยุนแย้มยิ้มบางๆ แววตาเจ้าเล่ห์หายวับไป แทนที่ด้วยประกายตากร้าวแกร่งดุจพยัคฆ์อัคคีที่เพิ่งตื่นจากนิทรา "เจ้ามาได้เวลาพอดี... ดูเหมือนว่าพวกสวะจากแดนบูรพา จะอยากลองดีกับคมกระบี่เล่มใหม่ของข้าเสียแล้วกระมัง"
เจ้าอ้วนเปาที่สิงสถิตอยู่ในห้วงจิตส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ *[นายท่าน... ระวังหน่อยเล่า แม่นางน้ำแข็งผู้นี้ดูท่าจะหึงจนน่ากลัวกว่าไฟบรรพกาลของข้าเสียอีกนะจะบอกให้!]*
หลี่ชิงหยุนมิได้ตอบโต้เจ้าอ้วนเปา เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณขอบเขตแก่นแท้ระเบิดออกสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมๆ กับที่นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่บินที่เหน็บอยู่ข้างเอว
ความลับของแดนบูรพาที่กำลังจะเปิดเผย, กองกำลังลึกลับที่ปิดล้อมสำนัก, และรอยยิ้มเยือกเย็นของไป๋จื่อรั่วที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้เบื้องหลัง... ทุกอย่างถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่สีชาดถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาเทียนหลางก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน—สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่สำนักไม่ได้ยินมานานนับพันปี!
---
*ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณอันไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!*
เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 2
เสียงคำรามจากพยัคฆ์อัคคี
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!