รอยแยกมิติฉีกกระชากออกราวกับผืนผ้าไหมราคาถูก ประกายสายฟ้าสีครามเข้มฟาดผ่าลงมาบนพื้นศิลาสำนักกระบี่เมฆาจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง กลิ่นอายกดดันระดับมหาเทพผู้ผ่านทัณฑ์สวรรค์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแผ่ซ่านกดทับลงมาดั่งภูเขาห้าขุนเขาพังทลาย เหล่าศิษย์สายในถึงกับกระอักเลือดคำโตทรุดกายลงแนบพื้น หายใจติดขัดราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบลำคอเอาไว้
เจ้าสำนักเทียนหลางก้าวออกมาจากใจกลางรอยแยกมิติด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ชุดคลุมมังกรทองโบกสะบัดตามแรงพายุคลั่ง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองลงมาเบื้องล่างด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่ต่อให้ดิ้นรนเพียงใดก็ไม่มีวันเอื้อมถึงท้องฟ้า
"หลี่ชิงหยุน... ในชาติก่อนเจ้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าไว้เช่นไร วันนี้ข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่าพันทวี!"
เสียงคำรามของเทียนหลางสั่นสะเทือนไปทั่วผืนฟ้า ดึงดูดสายตาหวาดผวาของทุกคนให้หันไปมอง ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวจนแทบหยุดหายใจนั้น กลับมีเสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
"เสียงดังหนวกหูยิ่งนัก... เจ้าแก่ตัณหากลับนี่คิดว่าตัวเองเป็นตัวละครสำคัญขนาดนั้นเลยหรือไง?"
เจ้าอ้วนเปา พยัคฆ์อัคคีบรรพกาล ขยับร่างอ้วนท้วนของมันพลางหาวหวอดใหญ่ ขนสีเพลิงรอบตัวลุกชันขึ้นเล็กน้อยราวกับรำคาญใจที่ถูกขัดจังหวะการนอน มันเหลือบตามองเจ้าสำนักเทียนหลางด้วยแววตาดดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
หลี่ชิงหยุนไม่ได้เอ่ยคำใด เขายังคงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ไป๋จื่อรั่ว ร่างระหงของนางเซียนน้ำแข็งก้าวออกมาเคียงข้างเขาอย่างรู้ใจ ไอร้อนจากเพลิงบรรพกาลและไอเย็นยะเยือกจากกระบี่เซียนผสานเข้าหากันจนเกิดเป็นม่านพลังโปร่งใสปกป้องพรรคพวกด้านหลังไว้ทั้งหมด ดวงตาคู่คมของหลี่ชิงหยุนทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลอันมืดมิด ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบงัน
"ศิษย์พี่... ปล่อยให้ข้าจัดการตาแก่นี่เถอะเจ้าค่ะ" ไป๋จื่อรั่วเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงของนางเย็นชาต่อคนทั้งหล้า แต่เมื่อเอ่ยกับหลี่ชิงหยุนกลับแฝงความอ่อนโยนเอาไว้ลึกซึ้ง นางกระชับกระบี่ในมือแน่น ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนน้ำค้างแข็งเกาะกุมพื้นศิลาเป็นรัศมีร้อยวา
"ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก ยอดดวงใจของข้า..." หลี่ชิงหยุนเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของภรรยา แววตาที่มองนางทอประกายรักใคร่ลึกซึ้งจนคนรอบข้างแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือมหาเทพผู้เย็นชาต่อศัตรู ก่อนที่เขาจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าสำนักเทียนหลาง รอยยิ้มมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันบริสุทธิ์
"เทียนหลาง... เจ้าคิดว่าการก้าวข้ามสู่ขอบเขตราชันย์สวรรค์จะทำให้เจ้ากลายเป็นพระเจ้าผู้กำหนดชะตากรรมได้กระนั้นหรือ? น่าสมเพช... เจ้าก็เป็นได้แค่สุนัขรับใช้ที่บังเอิญเก็บเศษแก่นแท้พลังของบรรพชนมาได้เท่านั้นแหละนะ"
คำพูดเย้ยหยันนั้นบาดลึกเข้าไปในจิตใจของเจ้าสำนักเทียนหลางราวกับใบมีดนับพันเล่ม เส้นเลือดที่ขมับของเทียนหลางปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารรุนแรง
"สามห่าว! เจ้ามันก็แค่ศิษย์สวะที่ถูกขับไล่ออกจากสำนัก คิดว่ามีสัตว์อสูรชั้นต่ำกับวิชามารคอยหนุนหลังแล้วจะต่อกรกับข้าได้งั้นรึ? วันนี้ข้าจะใช้กระบวนท่า 'หัตถ์สวรรค์คว่ำปฐพี' บดขยี้กระดูกทุกชิ้นในร่างของเจ้าให้แหลกคามือ!"
