เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 27

การล้างบางกลุ่มทรยศ

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สมบัติเล่มนี้... ไม่ใช่ของเจ้าหรอกนะ... เด็กน้อย น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยขึ้นราวกับเสียงกระซิบจากยมโลกแว่วกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวภายในโถงใหญ่สำนักกระบี่นภา เมฆหมอกสีเทาหม่นที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องนอกราวกับรับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันไร้ขอบเขตที่กำลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลี่ชิงหยุน เบื้องหน้าของเขาคือร่างของผู้อาวุโสตาบอดผู้มีเส้นผมขาวโพลนระบ่า ดวงตาที่บอดสนิททั้งสองข้างถูกปกคลุมด้วยผ้าแพรสีดำสนิท ทว่ากลับแผ่ไอสังหารเย็นเยียบออกมาดุจกระบี่คมกริบที่ซ่อนอยู่ในฝัก ทั่วทั้งร่างของมันสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะแรงกดดันจากปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หลี่ชิงหยุนปล่อยออกมาคุกคามจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น "หลี่ชิงหยุน... เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงกล้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตต้องห้ามของสำนัก แถมยังบังอาจกล่าววาจาอวดดีเช่นนี้!" เสียงแหบพร่าราวกับเศษเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นจากปากของผู้อาวุโสตาบอด มันแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ายับย่นราวกับเปลือกไม้โบราณ มือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างกำด้ามกระบี่ศิลาโบราณแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "อวดดีงั้นหรือ?" หลี่ชิงหยุนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคู่นคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องร่างเบื้องหน้าด้วยความสมเพชเวทนา "ในชาติก่อน เจ้าใช้แผนสกปรกหักหลังข้า ร่วมมือกับเจ้าสำนักเทียนหลางแย่งชิงเคล็ดกระบี่บรรพกาลไปจากมือข้า วันนี้... ข้า مجرد นำมันกลับคืนมา และจะใช้โลหิตชั่วช้าของพวกเจ้า ล้างมลทินให้แก่กระบี่เทวะ!" "โฮ่ง! นายน้อย อย่าไปเสียเวลากับไอ้แก่หนังเหนียวคนนี้เลย ข้าได้กลิ่นอายความเน่าเฟะจากตัวมันจนจะอาเจียนออกมาเป็นกองไฟอยู่แล้ว ให้ข้าพยัคฆ์อัคคีแผดเผามันให้กลายเป็นจุลในพริบตาเดียวเถอะ!" เจ้าอ้วนเปา พยัคฆ์อัคคีบรรพกาลที่ย่อร่างเหลือเพียงขนาดเท่าแมวอ้วนกลมกระโดดขึ้นมาเกาะอยู่บนลาดไหล่กว้างของหลี่ชิงหยุน มันแยกเขี้ยวแหลมคมขู่คำรามเสียงต่ำ ดวงตากลมโตสีเพลิงจ้องมองผู้อาวุโสตาบอดอย่างเหยียดหยาม พร้อมกับพ่นควันไฟสีทองออกมาทางจมูกฟุดฟิด ไป๋จื่อรั่วผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ นางมิได้กล่าวสิ่งใด ทว่าปลายนิเรียวเรียวดุจหยกสลักกลับแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่น้ำแข็งข้างกาย ไอเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกเป็นวงกว้างจนพื้นศิลาสีดำเริ่มปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีคราม รัศมีพลังของนางประสานสอดรับกับหลี่ชิงหยุนอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับมังกรและหงส์ที่โบยบินเคียงคู่กันบนนภากาศ ท่ามกลางหมู่ศัตรูที่รายล้อมอยู่รอบโถงนับร้อยชีวิต ไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัวเข้าใกล้รัศมีของนางแม้แต่ก้าวเดียว "ฮ่าๆๆๆ... ดี! ดีมาก!" ผู้อาวุโสตาบอดเงยหน้าขึ้นหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะแหบแห้งสะท้อนก้องไปทั่วผนังหินผา "คิดว่าเจ้าบรรลุขอบเขตวิญญาณกระบี่แล้วจะกำราบข้าได้หรือ? เจ้าเด็กโง่ สำนักกระบี่นภาแห่งนี้มีค่ายกลกระบี่ผสานสวรรค์คุ้มครองอยู่ ต่อให้เป็นเซียนแท้จริงตกลงมาจากฟ้า หากเหยียบย่างเข้ามา ก็ต้องกลายเป็นเศษเนื้อบดละเอียดอยู่ดี!" สิ้นคำพูดของมัน ทั่วทั้งโถงใหญ่ก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น อักขระสีทองนับพันสายพลันเรืองแสงขึ้นตามเสาหินและพื้นเบื้องล่าง พลังกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่กลุ่มของหลี่ชิงหยุนราวกับภูเขาไท่ซานกดทับ อากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าศิษย์สำนักกระบี่นภาที่แอบซุ่มดูอยู่ตามระเบียงต่างพากันหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว ทว่า หลี่ชิงหยุนกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง ใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นศิลา "ตึ้ง!" ดังสะท้อนก้องกังวาน ราวกับเสียงกลองศึกที่ปลุกเร้าวิญญาณแห่งการต่อสู้ "ค่ายกลกระบี่ผสานสวรรค์งั้นหรือ? น่าเสียดาย... ที่วิถีกระบี่ที่พวกเจ้าภาคภูมิใจนักหนานั้น ข้าเป็นคนร่างขึ้นมากับมือเมื่อสามพันปีก่อน!" หลี่ชิงหยุนสะบัดมือขวาเบื้องหน้า ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วราวกับสายฟ้าสีคราม เส้นสายอักขระสีทองที่กำลังเรืองแสงเตรียมจะโจมตีกลับสะดุดกึกลงทันทีราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากเอาไว้ อักขระเหล่านั้นเริ่มบิดเบี้ยว เปลี่ยนจากสีทองอร่ามเป็นสีแดงฉาน และในเสี้ยววินาทีต่อมา มันก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว! "ตูม! ตูม! ตูม!" แรงระเบิดสะท้านสะเทือนจนโครงสร้างหินผาของสำนักถล่มทลายลงมาเป็นแถบๆ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ผู้อาวุโสตาบอดเบิกตากว้าง (แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่สัมผัสวิญญาณของมันกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก) มันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าวิชาค่ายกลบรรพกาลที่ตกทอดมานับพันปี จะถูกทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียวของเด็กหนุ่มผู้นี้! "เป็นไปไม่ได้! นี่มันวิชาอะไรกัน!" ผู้อาวุโสตาบอดคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด มันรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่กระบี่ศิลาในมือ ร่างกายพุ่งทะยานเข้ามาหาหลี่ชิงหยุนด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่สีดำทมิฬแผ่พุ่งออกมาเป็นรูปหัวกะโหลกอสูรคำรามก้อง หวังจะปลิดชีพเป้าหมายในกระบวนท่าเดียว "ชิงหยุน..." ไป๋จื่อรั่วเอ่ยเรียกชื่อสามีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับทอประกายคมปลาบ นางขยับกายเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย "จื่อรั่ว... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีเถอะ" หลี่ชิงหยุนหันไปยิ้มให้ภรรยาด้วยแววตาอ่อนโยนประกายระยิบระยับ ก่อนที่นัยน์ตาคู่นั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งในพริบตา "หนี้เลือดเมื่อชาติก่อน ถึงเวลาต้องชำระต้นพร้อมดอกแล้ว!" เขามิได้หลบหลีก และมิได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ หลี่ชิงหยุนเพียงแค่ยืนนิ่ง ประสานมือไว้ด้านหลัง รอจนกระทั่งปลายกระบี่สีดำทมิฬของผู้อาวุโสตาบอดพุ่งเข้ามาจ่ออยู่ตรงหว่างคิ้ว ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง ร่างของหลี่ชิงหยุนก็เลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภาพมายา! "อะไรกัน!?" ผู้อาวุโสตาบอดแทบช็อก สัมผัสวิญญาณของมันว่างเปล่า เป้าหมายหายไปจากตรงหน้าอย่างไร้ร่องรอย "เจ้ามองหาใครอยู่หรือ... ไอ้สุนัขแก่" เสียงกระซิบดังขึ้นที่ข้างหูของผู้อาวุโสตาบอด พร้อมกับฝ่ามืออุ่นร้อนที่แตะลงบนแผ่นหลังของมันเบาๆ ทว่าในวินาทีที่สัมผัสนั้นเกิดขึ้น ปราณกระบี่นับหมื่นสายก็ทะลักทะลายเข้าไปในเส้นชีพจรของมันราวกับเข็มนับล้านเล่มที่กำลังกรีดแทะกระดูก "อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!" เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเจียนตายดังลั่นโถงใหญ่ ร่างของผู้อาวุโสตาบอดทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น เลือดสีดำทะลักพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด ดวงตาที่บอดสนิททั้งสองข้างมีเลือดไหลรินเป็นทางยาว ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุดเมื่อพบว่าลมปราณตลอดชีวิตที่บำเพ็ญมานับร้อยปี กำลังสลายหายวับไปกับตา! หลี่ชิงหยุนยืนมองศัตรูตัวฉกาจที่นอนหมอบอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง เขากำลังจะเอ่ยปากปิดฉากชีวิตของมัน ทว่าทันใดนั้นเอง... ท้องนภานอกโถงใหญ่ที่เคยปลอดโปร่ง กลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆดำทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นมหึมาผ่าฟาดลงมากลางลานพิธีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาจักรเซียน! พร้อมกันนั้น... เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันทรงพลังที่กดทับสรรพชีวิตให้สั่นสะท้าน ก็ดังแว่วมาจากมิติที่ฉีกขาดเบื้องบน "ชิงหยุน... เจ้ากล้าหาญมากที่กล้ากลับมาเหยียบที่นี่ แต่... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการล้างบางกลุ่มทรยศครั้งนี้ จะจบลงง่ายดายเพียงเท่านี้?" ร่างเงาสลัวรางของบุรุษผู้สวมชุดคลุมมังกรทองปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาด รัศมีพลังกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นวงกว้าง เจ้าสำนักเทียนหลางก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่จ้องมองลงมายังพวกเขา! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิกระบี่และจิตวิญญาณไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%