เทียนหลางคำรามลั่น ประกายแสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ พลังปราณระดับราชันย์สวรรค์ระเบิดออกจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว ฝ่าขนาดมหาสมุทรปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมที่จะกดทับลงมาบดขยี้หลี่ชิงหยุนให้แหลกสลายในพริบตา
ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันกำลังจะแผดเผาทุกสิ่ง หลี่ชิงหยุนกลับไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง เขาดึงมือกลับมาประสานไว้ด้านหลังอย่างสบายอารมณ์ ปากก็เอ่ยพึมพำเบาๆ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วข้างถนน
"วิชาตื้นเขิน... ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก"
*ฉึบ!*
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงแผ่วเบา แต่กลับคมชัดก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนอย่างไร้ที่สิ้นเปลือง รัศมีกระบี่สีครามบริสุทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเห็นดวงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมา มันไม่ใช่แค่ปราณกระบี่ธรรมดา แต่เป็น 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ที่กดขี่สรรพสิ่ง!
*ตูมมมม!*
แรงกดดันจากกระบี่เทวะที่หลี่ชิงหยุนปลดปล่อยออกมาเพียงหนึ่งส่วนสี่ แผ่พุ่งเข้าปะทะกับหัตถ์สวรรค์ของเทียนหลางอย่างจัง คลื่นกระแทกมหาศาลกวาดเอาเหล่าผู้อาวุโสสำนักกระบี่เมฆาที่ยืนอยู่ด้านหลังกระเด็นลอยละลิ่วราวกับใบไม้แห้ง
ใบหน้าของบรรดาผู้อาวุโสที่เคยหยิ่งผยองเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ไร้สีเลือดในพริบตา พวกเขาพยายามจะฝืนยืนหยัดต้านทานแรงกดดันนั้น แต่กระดูกทั่วร่างกลับส่งเสียงลั่นดังกรอบแกรบ ราวกับมันกำลังจะแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
แรงกดดันมหาศาลนั้นหนักอึ้งดั่งแบกมหาสุนทรไว้บนบ่า บังคับให้หัวเข่าของเหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติแห่งยุทธภพค่อยๆ อ่อนยวบลงทีละน้อย ความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมวิญญาณ เมื่อพวกเขาตระหนักได้ว่า ต่อหน้าพลังนี้ พวกเขาไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่กำลังท้าทายพายุสุริยะ
*ทรุด!*
เสียงเข่ากระแทกพื้นศิลาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสสูงสุดอันดับหนึ่งของสำนักกระบี่เมฆา ผู้มีตบะแก่กล้ามานานนับร้อยปี บัดนี้กลับต้องคุกเข่าลงต่อหน้าหลี่ชิงหยุนอย่างไม่Yยอมจำนนด้วยซ้ำ ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและอัปยศอดสู
"พวกเจ้า... ยังจำคำนี้ได้หรือไม่..." หลี่ชิงหยุนก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ รองเท้าผ้าดิบกระทบพื้นศิลาเกิดเสียงก้องกังวานราwithเสียงระฆังมรณะ สายตาของเขาเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีที่มองลงไปยังเหล่าผู้อาวุโสที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
"ในชาติก่อน... พวกเจ้าเคยบังคับให้ข้าคุกเข่าขอชีวิตบนลานประลองแห่งนี้อย่างไร..."
หลี่ชิงหยุนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าสำนักเทียนหลางที่กำลังพยายามฝืนต้านทานแรงกดดันด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของมหาเทพหนุ่มอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนต้องแข็งค้าง
"วันนี้... พวกเจ้าจงคุกเข่าต่อหน้าข้า... และชดใช้ด้วยชีวิตซะ!"
*แกร๊ก!...*
มิติเบื้องบนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นเงาร่างลึกลับอีกนับสิบที่ซ่อนอยู่หลังม่านฟ้า พร้อมกับกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันดุเดือดนี้ไปกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 28
คุกเข่าต่อหน้าข้า!
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!